หน้าแรก บทความ เดินหน้าชน ลดเลิก‘บุหรี่...

ลดเลิก‘บุหรี่’-เหลว

31.05.22 | 13:00 น.

31 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ที่องค์การอนามัยโลกรณรงค์ให้เห็นถึงอันตรายและโทษของบุหรี่ เพื่อหวังให้คนทั่วโลกลด-เลิกสูบ

สำหรับในไทย คาดว่าน่าจะเริ่มมีการรณรงค์อย่างจริงจัง เมื่อปี 2533 หลังไทยแพ้ข้อพิพาทกับสหรัฐเรื่องการห้ามนำเข้าบุหรี่ ตามข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (แกตต์) ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)

ทีมเจรจาของไทยนำโดย “พชร อิศรเสนา ณ อยุธยา” อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ทั้งที่รู้ว่าแพ้แหงๆ แต่พยายามต่อสู้เพื่อหวังสกัดการนำเข้าบุหรี่จากสหรัฐ โดยยกเรื่องการห้ามนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ ตาม พ.ร.บ.ยาสูบ 2509 เพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชน แต่นั่นขัดกับข้อตกลงแกตต์ ไทยจึงต้องเปิดให้นำเข้าบุหรี่จากสหรัฐ

แม้ไทยจะแพ้แต่สามารถใช้มาตรการภายในที่ไม่ขัดกับแกตต์ มาใช้ได้เพื่อเพิ่มความยุ่งยากกับบุหรี่ต่างประเทศที่นำเข้า โดยออก พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2535 และออกประกาศกำหนดให้ติดสติ๊กเกอร์คำเตือนบนซองบุหรี่ ต่อมาก็ติดรูปผลร้ายจากบุหรี่ แต่ต้องเป็นการปฏิบัติทั่วไป นั่นคือบุหรี่ที่ผลิตในประเทศก็ต้องทำด้วย

นั่นเป็นมาตรการทางกฎหมายที่ออกมา เพื่อสกัดบุหรี่จากต่างประเทศและกระตุ้นเตือนให้คนขยาดที่จะสูบบุหรี่

Advertisement

ขณะเดียวกันยังมีมาตรการทางสังคมคือการรณรงค์ผ่านองค์กรและมูลนิธิต่างๆ ที่แต่ละปีใช้เงินไม่น้อยจากภาษีบาปที่รัฐจัดสรรให้

แต่ดูเหมือนว่ามาตรการทั้งหลายจะไม่ได้ผลนักในการลดจำนวนผู้ที่สูบบุหรี่ และสกัดผู้สูบหน้าใหม่

จึงต้องงัดมาตรการภาษีมาเป็นตัวช่วย โดยขึ้นภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต ด้วยหวังว่าเมื่อราคาบุหรี่แพงขึ้นจะบีบให้คนเลิกสูบได้ และผู้สูบหน้าใหม่คงเข้าถึงได้ยากขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชากร ปี 2564 พบว่าผู้สูบบุหรี่ที่อายุ 15 ปี ขึ้นไป มีค่าใช้จ่ายในการซื้อบุหรี่เฉลี่ย 734 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 188 บาท เมื่อเทียบกับการสำรวจเมื่อปี 2560 เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากภาษี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาบุหรี่จะเพิ่มขึ้นและผู้สูบจะรับรู้ถึงผลเสียต่อสุขภาพผ่านการรณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้สูบบุหรี่ลดลงมากนัก

ในปี 2564 ผู้สูบบุหรี่ในไทยที่อายุ 15 ปีขึ้นไป มีกว่า 9.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 17.4 ลดลงจากเมื่อ 4 ปีก่อนเพียง 1.7% เท่านั้น

แต่การที่ราคาบุหรี่แพงขึ้นส่งผลลบอีกด้าน นั่นคือทำให้บุหรี่เถื่อนที่มีราคาถูกกว่ามาก แพร่หลายมากขึ้นทั้งตามร้านค้า แผงขายตามตลาดนัดต่างๆ ยิ่งกว่านั้นยังซื้อขายผ่านออนไลน์กันอย่างคึกคัก

ทำให้ร้านค้าที่มีใบอนุญาตขายบุหรี่อย่างถูกกฎหมายขายไม่ออก กระทบชิ่งถึงรายได้จากภาษีบุหรี่ของรัฐลดลง

นอกจากนี้ ร้านบุหรี่ออนไลน์ ยังทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าด้วย มีการสั่งซื้อมาดูดกันอย่างแพร่หลาย

เมื่อมาตรการต่างๆ ที่ใช้อยู่ไม่อาจลดผู้สูบบุหรี่ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ได้ จึงควรทบทวนและหาแนวทางใหม่ โดยคำนึงถึงบริบทสังคมยุคใหม่ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่มีผู้ใช้กันเพิ่มขึ้น

ในต่างประเทศ อย่างสหรัฐ อังกฤษ และญี่ปุ่น อนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างถูกกฎหมาย โดยมีคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุขของแต่ละประเทศให้รับรู้ถึงข้อดี-ข้อเสีย

รวมถึงการใช้งานสำหรับผู้สูบบุหรี่ที่ไม่อาจเลิกสูบแบบเดิมเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่มีมาตรฐานแทน แม้จะไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ก็คงไม่เลวร้ายกว่าเดิม ไม่อย่างนั้นหลายประเทศคงไม่ให้ขายอย่างถูกกฎหมายแน่

หากยังติดกับกรอบเก่าและบริบทเดิม เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะลดผู้สูบบุหรี่ให้เหลือร้อยละ 14.7 ภายในปี 2568 คงเลือนราง

วุฒิ สรา