
น้ำท่วมมากย่อมเป็นปกติของอยุธยา ตั้งแต่ก่อนมีกรุงศรีอยุธยา
เพราะพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่บนเกาะหนองโสน มีแม่น้ำล้อมรอบ เท่ากับเป็นคอขวดบีบให้น้ำล้นทะลักท่วมสองฟากฝั่ง
เกาะนั้นมีสัณฐานคล้ายรูปสำเภานาวา ข้างหัวสำเภาอยู่ทิศตะวันออก ส่วนข้างท้ายสำเภาคือท้ายเภตราอยู่ทิศตะวันตก [มีบอกในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม กับหนังสืออธิบายแผนที่ภูมิสถานพระนครศรีอยุธยา]
สอดคล้องกับกลอนเพลงยาวนิราศฯ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (สมัย ร.1) ที่พรรณนาความทรงจำลักษณะพระนครศรีอยุธยาว่าเหมือนเกาะลงกาของทศกัณฐ์ว่า“บริเวณอื้ออลด้วยชลธี ประดุจเกาะอสุรีลงกา”
เกาะเมือง ชุมนุมรับน้ำท่วม
ดังนั้น แม่น้ำเจ้าพระยาช่วงไหลผ่านเกาะเมืองอยุธยา จึงเป็นคอขวดโดยธรรมชาติ เป็นช่วงเล็กและแคบที่สุด มีขนาดกว้างแค่ 83 เมตร ขณะที่ก่อนไหลถึงเกาะเมืองอยุธยา ตั้งแต่ปากน้ำโพ (นครสวรรค์) ลงมาจนอ่างทอง แม่น้ำเจ้าพระยามีความกว้างเฉลี่ย 200 เมตร และมีความลาดชันสูง น้ำไหลระบายได้เร็ว
[เก็บความโดยสรุปจากไทยรัฐ ฉบับวันพุธที่ 12 ตุลาคม 2559 หน้า 7]
ยิ่งกว่านั้น รอบเกาะเมืองอยุธยา ยังมีแม่น้ำใหญ่ 2 สาย ไหลมาสมทบเพิ่มปริมาณน้ำขึ้นอีก ได้แก่ แม่น้ำลพบุรี (ไหลจากทิศเหนือ) กับ แม่น้ำป่าสัก (ไหลจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) ส่งผลให้น้ำล้นทะลักท่วมทั่วไปไม่รู้จบ
ใครมีอำนาจก็ชนะ
อยุธยาเป็นเกาะ ที่ชุมนุมรับน้ำหลายทิศทางไหลมาล้อมรอบ คนยุคอยุธยาขุดคลองระบายน้ำตัดกันเหมือนใยแมงมุม เพื่อส่งน้ำไหลลดลงเร็วๆ
แต่คนปัจจุบันในอยุธยามรดกโลก พากันก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางไหลของน้ำ เลยต้องรับปัญหาน้ำท่วม นับวันจะรุนแรงกว่าเดิมเพิ่มเรื่อยๆ เพราะ “โลกร้อน”
ปีนี้ป้องกันน้ำท่วมได้ ปีหน้าไม่แน่ ปีต่อๆ ไปไม่มีใครรับรองได้ว่าจะรอด ถ้าจะรอด ก็เฉพาะผู้มีอำนาจ ใครไม่มีก็ไม่รอด
ทุ่งอุทัยทางตะวันออกเต็มไปด้วยโรงงานมีอำนาจ อาจรอดน้ำท่วม เพราะชลประทานผลักน้ำไปทุ่งอื่นๆ ทางตะวันตก ไปท่วมชาวบ้านทางเจ้าเจ็ด ผักไห่ เสนา บางบาล ฯลฯ ที่ไม่มีอำนาจ
ใครมีอำนาจก็ชนะ
