“กีฬา” เป็นยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้เพราะกีฬาเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อสานต่อในการเป็นพลังขับเคลื่อนที่จะนำประเทศไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ที่สำคัญแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ 6 ตลอดจนแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยังผนวกเรื่องของการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งของประเทศ ภายใต้การใช้มิติทางกีฬา สำหรับสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคมและประเทศชาติไว้ด้วย
อย่างไรก็ตามเมื่อกล่าวถึงการขับเคลื่อนการพัฒนากีฬา ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการตื่นตัวและส่งเสริมการกีฬามาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันของโลกในศตวรรษที่ 21 มิติทางการกีฬาจึงได้ขยายวงกว้างจากการเล่นเพื่อสุขภาพ เพื่อการแข่งขัน จนนำไปสู่ความเจริญเติบโตทางด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว
ที่น่าสนใจเมื่อกล่าวถึงอุตสาหกรรมกีฬาสำหรับบ้านเรานั้น หากจะเทียบเคียงกับต่างประเทศ โดยเฉพาะชาติที่ก้าวไปไกลแล้วนั้น ต้องยอมรับว่าเราอาจจะเป็นรองเขาอยู่บ้าง ดังนั้น หากจะให้อุตสาหกรรมด้านนี้สามารถทะยานพุ่งไปข้างหน้าและเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การเพิ่มรายได้ในมิติของเส้นเลือดใหญ่ที่จะเข้ามาร่วมหล่อเลี้ยงสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นที่ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาครัฐจะต้องเป็นแกนนำในการส่งเสริมและสนับสนุน
และเพื่อเป็นการสนับสนุนหลักคิดหรือมุมมองที่จะผลักดันให้ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นองค์กรหลัก เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนอุตสาหกรรมกีฬาบ้านเราให้เกิดเป็นมรรคเป็นผล และสามารถจับต้องได้อย่างแท้จริงในเร็ววันนั้น จึงขอนำข้อมูลหรือตัวเลขที่มาจากอุตสาหกรรมกีฬาภายใต้การศึกษาวิจัย พบว่าก่อนหน้านี้หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ก่อนที่มฤตยูร้ายไวรัสโควิด-19 จะมาอาละวาดในพื้นพิภพแห่งนี้ จะพบว่าในปี 2560 ปรากฏการณ์ของอุตสาหกรรมกีฬาทั่วโลกมีการขยายตัวและสร้างรายได้อย่างมหาศาลประมาณ 90,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 3 ล้านล้านบาท มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 8 เปอร์เซ็นต์
ในขณะที่บ้านเราในปีเดียวกันผลประกอบการอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกีฬามีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 196,538.63 ล้านบาท และหากย้อนไปในห้วง 5 ปีระหว่าง 2556-2560 อัตราการเจริญเติบโต ณ วันนั้นกลับทะยานอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยร้อยละ 0.8 ในขณะที่ผู้ประกอบการด้านนี้มีอยู่ประมาณ 5,383 รายเท่านั้น
เมื่อพูดถึงตัวเลขของมูลค่าที่เกิดจากอุตสาหกรรมกีฬาของบ้านเราในห้วงเวลาก่อนหน้านี้แล้วนั้น ในทางกลับกันหากจะฉายภาพให้เห็นถึงตัวตนหรือพัฒนาการที่แท้จริงลึกเข้าไปอีก คงจะต้องมีการอ้างอิงหรือหยิบยกผลการศึกษาวิจัยที่บางสำนักได้เคยดำเนินการไว้มาขยายให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ซึ่งหนึ่งในมิติที่ผลการศึกษาวิจัยสะท้อนออกมาและถือว่าน่ายินดีที่พบว่าอุตสาหกรรมกีฬาของไทยมีจุดแข็งในหลายประเด็น โดยเฉพาะคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ศักยภาพของภาคเอกชน ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันการดำเนินการก็ยังมีจุดอ่อนและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข อาทิ ขาดการบูรณาการฐานข้อมูลที่เป็นระบบระหว่างหน่วยงาน พร้อมกันนั้นยังพบอีกว่ายังขาดการรวมกลุ่ม หรือเครือข่าย กฎหมายที่ไม่เอื้อประโยชน์กับผู้ประกอบการ ขาดบุคลากรและหลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่ครอบคลุมในการรองรับอุตสาหกรรม เป็นต้น
จากปัญหาหรือจุดอ่อนที่เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกีฬาของประเทศประกอบกับสังคมตลอดจนผู้เกี่ยวข้องกำลังเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ด้วยแล้ว ดูเหมือนว่าวันนี้อุตสาหกรรมด้านนี้กำลังฝ่ามรสุมร้ายอยู่กลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่และยังไม่สามารถที่จะชี้ชัดได้ว่าห้วงเวลาใดจะฟื้นจากภวังค์ของวิกฤตไปได้
และต่อกรณีดังกล่าวเป็นที่น่ายินดีที่วันนี้สังคมไทยยังมีองค์กรหรือภาคประชาสังคมที่ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญของการขจัดอุปสรรคและขวากหนามที่เป็นอยู่ ซึ่งล่าสุดจะเห็นได้ว่าสถาบันการจัดการกีฬาเพื่อองค์กรกีฬา หรือ “WISDOM” ภายใต้การนำของคุณศุกรีย์ สุภาวรีกุล ในฐานะประธานสถาบัน และหมวกอีกใบในนามของนายกสมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย ได้ผนึกพลังร่วมกับนักวิชาการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยการทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “ทางออกอุตสาหกรรมกีฬาจากสถานการณ์โควิด-19”
สำหรับงานวิจัยดังกล่าวผู้เขียนคงไม่ลงลึกในรายละเอียด แต่จากการได้อ่านบทสรุปแล้วพบว่าผลที่ได้รับจากการศึกษานั้นจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นอย่างมาก ในการที่จะนำผลการศึกษาไปเป็นฐานข้อมูลสำหรับเดินหน้าเพื่อการยกระดับและพัฒนาให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนต่อไป
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าการที่จะเดินหน้าเพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมกีฬาบ้านเราก้าวไปข้างหน้าทัดเทียมกับนานาชาติ และได้มาตรฐานสากลนั้น อีกหนึ่งในมิติหรือปัจจัยที่สำคัญที่จะเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาคือ การสร้างคน หรือยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมรับผิดชอบ หรือขับเคลื่อนทิศทางให้เป็นผู้ที่มีความพร้อม มีความเชี่ยวชาญภายใต้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล
ด้วยความสำคัญดังกล่าว เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ในฐานะหน่วยงานของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีบทบาทในการเป็นหุ้นส่วนสำหรับการพัฒนาทุนมนุษย์และยกระดับการกีฬาของประเทศ จึงได้ผนึกพลังที่จะเป็นหนึ่งในภาคีความร่วมมือทางวิชาการ สำหรับการพัฒนาคนหรือทุนมนุษย์ด้านการจัดการกีฬาและอุตสาหกรรมกีฬากับสถาบันการจัดการกีฬาเพื่อองค์กรกีฬา
การที่หลายภาคส่วนในสังคมจับมือประสานสัมพันธ์เป็นโซ่ข้อกลาง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับให้วงการกีฬา ตลอดจนอุตสาหกรรมกีฬาของประเทศมีทิศทางอนาคตและส่องสว่างที่ชัดเจนจึงถือได้ว่านี่คือพลังอันยิ่งใหญ่สำหรับการเดินหน้าเพื่อสังคมและประเทศชาติ
และเหนือสิ่งอื่นใด วันนี้ เมื่อภาคประชาสังคมเริ่มขยับและพร้อมจะสร้างพลังร่วมเพื่อให้การบริหารจัดการตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติดังที่กำหนด จึงหวังว่ารัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคงจะไม่นิ่งเฉยและปล่อยทิศทางต้องมืดมนและมองไม่เห็นอนาคตอีกต่อไป
ผศ.ดร.รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร
ศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์
มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

