เป็นอันว่า วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2565 เวลาแปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ชาวกรุงเทพมหานครและชาวเมืองพัทยา อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ในวันนั้น และมีภูมิลำเนา หรือทะเบียนบ้านอยู่ใน กทม.และเมืองพัทยา มีหน้าที่ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และนายกเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองพัทยา
การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยที่อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง หากไม่ไปปฏิบัติหน้าที่ต้องมีโทษตามกฎหมาย เพราะหน้าที่ไม่ใช่เพียงสิทธิและเสรีภาพของคนไทยในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น
วันพรุ่งนี้ เสาร์ที่ 21 พฤษภาคม หวังว่าชาวกรุงเทพฯ และชาวเมืองพัทยาน่าตัดสินใจเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯทั้งสองเมืองเผื่อไว้สักสองสามคน เพื่อจะได้ตัดสินใจสุดท้ายเหลือเพียงคนเดียวในเช้าวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม ระหว่างอยู่ในคูหาเตรียมลงคะแนน หรือกากบาทเลือกคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวสำหรับผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา ในบัตรเลือกตั้งใบหนึ่งสำหรับเลือกผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร และนายกเมืองพัทยา กับบัตรเลือกตั้งอีกใบหนึ่งสำหรับเลือกสมาชิกสภา
เลือกสองสามคนให้เหลือเพียงคนเดียวคงไม่ยากเย็นเกินไปนัก อย่ารักพี่เสียดายน้องก็แล้วกัน
ความสำคัญของการเป็นผู้ว่าฯคือการประกาศนโยบายที่เป็นไปได้ว่าจะทำอะไรในเวลาเท่าใด
ส่วนผู้ที่มีนโยบายเพ้อฝัน ฟังแล้วอาจเป็นไปได้ แต่เมื่อไตร่ตรองให้ดี หนอย ! กลับทำไม่ได้ ผู้ออกเสียงเลือกตั้งมักชอบนโยบายเพ้อฝันนั้นซะด้วย เพราะเป็นคนชอบเพ้อฝันเหมือนกัน ด้วยหวังไว้ว่าจะเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างนี้ ตามที่ผู้สมัครสัญญาไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะว่าต้องทำได้
เมื่อไม่ได้รับเลือกตั้ง นโยบายนั้นก็ล่องลอยไปตามสายลม
หรือแม้ได้รับเลือกตั้ง ความเป็นไปได้ของนโยบายที่ประกาศไว้กลับทำไม่ได้ ด้วยติดขัดข้อกฎหมาย หรือไม่ผ่านการพิจารณาจากสภา ก็จบเห่
นโยบายที่ทำได้จริงต้องเป็นนโยบายที่เป็นไปได้ ทั้งเวลา ทั้งความร่วมมือของข้าราชการกรุงเทพมหานคร ของเมืองพัทยา และต้องไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายหลักของบ้านเมือง
ที่สำคัญต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภาเมืองนั้น และมีงบประมาณเพียงพอ
ดังจะเห็นได้จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการถกเถียงของบรรดาสมาชิกทั้งที่เป็นฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุน ซึ่งฝ่ายสนับสนุนมักมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้าน ทำให้เสียงของสมาชิกผู้แทนราษฎรที่นำเสนอกฎหมายจะผ่านสภาเสมอ หากหลายครั้งอาจมีเสียงคัดค้านจากฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายที่เสนอกฎหมายย่อมต้องโอนอ่อนผ่อนตามบ้าง ตามเหตุตามผลที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่ดันทุรังจะเอาให้ได้โสดเดียว
หากเป็นเช่นนั้น ฝ่ายเสนออาจต้องขอถอนกฎหมายนั้นออกไปก่อน ด้วยเหตุผลกฎหมาย ไม่ใช่ความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกสภา ซึ่งไม่เพียงกฎหมายนั้นย่อมตกไปเท่านั้น ยังอาจเป็นเหตุให้ผู้สนับสนุน คือฝ่ายรัฐบาลต้องล้มไปด้วย
การเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพมหานครและนายกเมืองพัทยาครั้งนี้ แม้ผู้สมัครมีทั้งผู้สังกัดพรรคและไม่สังกัดพรรค เช่นเดียวกับผู้สมัครสมาชิกสภา มีทั้งผลได้และผลเสีย
ดังนั้น ผู้เลือกตั้งต้องตัดสินให้ดีว่าจะเลือกผู้สังกัดพรรคหรือเลือกผู้สมัครอิสระ
ที่สำคัญคือควรพิจารณาจากนโยบายของผู้สมัครเป็นหลัก ไม่ว่าจะสังกัดพรรค หรือสมัครอิสระ อย่าลืมว่า ที่สำคัญ ทำให้ชาวกรุงเทพฯ และชาวเมืองพัทยาตามนโยบายนั้น คือการอยู่ดีกินดี ความปลอดภัย และความสะดวกทั้งในการเดินทางและชีวิตความเป็นอยู่
อย่าใช้ความชอบส่วนตัวตัดสินใจ หากตัดสินใจข้างมากก็ดีไป แต่หากตัดสินใจข้างน้อย ต้องรออีก 4 ปี นะจ๊ะ – – พบกันในคูหาเลือกตั้งนะขอรับ
เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

