เพื่อนผมสองคนแนะนำให้ดูหนังอินเดียชื่อ คังคุไบ กฐิยาวาฑี ขอขอบคุณเพื่อนที่แนะนำมา เพราะดูแล้วรู้สึกชอบหนังอินเดียมากขึ้น ถ้าจะใช้สำนวนร่วมสมัยก็ต้องบอกว่าอินเดียกำลังใช้อำนาจวัฒนธรรมที่เป็นอำนาจอ่อน อย่างที่ญี่ปุ่นเคยใช้ และเกาหลีใต้กำลังใช้อย่างได้ผลในขณะนี้ หนังอินเดียเรื่องก่อนที่ผมดูชื่อว่า Padman ซึ่งอิงเรื่องจริงที่ปลุกกระแสการใช้ผ้าอนามัยคุณภาพให้ผู้หญิงเข้าถึงได้ในราคาที่ถูก เรื่องคังคุไบก็อิงเรื่องจริง ที่ช่วยปลุกกระแสให้เข้าใจผู้ให้บริการทางเพศ ไม่ตัดสินพวกเธอในทางสังคมและไม่ลงโทษในทางกฎหมาย
ผมพอจำได้คร่าว ๆ ถึงสำนวนฝรั่งที่ถามว่า “ใครทำผิดมากกว่ากันระหว่างคนที่จ่ายเงินเพื่อทำผิด กับคนที่ทำผิดเพื่อหาเงิน” คำตอบน่าจะเป็นว่าผิดทั้งคู่ หรือไม่ก็ไม่ผิดทั้งคู่ แต่ชายที่จ่ายเงินเพื่อซื้อความสัมพันธ์ทางเพศมักถือว่าเขาไม่ผิด แล้วทำไมต้องเอาผิดกับหญิงที่ขายบริการเพื่อมาเลี้ยงชีพด้วยเล่า
ถ้าจะเอาผิด ควรจะเอาผิดผู้ค้ามนุษย์ ที่บังคับหญิงให้ขายบริการทางเพศ เช่น กรณีอาบอบนวด “นาตารี” เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 กรมการปกครองสนธิกำลังกับสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กว่า 100 คน บุกจับกุมหญิงบริการ 115 คน บางคนเป็นหญิงต่างด้าว อายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ถูกนำพาเข้ามาแอบแฝงค้าประเวณี ซึ่งเข้าข่ายเป็นการค้ามนุษย์ ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2560 ศาลอาญาสั่งจำคุกผู้จัดการอาบอบนวดนาตารีเป็นเวลา 11 ปี 24 เดือน และสั่งจำคุกพวกอีก 5 คน ตั้งแต่ 8 ปี 6 เดือน ถึง 12 ปี 6 เดือน และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ยึดอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท แต่ผู้จัดการหายตัวไปจนกระทั่งต่อมาถูกจับกุมเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2564
ถ้าจะเอาผิด ก็น่าจะเอาผิดชายผู้ซื้อบริการทางเพศจากหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือซื้อบริการจากหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งมีโทษหนักกว่าอีก เช่น กรณีที่สื่อตั้งชื่อว่า “ค้ากามเด็ก” กรณีนี้เริ่มเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 จากการร้องทุกข์ของ ด.ญ. เอ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี ซึ่งกล่าวโทษว่ามีบุคคลชักชวนให้ ค้าประเวณี ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัว น.ส. บี กับพวกรวม 4 คนในความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยการแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าประเวณีที่กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกิน 15 ปี จากการสืบสวนยังพบว่า น.ส.บี กับพวกยังมีเด็กและเยาวชนอายุตั้งแต่ 13 ถึง 17 ปีในสังกัดอีกหลายคน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ติดตามเด็กมาคุ้มครองจำนวนรวม 5 คน และทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นแม่เล้า หรือผู้ซื้อบริการทางเพศ มีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2565 ว่า ศาลได้อนุมัติหมายจับจำนวน 42 หมาย มีผู้ต้องหา 30 คน จับกุมได้แล้ว 41 หมาย เหลือผู้ต้องหาอีก 1 คนที่หลบหนีอยู่ เรื่องดูซับซ้อนขึ้นไปอีก โดยมีรายงานข่าวว่า เหยื่อที่เป็นผู้เสียหายถูกนำมาค้าประเวณีนั้น เป็นสมาชิกของกลุ่มที่ชื่อว่า “แก๊งซาเซโม” สมาชิกแก๊งซาเซโมมีประมาณ 500 คน มีการตั้งเฟซบุ๊กเมื่อปี 2560 โดยมี “เจ้น้ำ” และ “เจ้เปิ้ล” เป็นผู้ก่อตั้ง มีการชักชวนเด็กวัยรุ่นมาขายบริการทางเพศ และผู้ชักชวนบางคนก็เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีเช่นกัน
ขอเล่าความเป็นมาเกี่ยวกับกฎหมายการค้าประเวณี โดยอ้างอิงถึงการศึกษาเรื่อง “การเคลื่อนย้ายผู้ค้าบริการทางเพศระหว่างประเทศในอาเซียน” ของ ธานี ชัยวัฒน์ และคณะ ประกอบกับเฟซบุ๊กของศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCJI) โดยสังเขปดังนี้
สังคมไทยมีการขายบริการทางเพศมาตั้งแต่สมัยอยุธยาโดยไม่ถือว่าผิดกฎหมาย เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดการยกเลิกทาส ทาสหญิงที่ถูกปลดปล่อยจำนวนหนึ่งเลือกช่องทางเป็นหญิงค้าประเวณีในการเลี้ยงชีพ ประกอบกับการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ที่เอื้อให้ธุรกิจสถานค้าบริการทางเพศเกิดขึ้น รัฐตอนนั้นต้องการควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และจัดระเบียบสังคมจึงตรากฎหมายฉบับแรกเกี่ยวกับการค้าประเวณีขึ้นโดยใช้ชื่อว่า พระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) ซึ่งเรียกผู้หญิงค้าประเวณีว่า “หญิงนครโสเภณี” ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 ประเทศสยามได้ออกพระราชบัญญัติการค้าหญิงและเด็กหญิง พ.ศ.2471 เพื่อป้องกันและปราบปรามการนำผู้หญิงและเด็กหญิงจากต่างประเทศเข้ามาค้าประเวณีในประเทศ และห้ามไม่ให้มีการนำผู้หญิงและเด็กหญิงไปค้าประเวณียังต่างประเทศ
ช่วงสงครามอินโดจีนระหว่าง พ.ศ. 2502 – 2512 ธุรกิจสถานบันเทิงและบริการต่าง ๆ เติบโตอย่างรวดเร็ว รัฐจึงจำเป็นต้องควบคุมสถานบริการบางประเภทเพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพสังคมอันดี โดยออกพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 ที่อนุญาตให้มีการเปิดสถานบริการประเภทต่าง ๆ เช่น สถานเต้นรำ โรงน้ำชา สถานอาบอบนวด ฯลฯ แต่ห้ามไม่ให้มีการค้าประเวณี อย่างไรก็ดี แม้กฎหมายจะห้าม แต่สถานบริการหลายแห่งมีการค้าประเวณีแฝงอยู่ ซึ่งยังคงขยายตัวเพิ่มมากขึ้น
จึงมีการตรากฎหมายฉบับใหม่ขึ้นชื่อว่า พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 ซึ่งได้ให้นิยามความหมายการค้าประเวณีเหมือนกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ว่า “การยอมรับการกระทำชำเราหรือการยอมรับการกระทำอื่นใด หรือการกระทำอื่นใดเพื่อสำเร็จความใคร่ในทางกามารมณ์ของผู้อื่น อันเป็นการสำส่อนเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใด ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ยอมรับการกระทำและผู้กระทำจะเป็นบุคคลเพศเดียวกันหรือคนละเพศ” แต่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 แตกต่างจากพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 โดยมองว่าผู้ให้บริการทางเพศนั้นคือเหยื่อที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือ บทลงโทษผู้ค้าประเวณีจึงเบาบางกว่า
โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) วิเคราะห์บทลงโทษไว้ โดยกล่าวถึงโทษที่ใช้แก่ผู้ให้บริการดังนี้
1) ผู้ใดที่ติดต่อหรือชักชวนบุคคลเพื่อการค้าประเวณี อันเป็นการเปิดเผยและน่าอับอายหรือเป็นที่เดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณชน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
2) ผู้ให้บริการที่เข้าไปมั่วสุมในสถานที่ค้าประเวณีเพื่อประโยชน์ในการค้าประเวณีของตนหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3) ผู้ให้บริการที่โฆษณาหรือทำให้แพร่หลายไปยังสาธารณะเพื่อการค้าประเวณีของตนเองหรือของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสองปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 – 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โทษในส่วนของผู้ส่งเสริมหรือเกี่ยวข้องกับการค้าบริการทางเพศ มีดังนี้
1) นายหน้าเพื่อการค้าประเวณี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หากได้กระทำต่อบุคคลอายุมากกว่า 15 แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 – 15 ปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสามแสนบาท แต่ถ้าได้กระทำต่อเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 – 400,000 บาท นอกจากนี้ ผู้กระทำยังต้องระวางโทษหนักขึ้นหากได้กระทำโดยใช้อุบายหลอกหลวง หรือใช้วิธีข่มขืนใจ
2) บิดา มารดา หรือผู้ปกครองซึ่งรู้เห็นในการกระทำนายหน้าค้าประเวณีต่อผู้อยู่ในความปกครองของตนซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี และมีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำความผิดนั้น ต้องระวางโทษระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000 – 400,000 บาท
3) เจ้าของกิจการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการหรือสถานการค้าประเวณี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 – 15 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 – 300,000 บาท นอกจากนี้ หากปรากฏว่ามีเยาวชนค้าบริการอยู่ด้วยก็จะต้องระวางโทษจำคุก 5 – 15 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 – 300,000 บาท และกรณีที่มีเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 – 400,000 บาท
4) ผู้ใช้บริการทางเพศ โดยหลักแล้วไม่มีความผิด เว้นแต่จะใช้บริการทางเพศจากผู้มีอายุเกิน 15 แต่ไม่ถึง 18 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 3 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 60,000 บาท ถ้าใช้บริการทางเพศจากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี รับโทษหนักขึ้นคือ จำคุกตั้งแต่ 2 – 6 ปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสองหมื่นบาท กรณีนี้ แม้ผู้ให้บริการทางเพศจะยินยอมก็มีความผิด
นอกจากนี้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ยังกำหนดมาตรการรับผู้ให้บริการทางเพศเข้ามาอยู่ในความรับผิดชอบของสถานแรกรับและสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและพัฒนาฝีมือแรงงาน และหากเกิดการหลบหนีจากสถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองอาชีพ กฎหมายก็เพียงกำหนดให้เจ้าหน้าที่ออกติดตามตัวผู้หลบหนีเท่านั้น มิได้กำหนดให้ต้องมีความผิดตามกฎหมายแต่อย่างใด
ผมมีประเด็นที่ประทับใจจากการดูภาพยนตร์เรื่องคังคุไบ ที่จะขอแบ่งปันไว้ในที่นี้บ้าง ดังนี้
1) หลังจากที่คงคา (ชื่อก่อนถูกลวงมาขายที่ซ่อง) ถูกแฟนหลอกมาขายด้วยราคา 1,000 รูปี เธอที่เป็นลูกสาวทนายความคงรู้สึกเหมือนตกนรก แต่เมื่อหนีไม่ได้ เธอก็หันมาสู้ชีวิต
2) อุปสรรคแรกคือแม่เล้าใจโหด ที่เห็นแก่เงินของลูกค้าจึงยอมปล่อยให้คังคุถูกซ้อมปางตาย เมื่อเธอทราบข่าวว่าผู้ที่ทำร้ายเธอเป็นลูกน้องของคาริมที่เป็นนักธุรกิจและนักเลงใหญ่ในย่านนี้ เธอกล้าที่จะไปหาคาริม และต่อรองด้วย “จรรยาบรรณ” ของอาชีพ นักธุรกิจอย่างคาริมย่อมไม่ชอบให้ใครมาทำลายทรัพย์สินที่ใช้ประกอบอาชีพฉันใด จึงคงเข้าใจความรู้สึกของเธอเมื่อมีใครมาทำลาย “ทรัพย์สิน” ในการประกอบอาชีพของเธอฉันนั้น แล้วเธอก็แสดงแผลเป็นจากการถูกทำร้าย
3) เมื่อแม่เล้าใจโหดเสียชีวิต เพื่อนในซ่องก็ยกให้เธอเป็นแม่เล้า เธอวางกติกาให้ปฏิบัติต่อลูกค้าเสมอเหมือนกัน “ไม่ว่าใครจะโผล่มาหน้าประตูเรา เราจะไม่ถามถึงศาสนา วรรณะ จะผิวเข้มหรือขาว จะรวยหรือจน ทุกคนจ่ายเท่ากัน” และเธอก็ปฏิบัติต่อคนทำงานทางเพศทุกคนเหมือนกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ
4) การจัดการของเธอย่อมทำให้แม่เล้าคนอื่น ๆ ไม่พอใจ เธอจึงตัดสินใจลงสมัครเป็นประธานของย่านอันเป็นที่ตั้งของบรรดาซ่องทั้งหลาย มีชื่อว่าย่าน “กามธิปุระ” คู่แข่งของเธอคือชายที่แต่งตัวเป็นหญิงและเป็นตัวแทนการปกครองแบบเก่า คู่แข่งมาขู่เธอ เธอก็บอกแก่หญิงบริการว่าที่สำคัญคือ “ทุกคนมีสิทธิใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี อย่าได้กลัวใคร…” แต่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เธอมาขอความช่วยเหลือจากคาริม โดยให้เหตุผลว่า เธอต้องชนะ ไม่ใช่เพื่อเธอเอง แต่เพื่อคนทำงานทางเพศ 4,000 คนในกามธิปุระ
5) เพื่อชนะเลือกตั้ง เธอยอมสละคนที่เธอรัก ซึ่งในธรรมเนียมฮินดู เธอไม่สามารถแต่งงานด้วยได้ แต่ในสถานบริการของเธอ มีหญิงสาวบริสุทธิ์คนหนึ่งที่เจริญเต็มวัย ที่มีทางเลือกเพียงสองทางคือแต่งงานหรือเป็นคนทำงานทางเพศ เธอจึงเสนอสินสอดเป็นแก้วแหวนเงินทองให้ครอบครัวของคนที่เธอรัก เพื่อให้ทั้งสองแต่งงานกัน หลังจากนั้นเธอก็จัดพิธีแต่งงานอย่างเอิกเกริกในกามธิปุระ ซึ่งทำให้กิตติศัพท์ของเธอขจรขจาย
6) มีหญิงสาวคนหนึ่งเพิ่งถูกผู้ชายนำมาขายที่ซ่องอีกแห่งหนึ่ง ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ยอมเป็นโสเภณี ร้อนถึงแม่เล้าต้องเชิญคังคุไบมาเกลี้ยกล่อม คังคุไบเล่าชีวประวัติของตนให้หญิงสาวคนนั้นฟัง แล้วลงท้ายว่ามีทางเลือกอยู่สองทาง คือยอมทำงานให้ที่นี่ หรือรับทอฟฟี่ที่เจือยาพิษไปกิน เมื่อหญิงสาวรับทอฟฟี่นั้นไป คังคุไบจึงตัดสินใจช่วย โดยจ่ายเงินให้แม่เล้าเป็นสิบเท่าของเงินที่แม่เล้าจ่ายให้แก่ชายที่นำเธอมาขาย
7) ในสถานบริการ โสเภณีบางคนตั้งครรภ์ ถ้าเด็กที่เกิดเป็นชายก็ไม่เป็นภาระมาก แต่ถ้าเป็นหญิง ยิ่งจำเป็นต้องหาอาชีพให้พวกเธอ คังคุไบจึงพาเด็กกำพร้าพ่อเหล่านี้ไปสมัครเรียนที่โรงเรียนคาทอลิกแห่งหนึ่งในละแวกนั้น โรงเรียนจำใจรับแต่ต่อมาก็รังเกียจจนขับไล่เด็กกำพร้าเหล่านี้ออกไป พอดีมีนักข่าวคนหนึ่งรับรู้เข้า จึงทำเป็นข่าวที่สร้างความขุ่นเคืองให้โรงเรียน
8) คังคุไบได้รับเชิญไปกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมอันทรงเกียรติ เธอก็กล่าวได้อย่างตรงไปตรงมา ด้วยวลีเด่น ๆ เช่น ถ้าการให้บริการทางเพศเป็นการเสียศักดิ์ศรี “เรามีศักดิ์ศรีมากกว่าพวกคุณอีก พวกเราขายศักดิ์ศรีทุกคืน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่หมดสักที”
9) เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งมาขอคะแนนเสียงจากเธอ ซึ่งตอนนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ปกป้องศักดิ์ศรีของคนทำงานทางเพศ เธอรู้จักต่อรองผลประโยชน์เยี่ยงนักการเมืองทั้งหลาย แต่สิ่งที่ขอเพื่อแลกกับคะแนนมิใช่เพื่อเธอเอง เธอขอโอกาสไปพบกับนายกรัฐมนตรี
10) เธอมาขอร้องนายกรัฐมนตรีเนห์รูว่า (ก) เด็กทุกคนรวมถึงเด็กที่เกิดในซ่องต้องได้รับสิทธิการศึกษา (ข) มีนายทุนต้องการ “พัฒนา” พื้นที่กามธิปุระ โดยมีข้ออ้างว่าสถานค้าประเวณีเหล่านี้ตั้งอยู่ใกล้โรงเรียน (ค) ขอให้การค้าประเวณีถูกกฎหมาย เนห์รูถึงกับอึ้งไป และเปลี่ยนท่าทีมาเป็นมิตรเพิ่มขึ้น รับปากว่าจะมีคณะทำงานไปดูแลเรื่องการ “พัฒนา” พื้นที่กามธิปุระ ส่วนเรื่องการทำให้การค้าประเวณีถูกกฎหมายนั้นขอแบ่งรับแบ่งสู้ แต่ผลสุดท้าย อินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่ปัจจุบันไม่มีกฎหมายลงโทษโสเภณี จะเป็นอานิสงส์จากการเดินทางจากมุมไบไปพบนายกรัฐมนตรีที่กรุงนิวเดลีเพียง 15 นาทีในครั้งนั้นหรือเปล่าก็ไม่ทราบ
อนึ่งมีหลายประเทศที่ยกเลิกกฎหมายลงโทษผู้ทำงานทางเพศไปแล้ว เช่น นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี เดนมาร์ก ตุรกี
สำหรับประเทศไทย มูลนิธิเอ็มเพาเวอร์ที่ทำงานเพื่อผู้ให้บริการทางเพศมาหลายสิบปี กำลังรณรงค์ให้มีการเข้าชื่อกันอย่างน้อย 10,000 ชื่อ เพื่อขอให้ยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนทำแบบฟอร์มเพื่อให้ลงนามผ่านอินเทอร์เน็ตได้สะดวก แต่ก็กำลังรอดูท่าทีของรัฐบาล และไม่แน่ใจว่าควรรอให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนหรือไม่
มีประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นด้วยกับคังคุไบเป็นอย่างมาก นั่นคือเรื่องการศึกษา ทั้งแก่คนทำงานทางเพศและแก่ลูกที่กำพร้าพ่อที่เกิดกับพวกเธอ ผมคิดถึงเพื่อนคนหนึ่งชื่อ Max Ediger อายุ 76 ปี เขาเริ่มทำงานกับองค์การพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศมาตั้งแต่อายุ 19 ปี ทั้งในแอฟริกา เวียดนาม และไทย เขารักเมืองไทยมาก พูดภาษาไทยได้คล่อง หนึ่งในภาพจำของผมคือเห็นเขาเดินอยู่เป็นประจำที่ถนนพัฒน์พงศ์ มาสอนภาษาอังกฤษให้แก่ผู้ทำงานทางเพศในละแวกนั้น อีกภาพหนึ่งคือการที่เขาเชิญชนกลุ่มน้อยในพม่ามาเข้าอบรมในเรื่องการต่อสู้อย่างสันติ แต่แล้วเขาก็ถูกตำรวจจับ เพราะให้ที่พักพิงแก่ชนกลุ่มน้อยที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เขารับสารภาพและถูกปรับ คริสต์มาสปีนั้น เมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว เขากลับไปเยี่ยมบ้านในสหรัฐอเมริกา พอกลับมาเมืองไทยถึงสนามบินดอนเมืองจึงรู้ว่าเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เข้าราชอาณาจักร จากนั้นหลายปีผ่านไป ผมพยายามรวบรวมความเห็นของคนหลายคนที่รู้จักเขา เพื่อขอให้กระทรวงมหาดไทยทบทวนคำสั่ง แต่ก็ไม่มีผล ผมถามตัวเองว่า เขาควรรับโทษกี่ปีกันแน่ หรือการช่วยชนกลุ่มน้อยของเขาเป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่จะต้องลงโทษตลอดชีวิต การทำงานเพื่อสังคมและมนุษยชาติของเขาไม่มีน้ำหนักเลยหรือ และเป็นครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกละอายใจที่เกิดมาในประเทศที่มีการปกครองเช่นนี้
อยากสรุปความเห็นจากการดูหนังเรื่องคังคุไบว่า การทำงานทางเพศเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง คนทำงานทางเพศคือคนที่พึงมีศักดิ์ศรีเท่ากับคนอื่น ๆ ส่วนคนที่ทำงานเพื่อคนอื่นอย่างคังคุไบหรือ Max Ediger ควรได้รับการชื่นชมจากสังคมทุกชนชั้น
ประเด็นที่คนให้ความสนใจไม่แพ้กันคือเรื่องการเรียกร้องสิทธิให้อาชีพคนทำงานด้านเพศ (Sex Worker) ถูกกฎหมายในบ้านเรา รวมถึงได้รับความคุ้มครองในฐานะของพลเมืองประเทศ หลาย ๆ คนต้องการให้สังคมเข้าใจอาชีพนี้มากยิ่งขึ้น ไม่อยากให้ตีตราว่าเป็นอาชีพที่ไม่ดี

