หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ฝีดาษลิง โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

23.05.22 | 14:04 น.
(ภาพ-Getty Image)

สะพานแห่งกาลเวลา : ฝีดาษลิง โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกประกาศการประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือกรณีที่เกิดการแพร่ระบาดครั้งใหม่ของโรคฝีดาษลิง (monkeypox) ขึ้นในอย่างน้อย 12 ประเทศ ทั้งในทวีปยุโรป และอเมริกา โดยพบผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 100 รายในเวลานี้

ผู้ป่วยส่วนใหญ่พบอยู่ในประเทศในยุโรปอย่าง สเปน, โปรตุเกส และสหราชอาณาจักร กับที่มีรายงานการพบผู้ป่วยในเบลเยียม, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, สวีเดน และออสเตรเลีย

นอกจากนั้นยังพบในสหรัฐอเมริกา ที่นครนิวยอร์กกับแมสซาชูเซตส์และที่นครมอนเทรออล ประเทศแคนาดาอีกด้วย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่พบเป็นเพศชาย วัยอยู่ระหว่าง 30-55 ปี ทั้งนี้ รายงานข่าวของวอชิงตันโพสต์ระบุว่า จำนวนมากของผู้ที่พบว่าติดเชื้อฝีดาษลิงนั้นเป็นชายที่อยู่ในกลุ่มรักร่วมเพศ หรือไม่ก็ ไบเซ็กชวล

ถึงแม้ในเวลานี้จะยังไม่มีรายงานการพบผู้ป่วย หรือผู้ติดเชื้อโรคนี้ในไทยก็ตาม แต่ทำความรู้จักกันเอาไว้ก็คงไม่เสียหลาย

Advertisement

ฝีดาษลิงเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งอยู่ในสกุลออร์โธพอกซ์ไวรัส (genus Orthopoxvirus) ซึ่งใกล้ชิดอย่างมากกับเชื้อไวรัสวาริโอลา (variola major and minor) ที่ก่อโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ (smallpox) ทำให้บางครั้งเราเรียกฝีดาษลิงว่า ไข้ทรพิษลิงด้วยเช่นกัน

เชื้อไวรัสก่อโรคฝีดาษลิงพบระบาดครั้งแรกในกลุ่มลิงทดลอง เมื่อปี 1958 หลังจากนั้นในปี 1970 จึงได้พบระบาดจากคนสู่คนเป็นครั้งแรกในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ในปีต่อๆ มาจึงพบการแพร่ระบาดปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราวทั่วภูมิภาคแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก

ตามรายงานที่ปรากฏในนิตยสารเนเจอร์ เชื้อไวรัสก่อโรคฝีดาษลิงที่กำลังระบาดอยู่ในเวลานี้มีคุณลักษณะเชิงพันธุกรรมใกล้เคียงกับสายพันธุ์ที่ระบาดเป็นหลักอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ที่โชคดีก็คือ สายพันธุ์นี้ก่อให้เกิดการเสียชีวิตในอัตราต่ำกว่าสายพันธุ์อื่น

ตามข้อมูลของศูนย์เพื่อการควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐอเมริกา ผู้ที่ได้รับเชื้อฝีดาษลิงมักแสดงอาการเริ่มต้นด้วยการมีไข้, หนาวสั่น, เหนื่อยล้า, ปวดกล้ามเนื้อและปวดหัว บ่อยครั้งที่พบว่ามีอาการต่อมน้ำเหลืองบวมโตร่วมด้วย

เมื่อครบ 1-3 วันหลังจากมีไข้ก็จะเกิดผื่นขึ้นตามมา เริ่มจากบริเวณใบหน้าจากนั้นก็ลามออกไปทั่วตัว ในตอนแรกจะเกิดเป็นจุดแต้มสีน้ำตาลขึ้นก่อน หลังจากนั้นจุดสีน้ำตาลดังกล่าวจะเริ่มบวมพองเป็นตุ่มน้ำ เมื่อแห้งหรือตกสะเก็ดก็จะหลุดล่อนออกไป กระบวนการทั้งหมดจะกินเวลาระหว่าง 2 ถึง 4 สัปดาห์

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อจากสัตว์ (zoonotic disease) ชนิดหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า มันเป็นโรคที่ระบาดอยู่ในกลุ่มสัตว์ ทั้งสัตว์จำพวกลิงและสัตว์ฟันแทะจำพวกหนู แล้วแพร่ระบาดมาสู่คนจนเกิดการแพร่จากคนสู่คนได้ในที่สุด แม้ว่าสัตว์ชนิดที่เป็นตัวเริ่มต้นก่อโรคนี้ยังไม่มีใครสามารถระบุได้ก็ตาม

การแพร่ระบาดระหว่างคนด้วยกันนั้น เกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือผู้ที่เป็นพาหะ ผ่านทางรอยแผลเปิดของผู้ที่จะได้รับเชื้อ หรือได้รับจากสัมผัสสารคัดหลั่งจากร่างกายผู้ป่วย ทั้งที่เป็นละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสกับสิ่งปนเปื้อน อย่างเช่นผ้าปูที่นอน เป็นต้น

โรคฝีดาษลิงเป็นโรคที่ยังไม่มียารักษาโดยตรง ซึ่งผ่านการทดลองและวิจัยแล้วว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์สามารถใช้วิธีการรักษาอย่างเช่น การให้ยาต่อต้านไวรัส หรือการให้แวคซิเนีย อิมมูน โกลบูลิน หรือวีไอจี (vaccinia immune globulin) ซึ่งเป็นสารแอนติบอดีที่ได้จากเลือดของผู้ที่เคยได้รับการปลูกฝีเพื่อป้องกันไข้ทรพิษมาใช้เพื่อรักษาได้

นอกจากนั้น ในทางการแพทย์ระบุว่า วัคซีนป้องกันไข้ฝีดาษสามารถป้องกันการติดเชื้อฝีดาษลิงได้สูงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้ผู้ที่เกิดหลังปี 1980 (พ.ศ.2523) ซึ่งไม่เคยได้รับการปลูกฝีที่เป็นวัคซีนป้องกันไข้ฝีดาษ จึงเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคฝีดาษลิงมากกว่ากลุ่มประชากรอื่นๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาระบุว่า เชื้อไวรัสฝีดาษลิงแพร่ระบาดได้ช้า จัดได้ว่าช้ามากเมื่อเทียบกับการแพร่ระบาดของเชื้อก่อโรคโควิด-19 โอกาสที่จะเป็นโรคระบาดใหญ่จึงมีน้อยกว่าตามไปด้วย นอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่ว่าฝีดาษลิงก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงน้อยกว่ามาก โดยปกติแล้วจะหายได้เอง อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อนี้ในปัจจุบันอยู่ระหว่าง 3 เปอร์เซ็นต์ถึง 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

เชื้อฝีดาษลิงสายพันธุ์แอฟริกาตะวันตกที่ใกล้เคียงกับที่กำลังระบาดอยู่ในเวลานี้ ยิ่งมีอัตราการเสียชีวิตต่ำลงไปอีก คือราว 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่องค์การอนามัยโลกกำลังเร่งทำอย่างเร่งด่วนในเวลานี้ก็คือ การจำแนกพันธุกรรมของเชื้อที่กำลังระบาดอยู่ในเวลานี้ นำไปเปรียบเทียบกับที่เคยระบาดก่อนหน้านี้

เพื่อดูว่ามีการกลายพันธุ์จนทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้เร็วขึ้นและก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงขึ้นกว่าเดิมหรือไม่นั่นเอง