
(เอื้อเฟื้อภาพถ่ายโดยคุณพฤษติพร ชมภู)
แนวคิดทางการปกครองของชาวตะวันตกเป็นหลักในการควบคุมและจัดสรรอำนาจของสังคม เป้าหมายและวิธีคิดจึงแตกต่างจากวิถีการปกครองของชาวพุทธ
ชาวพุทธแสวงหาชีวิตอันวิเวกสันติและไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการปกครองแบบของปุถุชนซึ่งเต็มไปด้วยอกุศลทว่าชาวโลกกลับอยากให้พระภิกษุปกครองแบบที่ตนนิยมหรืออยากได้
ความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจและวิทยาการทำให้หลักการและรูปแบบปกครองเกิดมากในประเทศทางตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป แนวคิดทางการปกครองของโลกตะวันตกมีอยู่ 3 กระแสหลักๆ
หนึ่งคือแนวคิดเสรีประชาธิปไตย เน้นการคุ้มครองระบบทุนนิยมและลัทธิเศรษฐกิจเสรีซึ่งพึ่งการตัดสินใจของปัจเจกชน ที่มาของอำนาจรัฐอาศัยการเลือกตั้งผ่านบทบาทตัวแทนของพรรคการเมืองใหญ่ๆ การถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองอาจออกแบบมาให้กลุ่มทุนใหญ่และกลุ่มผลประโยชน์เป็นมือที่มองไม่เห็น
สองคือแนวคิดมาร์กซ์-เลนิน เน้นการดึงอำนาจในระบบทุนนิยมมาให้ชนชั้นแรงงานและใช้ลัทธิเศรษฐกิจสังคมนิยมซึ่งพึ่งการใช้อำนาจของสังคม ที่มาของอำนาจรัฐมาจากองค์กรของชนชั้นแรงงาน สหภาพแรงงานและพรรคการเมืองของชนชั้นแรงงานมีความเข้มแข็ง การถ่วงดุลอำนาจไม่สำคัญเท่ากับการมีอำนาจทางชนชั้น
สามคือแนวคิดสังคมชาตินิยมหรือนาซีใหม่ที่เติบโตภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เน้นการการสร้างอำนาจแห่งรัฐ ที่มาของอำนาจรัฐมาจากชนชาติหลักที่เห็นว่าผูกพันหรือสูงส่งกว่าชนชาติที่เข้ามาทำประโยชน์ พรรคการเมืองหลักของชาติมีความเข้มแข็งและเป็นหนึ่ง ไม่แปรปรวนตามการถ่วงดุลอำนาจของชนชาติอื่นที่แผ่ขยายอยู่ในสังคม
แนวคิดทางการปกครองทั้งสามนี้มีอิทธิพลอ่อนแก่ไปในแต่ละประเทศ พรรคการเมืองและกลุ่มประชากร แนวคิดเสรีประชาธิปไตยมีอิทธิพลสูงสุดในปัจจุบันแต่ก็มีหลายประเทศที่ได้รับความเสียหายและพยายามหันเหออกไปจากกระแสคิดหลักนี้
รัสเซียปัจจุบันเคยปฏิเสธแนวคิดมาร์กซ์-เลนินและพยายามใช้แนวคิดเสรีนิยมตะวันตกมาก่อนแต่ปัจจุบันหันไปสนใจแนวคิดทางเลือกที่สี่ที่ผสมผสานเศรษฐกิจวัตถุนิยมกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของยูเรเซียเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจและแข่งขันกับโลกตะวันตกได้
จีนมีรากฐานการปกครองเชิงวัตถุนิยมแบบของมาร์กซ์-เลนิน-เหมาเจ๋อตงโดยปัจจุบันยอมรับการค้าเสรีภายใต้ทุนนิยมโดยรัฐและชุมชน การปกครองเป็นแบบประชาธิปไตยรวมศูนย์ซึ่งพรรคที่มีอำนาจรัฐมาจากประชาชนและมีอำนาจเหนือรัฐบาล รัฐบาลดูแลสังคมและมีอำนาจเหนือปัจเจกชน มวลชนมีเอกภาพและมีพลัง
สมัยประธานเหมาเจ๋อตงเรียกระบอบนี้ว่าระบอบประชาธิปไตยแผนใหม่ ส่วนในปัจจุบันมีการเรียกว่าประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ แนวคิดนี้กำลังเป็นแนวคิดที่ห้าซึ่งท้าทายแนวคิดที่หนึ่ง
สำหรับมุมมองของชาวพุทธแนวคิดทางการปกครองของชาวโลกไม่ตอบโจทย์ของชีวิตมนุษย์ การแย่งชิงอำนาจและการวิวาททางการเมืองมาจากกิเลสด้านมืด ความไม่อยู่ในกุศลธรรมจักนำไปสู่ความเสื่อมและความรุนแรง
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศธรรมจักรและทรงให้พุทธสาวกเผยแผ่ธรรมจักรนั้นสู่ชาวโลกที่ยังสอนได้แต่ในพระสูตรก็มีการกล่าวถึงหลักการปกครองที่เป็นประโยชน์ทั้งภิกษุสาวกและฆราวาสรวมทั้งปุถุชนทั่วไป
ในการประชุมจาตุรงคสันนิบาตในวันเพ็ญเดือนสามซึ่งเป็นการประชุมพระอรหันตสาวกครั้งเดียวในพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงวางแนวทางการเคลื่อนไหวของธรรมจักรในรูปแบบของศาสนา ทรงประกาศแนวทางการเผยแผ่ให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพสำหรับบรรดาพุทธสาวก ซึ่งอาจบรรลุธรรมด้วยความประณีตที่แตกต่างกันและต้องสอนปุถุชนที่มีความหลากหลายด้วย

เมื่อพระเตมียกุมารต้องพิจารณาลงโทษจำเลยตามกฎของปุถุชน
พุทธสาวกต้องกระจายกันออกเผยแผ่ธรรมซึ่งแนวทางการสั่งสอนคือการให้ละเว้นการกระทำชั่ว การให้กระทำแต่ความดีและการให้ทำใจบริสุทธิ์อันเป็นหลักของศีล สมาธิและปัญญานั่นเอง
ห้วงเวลาของการประกาศธรรมจักรหรือในพุทธพรรษาแรกๆ เป็นช่วงที่ภิกษุสาวกยังไม่มีวิหารหรืออารามสำหรับการฝึกปฏิบัติและศึกษาร่วมกัน พระภิกษุต้องอาศัยถ้ำเขาและราวป่าตามเส้นทางที่เดินทางไป การพักอาศัยเคยมีอุปสรรคด้านความปลอดภัย ไม่เหมือนพวกปริพาชกและพวกนิครนถ์ ซึ่งมักมีอารามสำหรับหมู่คณะมาก่อนแล้ว เมื่อมีวิหารและการพักอยู่ร่วมกันการมีกฎกติกาย่อมต้องมีมากขึ้น
พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทให้ผู้ที่เข้ามาอยู่ในสังฆมณฑลแห่งพระพุทธศาสนาถือปฏิบัติ ภิกษุสาวกจึงต้องมีวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ ไม่อาศัยวินัยส่วนตนและไม่ตีความพระวินัยไปตามกิเลสที่ตนยังสลัดไม่สิ้น
พระพุทธองค์มิได้ตรัสถึงหลักการปกครองสำหรับชาวโลกโดยเฉพาะแต่ธรรมที่ทรงสอนก็ให้ประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ที่ยังใฝ่หาแนวทางการปกครองที่สงบ ปลอดภัยและยั่งยืน
ธรรมที่เกี่ยวข้องกับหลักการปฏิบัติที่ดีทางการปกครองมีปรากฏในจักกวัตติสูตรและบางตอนในมหาปรินิพพานสูตรและกูฏทันตสูตร
ในจักกวัตติสูตรหลักการปกครองควรตั้งอยู่ในธรรมหรือเป็นธรรมาธิปไตย พระสูตรนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงต่อภิกษุสาวกและมหาชนรวมทั้งพระอานนท์ครั้งประทับที่นครมาตุลา ในแคว้นมคธ ก่อนหน้านั้นพระพุทธองค์เสด็จรับนิมนต์จากเจ้าผู้ครองนครมาตุลาและจากนั้นเมื่อเสด็จถึงสถานที่ที่กว้างขวางพอเหมาะสำหรับมหาชนจึงทรงแสดงถึงวิวัฒนาการและหลักการปกครองที่เคยมีผลต่อความเจริญและเสื่อมถอยของระบอบการปกครองที่เคยยิ่งใหญ่
เดิมทีในระยะต้นของประวัติศาสตร์ตามที่ปรากฏในจักกวัตติสูตรมีพระปฐมกษัตริย์หรือพระจักรพรรดิราชพระนามว่าทัลหเนมิ พระองค์ทรงอยู่ในธรรม เมื่อการทรงงานของพระองค์เริ่มถดถอยก็ทรงสละราชย์และเสด็จออกบำเพ็ญพรตเป็นฤๅษีดาบส พระราชโอรสองค์โตเป็นผู้สืบทอดและเป็นผู้ทรงธรรม
การสืบทอดอาญาสิทธิของระบอบจักรพรรดิราชจึงมีความราบรื่นและเมื่อเกิดความจำเป็นผู้สืบทอดการปกครองยังทูลขอคำปรึกษาจากพระราชฤๅษี
อย่างไรก็ตาม เมื่อสืบราชย์ต่อมาเป็นองค์ที่ 8 การปกครองเริ่มประสบความเสื่อมด้านอื่นๆ ขึ้น ปัญหาเริ่มต้นจากการที่ราษฎรมีชีวิตที่อัตคัตและพระจักรพรรดิราชผู้สืบทอดความมั่งคั่งมิได้แบ่งปันทรัพย์ให้เพราะกลัวว่าจะเป็นการให้ทานแก่ผู้ทุศีล เมื่อผู้ขัดสนกระทำความผิดพระราชาก็เริ่มมุ่งลงโทษจำเลย การผิดศีลธรรมและการกระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองกลับเพิ่มสูงขึ้น
การลงโทษมิได้ลดความทุศีลหรือเหตุแห่งความทุศีล ผู้ที่ไม่ทุศีลก็ยังคงอ่อนแอยากลำบาก
ชาวพุทธมีเมตตาและอุเบกขาเป็นเสาหลักแห่งพรหมวิหารซึ่งมีผลต่อความสัมพันธ์ทางสังคมรวมทั้งทางการปกครอง ผู้ที่มีมากควรรู้จักสละให้ผู้ที่ขัดสนหรือมีไม่เพียงพอในขณะที่ผู้ที่มีอำนาจปกครองก็ควรสงเคราะห์ดูแลผู้ที่อยู่ใต้การปกครอง การที่พระจักรพรรดิราชคิดอย่างปุถุชนสามัญและไม่ทรงเลือกที่จะสงเคราะห์ผู้ขัดสน ความกังวลว่าราษฎรยิ่งเลือกที่จะกระทำอทินนาทานมากขึ้นกลับยิ่งทำให้ผู้ขัดสนมีจำนวนมากขึ้น การลักขโมยก็เพิ่มพูนและยกระดับถึงขั้นปล้นชิง
การลักเล็กขโมยน้อยและการปล้นชิงในสมัยแรกๆ ทำให้เกิดข้อท้าท้ายทางการปกครองว่าการให้อภัยอาจเพิ่มอทินนาทานมากขึ้นหรือไม่ พระจักรพรรดิราชนั้นได้ตัดสินลงโทษอทินนาทานอย่างรุนแรงถึงขั้นจองจำและประหาร
ทว่าความหวังให้สังคมอทินนาทานเข็ดหลาบกลับส่งผลให้ผู้กระทำอทินนาทานสร้างความรุนแรงมากขึ้น ความกลัวการถูกจับและบทลงโทษที่รุนแรงทำให้การกระทำความผิดยิ่งรุนแรงและมีการประทุษร้ายเข่นฆ่าตามความรุนแรงบทลงโทษนั้น
อทินนาทานที่มีมากขึ้นจึงกลับตามมาด้วยมุสาวาท ปาณาติบาตและความไร้ศีลธรรมต่างๆ
สังคมที่ขาดทานและการแบ่งปันกลายเป็นสังคมที่ขาดศีลอันป็นความวิบัติเสื่อมทรุดของสังคม ความขัดสนได้นำไปสู่ความไม่ยินดีของราษฎร การปกครองต้องประสบกับความถดถอยและไม่ราบรื่นอย่างมาก
ในจักกวัตติสูตรปรากฏคำแนะนำสำหรับระบอบจักรพรรดิราช มีหลักปฏิบัติที่มักจัดเรียงเป็นข้อๆ ไว้ซึ่งเรียกว่า “จักกวัตติวัตร 5”
ข้อแรกเป็นแนวปฏิบัติหลักที่ผู้ปกครองหรือพระราชาพึงตั้งอยู่ในธรรมหรือปกครองอย่างมี “ธรรมาธิปไตย”
หลักปฏิบัติในจักกวัตติวัตรข้ออื่นๆ ได้แก่
(1) คุ้มครองดูแลชนทั้งหลายอย่างเป็นธรรมแก่ชนในปกครองเช่นชนภายในพระองค์ พวกกษัตริย์ในพระบรมเดชานุภาพ กำลังพลและบรรดาผู้ทรงความสามารถ ข้าราชการทั้งหลาย พ่อค้า เกษตรกร ครูอาจารย์ ประชาราษฎรและสมณพราหมณ์ตลอดจนสัตว์ที่ควรสงวน
(2) ป้องกันมิให้เกิดอธรรมขึ้นในอาณาจักร
(3) แบ่งปันทรัพย์แก่ผู้ขัดสน
(4) ปรึกษาหารือผู้ประพฤติดีประพฤติชอบรวมทั้งผู้ที่มีความรู้และสมณพราหมณ์
สำหรับชาวพุทธอาญาสิทธิของพระจักรวรรดิราชพึงเป็นไปเพื่อความผาสุกของปวงชน พึงคุ้มครองและอำนวยประโยชน์แก่ชนทั้งหลายอย่างถูกต้องตามธรรม
ความถูกต้องตามธรรมเป็นการตัดสินใจที่ไม่ฟูฟ่องตามบรรทัดฐานของกิเลส
ผู้ควรแก่การเคลื่อนจักรแห่งการปกครองจึงเป็นผู้ที่สามารถแยกแยะธรรมและอธรรมได้ ต้องส่งเสริมกุศลธรรมและขัดขวางอกุศลธรรมตลอดจนคุ้มครองโลกุตรธรรมให้คงอยู่กับโลก
ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์

