หน้าแรก คอลัมนิสต์ หลักการปกครอง...

หลักการปกครองของชาวพุทธ (2-จบ)

17.06.22 | 13:00 น.
จิตรกรรมฝาผนังพระวิหารหลวง วัดมหาธาตุวรวิหาร เพชรบุรี
โรงทานในพรหมนารทชาดก

ในการปกป้องดูแลปวงชนจักกวัตติวัตรเป็นหลักปฏิบัติที่ครอบคลุมกลุ่มชนต่างๆ อย่างทั่วถึง การคุ้มครองดูแลชนทั้งหลายนี้เรียกว่า “ธรรมอารักขา” ซึ่งมีทั้งการป้องกันภัยจากภายนอกและการดูแลให้เกิดความผาสุกภายใน

สำหรับพระราชาที่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากอาณาจักรอื่นการปกป้องมาตุภูมิย่อมมีความสำคัญเป็นอันดับต้น ยิ่งรัฐอริมีความโหดร้ายและแข็งแกร่งการปกป้องมาตุภูมิพร้อมๆ ไปกับการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรจะยิ่งยากเป็นทวีคูณ เมื่อการทำสงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้ผู้ปกครองต้องอาศัยการคาดการณ์พร้อมปัญญาไม่ว่าจะในการศึกและการยอมศิโรราบ

ปัญหานี้เคยเกิดมาแล้วมากมายหลายครั้ง อาณาจักรมอญเคยถูกพระเจ้าอลองพญาของพม่าโจมตีและต้องตัดสินใจยอมแพ้แต่กลับถูกพลังอำนาจที่โหดร้ายกวาดล้างอย่างหนัก ต้องสูญเสียชีวิตขุนนาง ราษฎรและพระสงฆ์ไปเป็นอันมากอีกทั้งไม่อาจกอบกู้อาณาจักรของชาติตนได้อีกเลย ส่วนในอีกมุมหนึ่งการยอมแพ้ก็เป็นการรักษาชีวิตของผู้คนไปเป็นอันมาก

กรุงศรีอยุธยาเคยรับศึกพระเจ้าอลองพญาได้แต่ก็ถูกโอบล้อมอีกครั้ง พระเจ้าเอกทัศน์ทรงไม่ยอมแพ้ทว่ารักษากรุงไว้ไม่สำเร็จ ศรีอยุธยาถูกเผาทำลายและสูญเสียชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก ในอีกด้านหนึ่งการไม่ยอมจำนนกลับทำให้ขุนนางใกล้ชิดในสายของพระองค์มีโอกาสกู้อาณาจักรคืนซึ่งต่อมาได้นำมาสู่ความผาสุกและความเป็นปึกแผ่นที่สืบมาถึงปัจจุบัน

การตัดสินใจอย่างผู้ทรงธรรมพร้อมปัญญาจึงเป็นภารกิจยิ่งใหญ่ พาลปุถุชนผู้ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของการเป็นผู้ปกครองนั้นไม่อาจกระทำได้จริง

Advertisement

การดูแลจัดการให้เกิดความผาสุกภายในเป็นแนวคิดเพื่อปวงชนแต่มิใช่เพื่อกลุ่มก้อนมวลชนหรือกลุ่มผลประโยชน์ ความเป็นธรรมในระบอบการปกครองต้องตระหนักถึงความขัดสนของประชาชนซึ่งผู้ที่ขัดสนและยังหมั่นเพียรนั้นมีอยู่ ความสำนึกและการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐและการรับฟังผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีความเป็นบัณฑิต

พระราชา ขุนนางหรือผู้ปกครองใดๆ ที่มีอุเบกขาเบื้องต้นที่ชาวพุทธควรมีก็จะพร้อมต่อการรับรู้สภาพของปัญหาและหารือการบริหารได้อย่างถูกต้องตามธรรม ความพร้อมของการรับฟังและตัดสินใจในระดับที่มีคุณภาพสูงนี้เป็นระดับที่จิตสำนึกไม่ถูกบังด้วยอคติ 4 ประการ

อคติ 4 ของชาวพุทธได้แก่ความไม่ลำเอียงไปในความพิศมัยชอบพอ ความโกรธเกลียด ความไม่รับรู้และความหวั่นกลัว

ผู้มีอำนาจการปกครองจำต้องรู้ว่าสิ่งใดเป็นอธรรมหรือรู้ว่าอะไรเป็นการเบียดเบียนทำร้ายสังคม ไม่เห็นว่าพฤติกรรมที่เต็มไปด้วยความโลภเช่นการแก่งแย่งและใส่ร้ายเป็นสภาพธรรมดาที่ยอมรับได้ ไม่เห็นว่าการทุจริตสามารถแลกเปลี่ยนกับความรุ่งเรืองทางวัตถุและความชมชอบของพาลปุถุชน

ในยุคต้นของการปกครองมนุษย์พระสูตรเคยกล่าวถึงการเนรเทศผู้เบียดเบียนสังคมแต่ในปัจจุบันผู้เบียดเบียนสังคมเป็นส่วนหลักส่วนหนึ่งการปกครองและความยินดีต่อผู้ปกครองที่เลว ปัญหาการปกครองนี้เป็นปัญหาความทุกข์ของชาวโลกซึ่งต้องอยู่กับอธรรม

พระราชาผู้ทรงธรรมจึงส่งเสริมกุศลธรรมและป้องปรามอกุศลธรรมตามอำนาจที่มี

กุศลธรรมประการหนึ่งที่สำคัญยิ่งในหลักจักกวัตติวัตรคือการแบ่งปันแก่ผู้ที่ขัดสน บุคคลส่วนนี้อาจเกิดอัตคัดและขาดโอกาสที่พึงมีจากสังคม บางส่วนอาจลักเล็กขโมยน้อยเพราะแรงกดดันในชีวิต บางส่วนโลภเพราะไม่รู้จักพอในสิ่งที่ตนมี บางส่วนอาจหลงผิดว่ากระทำได้เพราะผู้อื่นก็กระทำโดยไม่มีโทษ บางส่วนอาจกระทำไปเพราะไม่เห็นว่าอนาคตที่ดีขึ้นนั้นมีจริง

กูฏทันตสูตรมีหลักปฎิบัติที่ดีเกี่ยวกับจักกวัตติวัตรเช่นกัน ส่วนหนึ่งของพระสูตรนี้กล่าวถึงพราหมณ์ปุโรหิตและคำแนะนำที่ถวายแก่พระมหาวิชิตราชในอดีตก่อนพุทธกาล พราหมณ์ปุโรหิตเป็นผู้ที่มีปัญญาเฉียบแหลมและประพฤติธรรม ส่วนพระมหาวิชิตราชเป็นพระจักรพรรดิราช การลงโทษผู้กระทำความผิดยังคงมีพลเมืองที่กระทำความผิดดำรงคงอยู่ ผู้ปกครองจึงควรอุดหนุนส่งเสริมพลเมืองรวมทั้งข้าราชการที่มีความขยันหมั่นเพียรในการงานและอาชีพ ส่วนผู้ที่เป็นโจรนั้นย่อมได้รับกรรมที่ตนกระทำ

พระมหาวิชิตราชได้สร้างโรงทานและสงเคราะห์พสกนิกรอย่างมากมาย ทรงหารือให้กษัตริย์ประเทศราช เสนาอำมาตย์ ขุนนาง คหบดีและประชาราษฎรกระทำไปในทางเดียวกันด้วย

กูฏทันตสูตรชี้ว่าพระจักรพรรดิราชผู้ทรงธรรมจะ (ก) ส่งเสริมพลเมืองที่ดีเพื่อให้เกิดความผาสุกร่วมกันและมิให้สังคมพอกพูนความเบียดเบียน (ข) ให้การลงโทษต่างๆ เป็นไปตามสมควรแก่กรรมที่ผู้เบียดเบียนได้กระทำไว้ (ค) แบ่งปันทรัพย์หรือส่งเสริมการให้ทานแก่ผู้ที่ขัดสน และ (ง) ปรึกษาหารือผู้ประพฤติดีและสมณพราหมณ์ เหล่านี้ล้วนตรงตามจักกวัตติวัตร

การส่งเสริมการกระทำความดีทำให้สังคมมีผู้ทำคุณประโยชน์มากขึ้นแม้ว่าจะไม่สามารถขจัดผู้ทุศีลหรือฉ้อฉลทำร้ายผู้คนตามที่การปกครองหวังไว้ก็ตาม

สำหรับหลักปฏิบัติทางการปกครองในระบอบสามัคคีธรรมมีปรากฏในตอนต้นๆ ของมหาปรินิพพานสูตรซึ่งเป็นเหตุการณ์ในช่วงพุทธปรินิพพาน ในเหตุการณ์ครั้งนั้นวัสสการพราหมณ์ทูลถามพระพุทธองค์ถึงความต้องการที่พระเจ้าอชาตศัตรูจะโจมตียึดครองแคว้นวัชชี พระพุทธองค์ตรัสต่อพระอานนท์และวัสสการพราหมณ์ถึง “อปริหานิยธรรม” ซึ่งทรงเคยแสดงแก่เจ้าลิจฉวีที่สานันทเจดีย์ ใกล้กรุงเวสาลีแห่งแคว้นวัชชี พระสูตรเรียกหัวข้อธรรมนี้สั้นๆ ว่าวัชชีธรรม

จิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดม่วง อำเภอบางปะหัน พระนครศรีอยุธยา
พระเจ้าพิมพิสารเข้าพบพระบรมโพธิสัตว์ ณ บัณฑวบรรพต แคว้นมคธ
ผู้ปกครองที่ดีจะใฝ่หาและเห็นคุณค่าของสัตบุรุษและผู้ประพฤติธรรม
(เอื้อเฟื้อภาพถ่ายโดย ผศ.นพ.ธงชัย พงศ์มฆพัฒน์)

อปริหานิยธรรมหรือวัชชีธรรมได้แก่

1.มีความแข็งขันในการประชุมร่วมกันเป็นประจำ

2.พร้อมเพรียงในการประชุม การเลิกประชุมและการทำกิจของบ้านเมืองให้ลุล่วงซึ่งรวมถึงการปกป้องบ้านเมืองของชาววัชชี

3.ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้หรือล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ ควรให้เป็นไปตามวัชชีธรรม

4.เคารพนับถือหรือรับฟังผู้ใหญ่ในแคว้น

5.ดูแลมิให้สตรีและกุมารีถูกข่มเหง

6.เคารพบูชาปูชนียสถานและปูชนียวัตถุของแคว้นและไม่ปล่อยให้เสื่อม

7.ปกป้องคุ้มครองพระอรหันต์ทั้งหลายซึ่งหมายรวมถึงพระอริยะและผู้ประพฤติธรรม

ภายหลังพุทธปรินิพพานพระเจ้าอชาตศัตรูได้เข้าโจมตีและยึดครองแคว้นวัชชีได้สำเร็จ แคว้นวัชชีซึ่งเคยเข้มแข็งนั้นเกิดความแตกแยกหรือรักษาวัชชีธรรมไว้ไม่ได้

ระบอบสามัคคีธรรมเป็นระบอบที่อาศัยการตัดสินใจที่อิงหมู่คณะ คณะผู้ปกครองจึงต้องมีความเข้มแข็งและมีความสามัคคีเป็นอันหนึ่งเดียวกัน

จุดแข็งของระบอบสามัคคีธรรมคือการกระจายความรับผิดชอบให้บุคคลอื่นที่มีความสามารถหรือฝ่ายที่แตกต่างออกไปให้มีส่วนร่วมทางการปกครองด้วย

อย่างไรก็ตาม ระบอบนี้ก็มีจุดอ่อนตรงที่ขาดเอกภาพได้ง่าย ความคิดเห็นและผลประโยชน์ของเหล่าผู้ปกครองมีทั้งระยะที่ประสานและไม่ประสานกัน ใจอาจไม่มีสามัคคีธรรมตามรูปแบบของระบอบการเมือง

ส่วนร่วมในอำนาจอาจทำให้ผู้ที่ได้รับส่วนแบ่งยินดีอย่างยิ่งในขณะที่ผู้แบ่งอำนาจให้สามารถรักษาอำนาจหรือผ่อนคลายแรงกดดันไปได้บ้าง กระนั้นก็ตามความพอใจมักไม่หยุดเพียงแค่นั้น ผู้ที่มีอำนาจมากขึ้นแล้วจะคุ้นเคยกับอำนาจใหม่และจะยังต้องการอำนาจที่มากขึ้น ผู้ที่มีอำนาจลดลงก็จะกังวลกับความสูญเสียอำนาจที่เหลือ

การปกครองร่วมของพาลปุถุชนผู้เสพอำนาจจึงยากที่จะให้ข้อสรุปที่ทรงคุณประโยชน์และประสานกันเป็นหนึ่ง

ประเทศไทยมีตัวอย่างที่ไม่พึงเดินตาม การปกครองเน้นการมีส่วนร่วมแต่เต็มไปด้วยการไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่แห่งตน จมอยู่กับการปะทะกันระหว่างอำนาจทางรัฐสภา อำนาจทางรัฐประหารและอำนาจจากความสามารถในการเคลื่อนไหวจัดตั้งมวลชน

ส่วนการบริหารของไทยก็ศรัทธาในระบบกรรมการที่กระจายตัวใหญ่โตแต่ไม่คำนึงถึงความรู้ความสามารถ การประชุมขาดประสิทธิภาพ ซ้ำซ้อนและมักติดหงึกหงักอยู่กับปัญหาย่อยๆ ความมุ่งมั่นในภารกิจที่แท้จริงจึงขาดหายไป ความไม่ลงตัวหลายครั้งยังนำไปสู่การฟ้องร้องซึ่งเป็นสีสันทางกฎหมายที่มีผลต่อเอกภาพและภาระขององค์กร

การบัญญัติกฎระเบียบใหม่มิใช่สิ่งที่ชาวพุทธปฏิเสธ พระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้ภิกษุสาวกก็มีการปรับเปลี่ยนให้เหมะสมในขณะที่พระพุทธองค์ก็ทรงดำริให้มีพุทธานุญาตให้ปรับลดสิกขาบทเล็กน้อยได้ภายหลังปรินิพพาน

กฎของชาวโลกมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอแต่การบัญญัติใหม่จำนวนมากมักเป็นไปในทางกิเลสและการแสวงหาสิ่งที่มิใช่ประโยชน์ของบ้านเมืองเช่นการเพิ่มขอบเขตอำนาจให้ผู้บัญญัติรายใหม่และการใช้เป็นเครื่องมือในการแก่งแย่งอำนาจและโครงการแห่งผลประโยชน์ การแก้ไขกฎกติกาที่เหมาะสมอยู่แล้วให้ตอบสนองความต้องการทางการเมืองและผลประโยชน์จึงสร้างความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจระหว่างกันตามมา ความเป็นเอกภาพเสื่อมทรามลง

ผู้มีส่วนร่วมในอำนาจมักภูมิใจในอำนาจและยังคงขวนขวายในอำนาจต่อไป ความสนใจที่จะปกป้องสิ่งที่ควรได้รับการปกป้องและคุ้มครองผู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองซึ่งสมควรได้รับการอุปถัมภ์ดูแลจึงถูกละเลย

ความฝักใฝ่ในอำนาจเป็นปัจจัยที่สร้างปัญหาไม่ราบรื่น อาณาจักรถูกแยกออกขั้วๆ ประชาชนก็ถูกแบ่งให้เป็นฝักฝ่ายตามไปด้วย การรับฟังผู้ที่มีประสบการณ์หรือผู้ใหญ่ที่ห่วงใยบ้านเมืองจะช่วยเตือนสติให้กับความมัวเมาในอำนาจได้บ้าง

การปกป้องดูแลผู้ด้อยโอกาสเช่นสตรีและเด็กจะช่วยให้สังคมตั้งอยู่ในกุศลธรรมและอยู่ได้ด้วยดี สถาบันครอบครัวแข็งแรงและสร้างอนาคตให้แก่บ้านเมืองได้

การเคารพสิ่งที่บรรพบุรุษเคยเคารพและเชื่อมั่นว่าเป็นความดีก็จะทำให้เหล่าผู้ปกครองนำพาสังคมไปในทางที่เป็นความดีด้วย

อปริหานิยธรรมประการสุดท้ายเป็นการปกป้องผู้ประพฤติธรรมซึ่งในสามัญญผลสูตรมีแนวทางว่าผู้ปกครองควรดูแลอุดหนุนสมณพราหมณ์เพราะเป็นผู้ที่กระทำประโยชน์ต่อรัฐแม้ไม่มีประโยชน์ต่อรัฐในเชิงภาษีแล้วก็ตาม

พระภิกษุในพระพุทธศาสนามุ่งเดินทางสู่พระนิพพานนั้นมีคุณต่อความผาสุกของสังคมยิ่งขึ้นไปอีก การปกครองจะเกิดการเรียนรู้ธรรมอย่างครบถ้วนและให้ความสุขในทุกๆ ระดับแก่ประชาราษฎร

ทว่าเหล่าผู้ปกครองก็จะต้องเข้าหาสัตบุรุษและธรรมอันไพบูลย์เพราะการปกครองโดยธรรมหรือโดยชอบนั้นย่อมไม่หลงตาม “เหตุแห่งกิเลส” ด้วย

พระเจ้าพิมพิสารเคยนับถือท้าวมหาพรหมอย่างพราหมณ์พระเวทแต่หวังในธรรมของพระพุทธเจ้า การปกครองมุ่งในกุศลธรรม กุศลธรรมที่เคยแคบก็มีความกว้างขวางไพบูลย์ออกไป

พระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นพระราชโอรสเคยศรัทธาในลัทธินิครนถ์อันเคร่งครัด ทรงเคยเป็นพาลชนที่ทำร้ายผู้คนจำนวนมากมาย ทรงหลงในฐานันดรและได้กระทำปิตุฆาตเพียงเพื่อความเป็นใหญ่ จิตอกุศลของพระเจ้าอชาตศัตรูสงบเบาบางลงได้เมื่อเข้าใกล้พระพุทธศาสนามากขึ้นๆ

หลักการปกครองของชาวตะวันตกแตกต่างจากหลักที่ดีของชาวพุทธอย่างมาก หลักเสรีประชาธิปไตยมุ่งคุ้มครองระบบทุนนิยม หลักสังคมนิยมคุ้มครองมวลชน หลักนีโอนาซีคุ้มครองชาติพันธุ์ ในขณะที่หลักที่ดีของชาวพุทธคุ้มครองกุศลธรรมและรักษาไว้ซึ่งโอกาสแห่งโลกุตรธรรม ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ วรรณะ อำนาจและสมบัติพัสถาน

กุศลธรรมและอกุศลธรรมนั้นยิ่งเข้มแข็งก็ยิ่งแย่งชิงพื้นที่ต่อกัน จักกวัตติวัตรและอปริหานิยธรรมจึงเป็นหลักปฏิบัติที่ดีสำหรับการปกครองของชาวพุทธ อาณาจักรจักพร้อมด้วยบุญกุศลและไม่ถูกอกุศลครอบงำ

การปกครองก็จะมั่นคงในการดำรงอยู่และสามารถวัฒนาถาวรสืบต่อไป

ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์