หน้าแรก คอลัมนิสต์ ความหลากหลายแ...

ความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศสภาพ

11.06.22 | 13:25 น.

เพศหรือเพศกำเนิดเมื่อเกิดมา (birth sex) เป็นเรื่องทางชีววิทยา ทางสรีรวิทยา ปกติคนเราแบ่งเป็นเพศชายกับเพศหญิง ซึ่งต่างกันที่อวัยวะเพศ โครโมโซม ฮอร์โมน เส้นเสียง ฯลฯ แต่มีคนจำนวนน้อยที่เกิดมามีอวัยวะของทั้งสองเพศ เรียกว่าพวก “ระหว่างเพศ” (intersex) ส่วนเพศสภาพ (gender) เป็นเรื่องทางสังคม วัฒนธรรม และอาจใช้คู่กับคำขยาย เช่น อัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ บทบาททางเพศสภาพ แต่พอมาถึงความสัมพันธ์ทางเพศ เราอาจแบ่งง่าย ๆ เป็น รักคนต่างเพศ (heterosexuality) รักคนเพศเดียวกัน (homosexuality) ซึ่งแบ่งย่อยเป็น หญิงรักหญิง (lesbian) ชายรักชาย (gay) แต่บางคนมีรสนิยมทางเพศ (sexual orientation) (หรือบางทีอาจใช้คำว่าเพศวิถี) ทั้งสองแบบคือ รักคนเพศเดียวกันหรือต่างเพศกันก็ได้ เรียกว่าเป็นพวก bisexual ความจริงในเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศก็น่าจะประมาณนี้ (ตามความเข้าใจแบบเชย ๆ ของผม) แต่คนทันสมัยจะแยกแยะโดยใช้เกณฑ์ตัวบุคคลด้วย เช่น เป็นคนที่เปลี่ยนเพศ (transgender) เป็นคนที่มีสองเพศ (intersex) ดังที่กล่าวมาแล้ว เป็นคนที่แปลก (queer) หรือเปิดกว้าง ไม่ใช่คนที่รักแต่คนต่างเพศ และไม่ใช่คนที่เพศสภาพตรงกับเพศกำเนิดเสมอไป ดูเหมือนจะมีคำอีกคำหนึ่งที่เข้าใจยากสำหรับผม คือคำว่า non – binary ซึ่งน่าจะหมายถึงคนที่ไปพ้นจากทวิภาวะที่แบ่งเพศและเพศสภาพเป็นสอง ที่ผมรำพึงถึงเรื่องทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้ตนเองพอเข้าใจว่าทำไมจึงเกิดมีกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่ใช้ชื่อย่อของกลุ่มว่า LGBTIQN+ (+ คงคล้ายกับ ฯลฯ แปลว่ายังมีอีก) และแต่ละส่วนย่อยของกลุ่มนี้ต่างต้องการแสดงตัวตนหรืออัตลักษณ์ของตัวเอง

เดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่กลุ่มความหลากหลายทางเพศจะจัดกิจกรรมแบบเทศกาลเพื่อแสดงตัวตนให้สังคมรู้ พร้อมทั้งมีข้อเรียกร้องต่อสังคมด้วย ในประเทศไทย มีการจัดกิจกรรมหลายแห่ง เช่น เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2565 มีการจัดงานบางกอกนฤมิตไพรด์ที่ถนนสีลม คำว่านฤมิตทำท่าจะมาแรง ตั้งแต่มีความพยายามที่จะบัญญัติคำว่า metaverse เป็นภาษาไทยว่า จักรวาลนฤมิต ผมอยากรู้ความหมายของคำว่านฤมิตจึงเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานดู (ปัจจุบันเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อเดิมว่า ราชบัณฑิตยสภา) นฤมิตแปลง่าย ๆ ว่า สร้าง, แปลง, ทำ แต่เราอาจนึกไปถึงคำว่า เนรมิต ซึ่งแปลว่า สร้างหรือบันดาลด้วยอำนาจฤทธิ์หรืออภินิหารมากกว่า ความหมายของชื่องานคงได้แก่การสร้างความภาคภูมิใจ (pride) ที่กรุงเทพฯ นั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีการจัดงาน Rainbow Runway for Equality ซึ่งเป็นการแสดงแฟชั่นโชว์บนรันเวย์สีรุ้งยาวกว่า 40 เมตรหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ และมีการสร้างทางม้าลายสีรุ้งที่บริเวณซอยจุฬา 42 ระหว่างสามย่านมิตรทาวน์กับคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนงานสัปดาห์ความภาคภูมิใจของภูเก็ตนั้น จัดขึ้นเป็นประจำกว่า 22 ปีแล้วในช่วงสงกรานต์

ผมเลยอยากรู้ว่าสีรุ้งที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มความหลากหลายทางเพศนั้นมีสีอะไรบ้าง เมื่อเปิด google ดู พบว่ามี 6 สี ได้แก่ สีแดง : การต่อสู้ หรือ ชีวิต; สีส้ม : การเยียวยา; สีเหลือง : พระอาทิตย์; สีเขียว : ธรรมชาติ; สีฟ้า สีคราม : ศิลปะ ความผสานกลมกลืน; และสีม่วง : จิตวิญญาณของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQN+)

ผมอยากรู้ต่อไปว่า เทศกาลความภาคภูมิใจนี้มีความเป็นมาอย่างไร ก็ได้คำตอบจาก google เช่นกันว่า ในช่วงปี ค.ศ.1969 นั้น สังคมโลกยังไม่เปิดกว้างเท่าที่ควร หลายประเทศถือว่าการรักร่วมเพศเป็นสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงการแต่งตัวที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิดก็จะโดนรังเกียจจากสังคม จึงมีเพียงสถานที่ไม่กี่แห่งที่ยอมรับคนรักร่วมเพศ หนึ่งในนั้นก็คือ สโตนวอลล์ อินน์ (Stonewall Inn) บาร์เกย์ในนิวยอร์ก เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1969 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นบาร์นี้ตามปกติ แต่คราวนี้ผู้คนในบาร์ต่างขัดขืนต่อการเลือกปฏิบัติของตำรวจ จนเกิดเป็นการจลาจลที่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง เหตุการณ์รุนแรงในครั้งนั้นกลายมาเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมในสังคม ในปีต่อมา มีการเดินขบวนพาเหรดของกลุ่มความหลากหลายทางเพศเป็นครั้งแรกในนิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส ซานฟรานซิสโก ชิคาโก และในอีกหลายแห่งทั่วโลก จนกลายเป็นประเพณีการจัดงานเฉลิมฉลองที่เรียกว่า “เทศกาลไพรด์” ที่เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุกสนาน และความฉูดฉาดกันต่อมาทุกปี

แล้วกลุ่มความหลากหลายทางเพศมีข้อเรียกร้องหลักอะไร ในเรื่องนี้ ขออ้างอิงสุนทรพจน์สำคัญ (keynote speech) ของ วิทิต มันตาภรณ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญอิสระว่าด้วยการป้องกันความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งรสนิยมทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ ขององค์การสหประชาชาติ ที่กล่าวต่อที่ประชุมโลกที่จัดโดยสมาคม LGBTI ระหว่างประเทศ (ILGA) เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ที่กรุงเทพฯ วิทิตกล่าวถึงข้อเรียกร้อ

Advertisement

หลัก 5 ข้อ ดังนี้

1) ยกเลิกกฎหมายที่เอาผิดต่อบุคคลในกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (Decriminalization)

2) ปฏิรูปการจัดกลุ่มประเภททางการแพทย์ โดยไม่จัดให้บุคคลในกลุ่มความหลากหลายทางเพศอยู่ในฐานะผู้ป่วยหรือผู้มีความผิดปกติทางการแพทย์ (Depathologization)

3) การยอมรับสถานะของบุคคลผู้เปลี่ยนอัตลักษณ์ทางเพศสภาพในเอกสารทางการและเอกสารอื่น ๆ (Status recognition)

4) กำหนดและเผยแพร่การตีความทางศาสนาและทางความเชื่ออื่น ๆ ที่รวมทุกฝ่าย และมีพื้นที่สำหรับความหลากหลายทางเพศสภาพ (Gender-diverse Cultural Inclusion)

5) ส่งเสริมการศึกษาและการกล่อมเกลาทางสังคมที่ลดการจัดแบ่งแบบทวิภาวะ เพื่อลดความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติตั้งแต่เยาว์วัย (Empathization)

อย่างไรก็ดี การรณรงค์ของกลุ่มความหลากหลายทางเพศผ่านการจัดเทศกาลไพรด์พาเหรดมาร่วม 52 ปีแล้วนั้น ยังมีแรงต้านอยู่อย่างมากในหลายประเทศ ในปี 2559 องค์การสหประชาชาติประกาศว่ามีเพียง 20 ประเทศเท่านั้นที่มีกฎหมายห้ามการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ในหลายประเทศที่ประชากรเคร่งศาสนา ยังมีกฎหมายที่เอาผิดทางอาญาต่อบุคคลในกลุ่มความหลากหลายทางเพศ คือยังปฏิเสธข้อเรียกร้องหลักข้อแรก (Decriminalization) อยู่นั่นเอง โดยยังมองว่าการรักคนเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิดธรรมชาติหรือผิดต่อคำสอนทางศาสนา

ในสหรัฐอเมริกาเอง การต่อสู้ทางวัฒนธรรมระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายปฏิรูปก็ยังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยพื้นที่การต่อสู้ได้รวมถึงพื้นที่ทางกฎหมายและทางการเมือง มีนักวิจารณ์การเมืองตั้งข้อสังเกตว่า ในการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ และการเลือกตั้งประธานาธิบดีในอีกสองปีข้างหน้า การทำแท้งและความหลากหลายทางเพศจะเป็นประเด็นชี้ขาดผลการเลือกตั้งประเด็นหนึ่ง ดังจะเห็นได้ว่าผู้นำพรรครีพับบลิกันหลายคน กำลังวางตำแหน่งของตนในเรื่องศึกทางวัฒนธรรมนี้ให้เป็นหลักชัยในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

เหตุการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่มลรัฐฟลอริดา ซึ่งผู้ว่าการมลรัฐเป็นสมาชิกพรรครีพับบลิกันและเสียงข้างมากในสภามลรัฐก็อยู่กับพรรครีพับบลิกัน แต่ก่อนอื่นขอย้อนกลับไป 55 ปี คือปี ค.ศ. 1967 วอล์ต ดีสนีย์ ต้องการสร้างสวนสนุกอีกแห่งหนึ่งภายหลังความสำเร็จของแห่งแรกที่เขาสร้างในมลรัฐคาลิฟอร์เนีย แต่เขาไม่ต้องการวุ่นวายใจกับการขออนุญาตรัฐบาลท้องถิ่นในการก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ในพื้นที่สวนสนุก จึงต่อรองกับสภามลรัฐว่า ในพื้นที่ 68,300 ไร่ที่เขาซื้อไว้เพื่อสร้างสวนสนุกนั้น เขาจะรับผิดชอบในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้างสวนสนุก การจัดบริการสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะอื่น ๆ เอง โดยขอให้ถือว่าพื้นที่นี้เป็นเหมือนเทศบาลแห่งหนึ่ง และเขาเป็นผู้บริหารเทศบาลนี้เอง สภามลรัฐยอมตามและจัดตั้งเขต Reedy Creek ให้เป็นเขตปกครองพิเศษขึ้น สวนสนุกที่ตั้งอยู่ในเขต Reedy Creek นี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก การจัดบริการสาธารณะก็ดีไม่มีที่ติ ถนนหนทางได้รับการบำรุงรักษาอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ระหว่างสวนสนุกของวอล์ต ดีสนีย์กับมลรัฐฟลอริดาราบรื่นมาก เพราะได้ยังประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวประมาณ 50 ล้านคนมาเที่ยวสวนสนุกแห่งนี้ เงินทองจากนักท่องเที่ยวก็ไหลมาเข้าบริษัท มาเข้าธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและเข้าคลังของมลรัฐ

แต่ก็เกิดความขัดแย้งที่เริ่มจากความไม่ลงรอยกันเล็กน้อย คือมลรัฐรับข้อเสนอของผู้ว่าฯและออกกฎหมายที่มีชื่อเป็นทางการว่า “กฎหมายว่าด้วยสิทธิผู้ปกครองในทางการศึกษา” (Parental Rights in Education Bill) และมีชื่อเล่นว่า “อย่าเอ่ยคำว่าเกย์” (Don’t Say Gay) ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการห้ามการพูดถึงรสนิยมทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศสภาพสำหรับนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมปีที่ 3 ในโรงเรียนของเขตในมลรัฐ โดยผู้ปกครองสามารถฟ้องร้องโรงเรียนได้ถ้าลูกหลานได้รับเอกสารการเรียนการสอนที่ไม่เหมาะสมแก่วัย ผู้ที่ไม่เห็นด้วยและคัดค้านกฎหมายฉบับนี้เกรงว่าการห้ามพูดถึงบุคคลในกลุ่มความหลากหลายทางเพศจะมีผลทำให้ลูกหลานของบุคคลในกลุ่มนี้มีความแปลกแยกและอาจถูกรังแกได้ สวนสนุกแห่งนี้มีคนงานจำนวนมาก และบางคนอยู่ในกลุ่มความหลากหลายทางเพศ พวกเขาจึงขอให้สวนสนุกช่วยคัดค้านด้วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) จึงมีทวีตบอกว่า บริษัทจะพยายามให้มีการยกเลิกกฎหมายฉบับนี้

ผู้ว่าการมลรัฐฯคงจะโกรธจึงยกระดับความขัดแย้งโดยดำเนินการให้มีการออกกฎหมายอีกฉบับ ที่มีผลเป็นการยกเลิกสถานภาพพิเศษของสวนสนุกที่เคยได้รับเมื่อ 52 ปีก่อน กฎหมายฉบับหลังนี้นอกจากจะกระทบต่อบริษัทวอลต์ ดิสนีย์และคนงานของบริษัทโดยตรงแล้ว ยังกระทบต่อผู้ที่อยู่อาศัยในเขตข้างเคียงด้วย เพราะอาจจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น เพื่อมาทดแทนส่วนที่บริษัทเคยรับผิดชอบบริการสาธารณะต่าง ๆ รับทราบจากข่าวถึงสิ้นเดือนเมษายน 2565 ว่า บริษัทยังไม่ได้แสดงท่าทีในเรื่องนี้แต่อย่างใด และยังไม่รู้ว่าจะมีการคลี่คลายหรือลดระดับด้วยการประนอมความขัดแย้ง หรือจะมีการยกระดับความขัดแย้งขึ้นไปอีก เช่นด้วยการฟ้องร้องขอความเป็นธรรมต่อศาล

ขอกลับมาพิจารณาการเรียกร้องของกลุ่มความหลากหลายทางเพศของประเทศไทย ว่ากันตามจริง รัฐบาลชุดต่าง ๆ ได้การตอบสนองข้อเรียกร้องของกลุ่มฯไปบ้างแล้ว โดยวิกิพีเดียได้สรุปผลของการเรียกร้อง ณ ปัจจุบันไว้ดังนี้

ความเห็นที่แตกต่างกันในปัจจุบันระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มความหลากหลายทางเพศคือ ฝ่ายแรกได้เสนอร่างกฎหมายคู่ชีวิตผ่านคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2565 และเตรียมเสนอไปประกบ ร่าง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมที่พรรคก้าวไกลเสนอและผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 โดยเห็นชอบให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณามีกำหนด 60 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 8 มิถุนายน และสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณารับหลักการร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ

ร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิตให้สิทธิคนที่มีเพศกำเนิดเพศเดียวกันจดทะเบียนเป็นคู่ชีวิตได้ และเมื่อจดทะเบียนแล้วจะได้รับสิทธิประโยชน์เกือบเท่าสิทธิของคู่สมรสที่เป็นคนที่มีเพศกำเนิดต่างกัน ผมใช้คำว่าเกือบเท่ากันเพราะยังไม่ได้มีใครชี้แจงหรือศึกษาเปรียบเทียบรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิตที่เพิ่งผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีมาสด ๆ ร้อน ๆ อย่างไรก็ดี การมีกฎหมายต่างกันหมายความว่าสิทธิประโยชน์นั้นไม่เท่ากันเสียทีเดียว ผู้ที่เห็นด้วยกับกลุ่มความหลากหลายทางเพศจึงคล้อยตามว่า ทำไมการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวจึงต้องมีสองแบบ คือแบบคู่ชีวิตกับแบบคู่สมรส อันที่จริง การปฏิบัติต่อครอบครัวที่ประกอบด้วยคนเพศเดียวกันให้เหมือนกับการปฏิบัติต่อครอบครัวที่ประกอบด้วยคนต่างเพศกันจะดีกว่า โดยเว้นไว้ในฐานะที่เข้าใจว่ามีข้อจำกัดที่เกี่ยวกับความแตกต่างทางชีววิทยาหรือทางสรีรวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องได้

ก่อนจะจบบทความนี้ ขอเล่าเรื่องราวของครอบครัวครอบครัวหนึ่งที่แสดงถึงความรักของคนสองคน ผู้ชายเป็นชาวฝรั่งเศส เคยแต่งงานแล้วหย่า โดยมีลูกด้วยกันสองคน แล้วมาพบรักใหม่กับหญิงคนไทย ได้แต่งงานอยู่กินกันจนมีลูกอีกสองคน หญิงไทยนอกจากจะเลี้ยงลูก เป็นแม่บ้านแล้ว ยังขายสเปรย์กำจัดขนทางออนไลน์ เธอก็ใช้สามีเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อให้เห็นจริงจังว่าสเปรย์นั้นได้ผล ช่วยทำให้ผิวหนังของสามีเรียบลื่นปราศจากขนได้ แต่เรื่องนี้ไปกระตุ้นจิตที่ซ่อนอยู่ในใจตั้งแต่วัยเด็ก แต่ถูกกดทับไว้จากการกล่อมเกลาโดยครอบครัว การศึกษา และสังคม ให้แสดงบทบาททางเพศตรงกับเพศกำเนิด แล้วเพิ่งตื่นขึ้นมารับรู้ความปรารถนาที่จะเป็นหญิงของตัวเอง หลังจากการค้นพบตัวเองได้ 2 ปี สามีภรรยาคู่นี้ก็มาเมืองไทย ขณะที่สามีกำลังค้นหาทางอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับโรงพยาบาลที่ทำการผ่าตัดทางเพศ ภรรยาเห็นเข้าก็ถามด้วยความเป็นห่วงใยว่าไม่สบายเป็นอะไรหรือ สามีจึงสารภาพว่าอยากเป็นหญิง จุดนี้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของภรรยา เธอจะห้ามเขาดีไหม หรือจะสนับสนุนให้เขาเป็นไปตามตัวตนของเขา เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากมาก แม้ตัดสินใจแล้วที่จะสนับสนุนด้วยพลังแห่งความรักก็ยังยากลำบากมาก ต้องปรับตัวเอง ต้องทำความเข้าใจกับลูก ๆ และกับสมาชิกคนอื่น ๆ ของครอบครัว หลังจากที่การผ่าตัดแปลงเพศผ่านไปด้วยดี สามีเปลี่ยนจึงชื่อจากซาเวียร์เป็นเอมมา เอมมาก็ต้องเสียโอกาสทางธุรกิจบางประการเพราะรูปโฉมใหม่ของเธอ แต่ทั้งสองยังมีความสุขทางเพศสัมพันธ์ เพียงแต่คราวนี้เธอคือสามีของเอมมา ส่วนในครอบครัว เอมมายังชอบช่วยเธอทำงานบ้านด้วย เธอดีใจที่สามารถปรับใจและปรับบทบาททั้งทางเพศและทางเพศสภาพของเธอได้ เพราะเธอรักคนคนนี้ ไม่ว่าเขาหรือเธอจะเป็นซาเวียร์หรือเอมมา

เรื่องเล่านี้อาจช่วยให้คนบางคนทำใจได้ เพื่อหันมาเคารพความแตกต่างและสนับสนุนความเท่าเทียมระหว่างเพศและเพศสภาพ

โคทม อารียา