หน้าแรก คอลัมนิสต์ การปฏิรูปห้อง...

การปฏิรูปห้องเรียนแห่งอนาคต

28.10.16 | 13:00 น.

วันนี้โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารเต็มตัว คนที่เกิดในยุคนี้ เรียนว่าคนพื้นเมืองดิจิทัล หรือ Digital Native คนทั่วโลกสืบค้นข้อมูลข่าวสารโดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ในยุคนี้ เส้นเขตแดนของแต่ละประเทศไม่สามารถปิดกั้นข้อมูลข่าวสารได้ นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกแล้ว คนรุ่นเก่าๆ ต้องปรับตัวเองเพื่อให้ทันกับยุคสมัย ก่อนที่เราจะกลายเป็นวัตถุโบราณที่ไร้ค่า ต้องพัฒนาตนเองให้ “ทันสมัยใหม่เสมอ” จึงจะสามารถอยู่ในโลกยุคนี้ได้อย่างมีความสุข

ส่วนคนรุ่นใหม่ หรือคนรุ่น Generation Z เกิดมาในช่วงหลังปี ค.ศ.2000 เกิดมาพร้อมกับดิจิทัล (Digital) ลืมตาขึ้นมาบนโลกก็สามารถกดรีโมตคอนโทรลได้แล้ว พ่อแม่ในยุคนี้บางคนใช้ iPad เป็นพี่เลี้ยงของลูก คนรุ่นนี้พ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้นำประเทศจะต้องจัดการศึกษาให้คนรุ่นใหม่ได้ทันกับยุคสมัย ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดด จึงจะได้ไม่ตกยุค

ดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงโลกไปแล้ว วิธีการอบรมสั่งสอน หรือการให้การศึกษาแก่เยาวชนก็ต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันยุค ขณะนี้มีกลุ่มข้าราชการเก่าๆ หลังเกษียณ หลายๆ ท่านอยากไปเที่ยวต่างประเทศ เช่น เวียดนาม หรือไปพม่า หรือยุโรป อยากไปแบบ Back packer ท่านเหล่านั้นก็สามารถสืบค้นหาตั๋วเครื่องบิน หาโรงแรมที่พักผ่าน Google ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานขายตั๋วของบริษัทการบินหรือให้ลูกหลานช่วยค้นหาให้ ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยปลายนิ้ว

โรงเรียนหรือห้องเรียนในยุคดิจิทัลจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มหาวิทยาลัยจะเข้าไปอยู่ในศูนย์การค้าหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของชุมชน ห้องเรียนจะเข้าไปอยู่ในสถานประกอบการ หรืออยู่ในภาคสนาม นักเรียนสามารถเรียนรู้อยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่โรงเรียนหรืออยู่ที่ไหนก็ได้ เช่น ที่สถาบัน Khan Academy ใน USA สามารถเข้าไปเรียนฟรีได้ทั่วโลก

หลักสูตรการเรียนการสอนจะเปลี่ยนไป จะเป็นหลักสูตรที่มีความเข้มข้น (Intensive Causes) เป็นหลักสูตรระยะสั้น (Short Causes) สาระในหลักสูตรจะสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิถีการดำรงชีวิตมากที่สุด เป็นหลักสูตรที่สามารถปลูกฝังคุณลักษณะที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นได้จริง เช่นหลักสูตรลูกเสือชาวบ้าน หลักสูตรลูกเสือ ATC หรือ ALTC ที่สามารถปลูกฝังศรัทธาและความเชื่อหรือสร้างเสริมทักษะได้จริง กิจกรรมการเรียนจะเปลี่ยนจากห้องสี่เหลี่ยมลงไปสู่ภาคสนามผ่านการได้ลงมือปฏิบัติจริง ผ่านห้องปฏิบัติการ การสอนในภาคทฤษฎีจะใช้ระยะเวลาที่สั้นๆ หรือเป็นเพียงการมีตติ้ง (Meeting) เพื่อชี้แจง หาข้อตกลงหรือมอบหมายงานให้ผู้เรียนนำไปสืบค้นข้อมูลมาเอง หรือเป็นการสร้างโจทย์ให้ค้นหาคำตอบ ผู้เรียนจะถูกปล่อยให้ลงมือปฏิบัติจริง

Advertisement

ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เกิดทักษะการสืบค้นข้อมูล ได้เผชิญปัญหาวิธีการแก้ปัญหา ได้ทักษะการทำงานแบบมีความร่วมมือหรือแบบมีส่วนร่วมหรือทำงานเป็นทีม ผู้เรียนสามารถนำเอาความรู้ในหลากหลายสาระวิชามาสัมพันธ์กันเพื่อตอบโจทย์ วิธีการตัดสินใจ วิธีนำเสนอผล โดยมีครูเป็นพี่เลี้ยงดูแลแนะนำอย่างใกล้ชิดและได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับผู้เรียน

หลักสูตรเนื้อหาการเรียนยังต้องมีรายวิชาแกน และรายวิชาประกอบอื่นๆ ให้เลือกเรียน และอาจมีชื่อรายวิชาแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หรือเป็นการจัดการสอนแบบเสมือนจริง หรือโรงเรียนเสมือนจริงเกิดขึ้น (Virtual Learning, Virtual Schools) ซึ่งมีการดำเนินการอยู่บ้างแล้วในอเมริกา

รูปแบบการเรียนการสอนที่กำลังนำเข้ามาสู่ระบบโรงเรียนของไทยในระยะนี้มีหลายรูปแบบ เช่น

วิธีการสอนแบบลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ Teach Less, Learn More เป็นนวัตกรรมนำเข้าจากสิงคโปร์ ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังค้นหาทิศทางกันอยู่ ความจริงไม่น่าจะค้นหานานอย่างนี้ ข้อเสนอแนะควรไปดูประเทศต้นแบบที่เขาประสบผลสำเร็จในสิงคโปร์ น่าจะได้ผลมากกว่าและประหยัดกว่าไม่เห็นต้องมาเสียเวลาเถียงกันนาน

วิธีการสอนแบบ STEM คือแนวทางการสอนแบบบูรณาการ โดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์มาสัมพันธ์กันโดยตั้งเป็นปัญหาที่ต้องใช้ความรู้จากทั้ง 4 ด้านนี้มาแก้ปัญหา จุดเด่นคือ เน้นให้มีการนำความรู้ไปแก้ปัญหาในชีวิตได้จริง

วิธีการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน Flipped Classrooms สร้างบรรยากาศในห้องเรียนเป็นห้องเรียนตื่นตัว (Active Classroom) โรงเรียนต้องเปลี่ยนแปลงทั้งหลักสูตร ครูต้องเตรียมบทเรียนอัดคลิปการสอนออนไลน์ ไม่มีการสอนแบบเดิมในห้องเรียนอีกต่อไป

วิธีการสอนแบบ PBL (Problem Based Learning) เป็นการสอนแบบเอาปัญหามาเป็นตัวตั้ง มาเป็นโจทย์ในบทเรียนแล้วให้ผู้เรียนค้นหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเองหรือด้วยกัน

วิธีการสอนแบบ POGIL (Process Oriented Guided Inquiry Learning) เป็นการสอนที่เกิดในอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.1994 เป็นวิธีการสอนแบบเอาเด็กเป็นศูนย์กลางหรือเอากลุ่มนักเรียนเป็นศูนย์กลาง กลุ่มหนึ่งจะมีนักเรียนอยู่ 3-4 คน ให้เด็กแต่ละคนได้กำหนดบทบาทของตนเองว่าจะเป็นบทบาทอะไร เช่น ให้เป็นผู้จัดการ ให้เป็นผู้บันทึก ให้เป็นผู้สะท้อนปัญหาหรือให้เป็นโฆษกหรือให้เป็นผู้นำเสนอ ครูจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการหรือผู้อำนวยความสะดวก หรือเป็นผู้ฟังและเป็นผู้ถกเถียงปัญหาหรือผู้แทรกแซงการอภิปรายเพื่อแนะนำการเรียนทั้งกลุ่ม นักเรียนจะมีการถกเถียงปัญหาเพื่อหาคำตอบอย่างระมัดระวัง และรู้จักสร้างคำถามและร่วมกันพิจารณาต่อไป

ทักษะสำคัญที่ตลาดต้องการในอนาคตมี 4 ด้าน คือ 1.ทักษะด้านการเรียนรู้ (Learning Skills) รู้จักสืบค้นหาข้อมูล รวบรวม แยกแยะ นำไปใช้ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย 2.ทักษะด้านทางการคิด (Thinking Skills) คิดแบบมีวิจารณญาณ คิดการแก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ คิดแบบสร้างนวัตกรรม คิดเชิงบวก 3.ทักษะด้านการทำงาน (Working Skills) มีทักษะการสื่อสาร มีทักษะการทำงานเป็นทีม มีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 4.ด้านทักษะชีวิต (Life Skills) คือ มีแรงบันดาลใจใฝ่เรียนรู้ มีความสามารถในการสื่อสาร มีวินัย มีความรับผิดชอบ มีความเข้าใจผู้อื่น อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข รู้จักทำงานเป็นทีม

เมื่อ 11 ตุลาคม 2559 แจ๊ค หม่า มหาเศรษฐีชาวจีน ได้มาเป็นแขกของรัฐบาลไทย ได้พูดไว้ว่า จงเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่หรือบริษัทเล็กๆ ได้มีโอกาสก้าวเข้าสู่ความท้าทาย ช่วยปลดปล่อยศักยภาพของเด็กๆ ให้ได้แสดงออกเต็มที่ ยิ่งเล็กยิ่งสวยงาม ยิ่งเล็กยิ่งทรงพลัง ยิ่งเล็กยิ่งวิเศษสุด

และยังได้กล่าวอีกว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า อินเตอร์เน็ตจะกลายเป็นของเก่า IOT :Internet of things จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบบทบาททางการเงินของโลก

ในคำแถลงปิดคดีที่ฮือฮาไปทั่วโลกของนาย Prince EA. หรือนาย Richard Williams ที่ไปพูดในวันแม่ในสถาบันแห่งหนึ่งของอเมริกาในหัวข้อ I just sued the school system ใช้เวลาพูดเพียง 6 นาทีแต่โด่งดังไปทั่วโลก ในเวลาเพียง 24 ชั่วโมงมีคนเข้าไปดูวิวถึง 6 ล้านคน เขาพูดว่า “ไอน์สไตน์บอกว่า ทุกคนเกิดมาเป็นอัจฉริยะ แต่ถ้าหากคุณไปตัดสินปลาโดยความสามารถในการปีนต้นไม้ได้ ทั้งชีวิตมันจะคิดว่ามันโง่” การสอนเด็กจำนวนเป็นล้านๆ ให้เป็นหุ่นยนต์เป็นมาตรการที่ฆ่าความคิดเด็ก เด็กทุกคนมีความแตกต่างกันทั้งด้านตัวเด็ก ความคิด ด้านประสบการณ์และด้านความฝัน โรงเรียนยังสอนด้วยหลักการเดียวกัน มันกำลังเกิดขึ้นในโรงเรียน มันเป็นการศึกษาที่ล้มเหลว เรากำลังเตรียมการศึกษาเพื่อสร้างอนาคตของเด็กไม่ใช่สอนให้ไปดำรงชีวิตในอดีต หลักสูตรถูกออกแบบโดยคนที่อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการที่ไม่เคยสอนนักเรียนเลยในชีวิต ระบบโรงเรียนคือระบบที่ล้าสมัยที่หมดอายุแล้ว

ผลการประเมินคุณภาพการศึกษาไทย คะแนน o-net ไม่ถึง 50% เกือบทุกวิชามาตลอดทุกปี คะแนน PISA อยู่ในระดับท้ายขบวน การปฏิรูปการศึกษาไทยตกอยู่ในภาวะสับสน เกิดการยุบรวมองค์กรทางการศึกษาในระดับกระทรวง ในระดับจังหวัด ในสำนักงานการศึกษาในระดับอำเภอ เกิดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษายังคงตกต่ำเช่นเดิม เกิดการถ่ายโอนการศึกษาไปให้ท้องถิ่นดูแล ทำให้การศึกษาบางส่วนตกไปอยู่ในองค์การบริหารส่วนจังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบล จนถึงปัจจุบันนี้ครูบางส่วนอยากกลับคืนสังกัดเดิมแต่ไม่สามารถจะทำอะไรได้เพราะกฎหมายไม่เปิดทางให้ ขณะนี้มัธยมศึกษาทั่วประเทศกำลังขอแยกตัวกลับคืนไปตั้งสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดเหมือนเดิม รัฐบาลน่าจะใช้ ม.44 แก้ปัญหาในเรื่องนี้

ระบบการศึกษาไม่สามารถสนองตอบความต้องการของตลาดแรงงานได้ เด็กที่เรียนจบมหาวิทยาลัยหรืออาชีวศึกษามาถ้ายังตกงานอยู่ขณะที่หน่วยงานต่างๆ ยังต้องการกำลังงาน ใครจะรับผิดชอบ รัฐบาลใช่หรือไม่

ยุทธศาสตร์ชาติที่ประกาศเป็นยุทธศาสตร์ ประเทศไทย 4.0 ที่จะทำให้เกิดผลใน 3-5 ปีนี้ ไม่ทราบว่าเป็นความหวังไปได้เพียงใด เราตระหนักว่า ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งท่านเป็นกูรูทางด้านเศรษฐศาสตร์ ท่านได้ปูทางไว้ว่า ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ให้ไปสู่ Thailand 4.0 โดยปรัชญา Value based Economy หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” ให้มีการเปลี่ยนแปลง 3 มิติ คือ 1.เปลี่ยนการผลิตจากภาคโภคภัณฑ์ ไปสู่ภาคนวัตกรรม 2.เปลี่ยนการผลิตจากภาคอุตสาหกรรม ไปสู่ภาคเทคโนโลยี และ 3.เปลี่ยนภาคการผลิตสินค้า ไปสู่ภาคบริการ ชาวบ้านทั่วไปคงเข้าใจยากเพราะฟังมานานพอสมควรแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่า ประเทศไทย 4.0 คืออะไรกันแน่ อยากให้รัฐบาลสื่อสารถึงประชาชนใหม่ด้วยภาษาชาวบ้าน แบบบ้านๆ ชาวบ้านจะได้ให้ความร่วมมือครับ

นโยบายที่กระทรวงศึกษาธิการที่สั่งลงไปยังโรงเรียนก็ไปปล่อยให้กลุ่มศึกษานิเทศก์ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (บางเขต) เอาไปตีความเอาเอง เอาไปขยายต่อแบบไร้ทิศทาง เหมือนสมัยผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม แทนที่จะได้ลูกสุกร กลับไปได้ลูกหมาเต็มบ้านเต็มเมือง

กูรูทางการศึกษาไทยที่เข้าใจปัญหาของการศึกษาไทยอย่างแท้จริง ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ นักวิชาการ ผู้ก่อตั้ง Eduzones.com ท่านบอกว่า “หัวใจของการปฏิรูปการศึกษา คือ การเปลี่ยนแปลงการสอนและการวัดผล” ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาผ่านมา 18 ปี ประเทศไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทั้ง 2 เรื่องนี้เลย ผู้เขียนเห็นด้วยกับท่าน ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ เป็นอย่างยิ่ง ขอสนับสนุนให้ท่านได้เข้าไปช่วยปฏิรูปการศึกษาไทยด้วยครับ

เพชร เหมือนพันธุ์