พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : เมืองกับสารเสพติด

เจอกระแสความห่วงใย และความเห็นที่หลากหลายในเรื่องของกัญชาในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เลยคิดว่าน่าจะนำเอาบางประเด็นที่มีการถกเถียงกันในต่างแดนมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่านสักเล็กน้อย โดยเฉพาะในเรื่องของความสัมพันธ์ของเมืองกับสารเสพติด

อยากใช้คำว่าสารเสพติดมากกว่ายาเสพติด เพราะไม่ค่อยสะดวกใจกับคำว่ายามากนัก (แต่เอาจริงอาจจะตรงกับรากของประเด็นจริงๆ ว่าตกลงสิ่งที่เสพติดนี้มันมีจุดประสงค์ให้เป็นยา หรือเป็นเพียงของเสพติดเท่านั้น)

แน่นอนว่าการเปิดเกมก่อนในส่วนของ กทม.ของทั่นผู้ว่าฯชัชชาติที่ไม่ให้มีการจำหน่ายอะไรที่เกี่ยวกับกัญชาในสถานศึกษานั้นเป็นสิ่งที่ควรได้รับการชื่นชม เพราะเร็วและฉับไวกว่าการขยับตัวตามมาในระดับของกระทรวงศึกษา และของรัฐบาลโดยรวม

ความท้าทายในก้าวต่อมาก็คือ ในระดับเมืองเราจะทำอะไรได้เพิ่มขึ้นกว่านี้ได้อีกไหม

คำตอบก็คือมีความเป็นไปได้ครับ ถ้าเราไม่ได้มองเรื่องนี้แค่เรื่องของโรงเรียน และเยาวชน แต่มองในภาพรวมของเมือง

ผมขอใช้โอกาสนี้นำเสนอประเด็นจากเอกสารของ European Monitoring Centre for Drugs and Drug Addiction ซึ่งเป็นองค์กรที่เฝ้าติดตามและเฝ้าระวังเรื่องสารเสพติดและการเสพติดในภูมิภาคยุโรป ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของนโยบายด้านสารเสพติดกับเมืองในยุโรป Drugs Policy and the City of Europe (2015) แต่ผมจะนำมาประมวลเพื่อให้เกี่ยวข้องกับบ้านเรามากสักหน่อย โดยเอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดนโยบายของสหภาพยุโรปโดยรวม

กล่าวโดยสรุป อาจจะต้องแบ่งเรื่องของสารเสพติดกับเมืองออกเป็นหลายเรื่อง ไล่ตั้งแต่เรื่องของการใช้สารเสพติดที่ผิดกฎหมาย และอีกส่วนหนึ่งก็เรื่องของการใช้สารเสพติดที่ไม่ได้ผิดกฎหมายโดยตรง แต่เป็นการใช้ในพื้นที่ที่มีลักษณะสาธารณะ ที่มีการกระจุกตัวของการใช้สารเสพติด (open drug scenes) อาทิ พื้นที่บันเทิง หรือในการรวมตัวของผู้คนในการชมการแสดงดนตรีเป็นต้น

จากการศึกษาพบว่าเมืองไม่ได้ทำหน้าที่ในการปราบปรามจับกุมเป็นหลัก แต่ทำหน้าที่ในการสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการปรับพฤติกรรม ให้ความช่วยเหลือกับผู้เสพที่เข้าถึงบริการช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นไม่ได้ หรือควบคุมกิจกรรมเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัด ไม่กระทบกระเทือนผู้อื่นเสียมากกว่า เข้าใจว่าส่วนของการจับกุมปราบปรามน่าจะเป็นเรื่องของตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า

อย่าลืมว่าการเสพและปัญหาการเสพสารเสพติด (ต้องแยกกัน เพราะการเสพสารเสพติดบางอย่างอาจได้รับการยอมรับจากพื้นที่นั้นในทางกฎหมาย หรือในทางสังคม และปัญหาที่เกิดจากการเสพก็มีเช่นกัน) เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับพื้นที่เมืองเป็นอย่างมากส่วนหนึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องของประชากรที่มาก หลากหลาย และอาจจะมีทั้งเรื่องของความเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเหล่านี้ทั้งในแง่เป็นกิจกรรมเชิงธุรกิจในการค้าขาย หรือบันเทิงขณะเดียวกันปัญหาที่เกิดในเมืองก็อาจจะทำให้เกิดการหันมาใช้สารเสพติดที่หลากหลาย ที่มีอันตรายที่แตกต่างกันไป และหลายคนอาจจะติด และเกิดปัญหาตามมาเพราะควบคุมการใช้ไม่ได้

นั่นหมายความว่าการเสพสารเสพติดนั้นไม่ใช้เรื่องของมันโดดๆ แต่บางเรื่องเกี่ยวข้องกับปัญหาทางสังคมที่เป็นบริบทหรือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สารเสพติดเหล่านั้นแพร่กระจาย และได้รับความนิยม

ดังนั้น การมาไล่พูดกันแค่ว่าควรจะอนุญาตให้สารเสพติดแม้แต่ตัวที่เริ่มเปิดเสรีมากขึ้นนั้นขายได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของศีลธรรม ความเหมาะสม หรือในเรื่องของกฎหมายเท่านั้น

แต่หมายถึงการร่วมรับรู้ด้วยกันว่าเงื่อนไขอะไรที่เป็นเรื่องของภาพรวมของการเสพ และปัญหาเรื่องของการใช้สารเสพติดในเมืองนั้นๆ บ้าง (อันนี้พูดแค่ในระดับเมืองยังไม่ได้พูดถึงระดับประเทศ และในระดับชนบทอีก)

เอาเป็นว่าอย่างน้อยจนถึงวันนี้เรายังไม่ได้เห็นภาพรวมของปัญหาของยาเสพติดในระดับประเทศ และปัญหาของยาเสพติดในระดับเมืองอย่างเป็นระบบเลย ว่าเรามีข้อมูลอะไรบ้างในเรื่องนี้ เราเห็นแบบแผนอะไรบ้าง แนวโน้มอะไรบ้าง

การไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ทำให้เรายังไม่เห็นภาพรวมของปัญหายาเสพติดทั้งของประเทศและของเมืองต่างๆ ก็เลยเต็มไปด้วยเรื่องของความกังวลโดยขาดข้อมูล และทำให้การเมืองเต็มไปด้วยเรื่องราวของการชักจูงกันไปทางอารมณ์ไปทั้งหมด ทั้งเรื่องสุราก้าวหน้า และเสรีกัญชา ซึ่งไม่ได้เสรีไปทั้งหมดหรอกครับ มันมีเงื่อนไขทั้งในแง่กระบวนการควบคุมคุณภาพ สุขอนามัย และการใช้ในเรื่องอื่่นๆ ด้วย

เรื่องของเยาวชนกับการเข้าถึงสารเสพติดก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ แต่เราคงต้องพิจารณาเรื่องของปัญหาความยากจน ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการกระจุกตัวของความยากจนและความสิ้นหวังในระดับชุมชนของบางชุมชน รวมไปถึงการเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุขของภาครัฐนั้นมีไหม

ในอีกด้านหนึ่งแม้ว่าเมืองอาจจะเป็นแหล่งสำคัญของสารเสพติด แต่การแก้ปัญหาสารเสพติดหลายอย่างก็เกิดในเมืองเช่นกันดังนั้น ก็อย่าได้สิ้นหวังไปทั้งหมด เช่นโครงการต่างๆ ที่เข้าช่วยเหลือผู้เสพ อาทิ การรับคืนและเก็บกำจัดพวกอุปกรณ์ในการเสพ รับเปลี่ยนอันใหม่เพื่อสุขอนามัย (อาทิ โรคที่ติดต่อกันทางการใช้เข็ม) จัดหาที่พัก อาหาร และความช่วยเหลืออื่นๆ ให้กับผู้เสพที่ต้องการจะเลิก หรือความพยายามในการลดจำนวนของสารเสพติดที่มีขายตามร้านค้าลงไป ซึ่งโครงการส่วนใหญ่นี้ไม่ได้เริ่มจากองค์กรรัฐ แต่มักริเริ่มมาจากชุมชน และองค์กรพัฒนาไม่แสวงหากำไร และต่อมาก็ได้รับการตอบรัฐจากรัฐบาลนำไปจัดทำเป็นโครงการระดับเมืองต่อไป

เรื่องที่ดูจะเป็นเรื่องที่มีความสนใจมากในแง่ของปัญหาและการกำหนดนโยบายเรื่องสารเสพติดกับพื้นที่เมืองในยุโรปก็คือเรื่องของการทำความเข้าใจของการก่อตัวและการเคลื่อนที่ของพื้นที่เปิดที่มีการเสพสารเสพติด ไม่ว่าพื้นที่เหล่านั้นจะถูกหรือผิดกฎหมาย เพราะบางทีเมื่อเกิดในพื้นที่หนึ่งแล้วก็อาจจะย้ายที่ไปมา ส่วนหนึ่งเพราะการเข้าปราบปรามของรัฐ ทำให้การเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้ายของพื้นที่เกิดขึ้นได้ และมีทั้งลักษณะของการกระจุกตัว หรือการกระจายตัวของจำนวนผู้คนที่มาร่วมเสพ รวมทั้งลักษณะทางประชากรของพื้นที่ เช่น เป็นคนวันไหน เป็นคนใน หรือนอกถิ่น เป็นคนในเศรษฐสถานะแบบไหน

การรณรงค์ถึงการใช้และภัยอันตรายจากสารเสพติดก็เป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญที่หลายเมืองในยุโรปให้ความสนใจและจัดทำโครงการออกมาในเมืองของตนเอง รวมไปถึงการให้บริการการตรวจสอบสารเสพติดโดยระบบการตรวจแบบนิรนาม ซึ่งการรณรงค์และการตรวจสอบสารเสพติดและระดับสารเสพติดนั้นยังขยายความรวมไปถึงการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ด้วย

ยังรวมไปถึงการเข้าไปตรวจสอบอย่างเข้มงวดต่อร้านค้าและสถาบันเทิงต่างๆ ที่มีจำหน่ายสารเสพติดในหลายรูปแบบว่าทำได้มากน้อยตามกฎหมายแค่ไหน

ส่วนหนึ่งในกรณีที่การเสพสารเสพติดบางตัวแม้ว่าจะได้ แต่รัฐบาลท้องถิ่นโดยเฉพาะในหน่วยของตำรวจท้องถิ่น ก็จะต้องประสานกับผู้เสพผู้ขาย และผู้ให้บริการในพื้นที่ไม่ให้ทำให้การเสพและการเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นที่ไม่ได้เสพสารเหล่านี้

ในเรื่องของการจัดทำฐานข้อมูลและการตรวจสอบเฝ้าระวังสถานการณ์การใช้สารเสพติดในเมืองนั้นจะต้องมีการสำรวจหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่จำนวนอาชญากรรม แต่อาจต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่ถูกฝึกมาเพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ รวมทั้งอาจไปถึงขั้นการตรวจน้ำเสียในเมืองเพื่อวัดปริมาณสารเสพติดว่ามีสารประเภทใดบ้าง

ในประการสุดท้ายการประสานงานและเรียนรู้ระหว่างกันของเมืองต่างๆ ในการเรียนรู้และประสานงานกันในการเข้าใจและแก้ปัญหาสารเสพติดในเมืองต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วในยุโรปถึงกับมีปฏิญญาอยู่หลายประการร่วมกัน

ผมลองค้นดูคร่าวๆ ในกรณีของ กทม.นั้น ก็มีสำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2519 โดยสังกัดอยู่ในกรมอนามัย เพียงแต่อาจจะยังไม่ได้เป็นที่รู้จักถึงภารกิจมากนัก

ส่วนปัญหายาเสพติดใน กทม.นั้น งานวิจัยพบว่ามีการแพร่ระบาด มีการค้า มีการมีการนำเข้ามาในพื้นที่พักคอย นักค้ายาเสพติดที่มีบทบาทสำคัญได้แก่เครือข่ายนักโทษในเรือนจำ นักค้าเดิมๆ และความเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ส่วนพื้นที่เสี่ยงก็คือสถานบริการ สถานบันเทิง หอพัก ที่พักอาศัยเชิงพาณิชย์ ร้านเกม อินเตอร์เน็ต อีกทั้งยังมีชุมชนที่เป็นทั้งแหล่งจำหน่ายและแหล่งแพร่ระบาด สถิติคือ ร้อยละ 30 ของชุมชน หรือ 621 ชุมชน (บุรฉัตร จันทร์แดง. บทวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหายาเสพติดในปัจจุบัน. วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. 4:2 กค-ธค 2560, 37-56)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า กทม.อาจจะเป็นพื้นที่ที่หลายคนมองเห็นว่าปัญหาสารเสพติดนั้นแพร่ระบาด แต่ก็มีความพยายามในการแก้ปัญหาแม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดในหมู่เยาวชนเป็นอย่างมาก เช่น การเกิดขึ้นของโครงการจัดการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันปัญหายาเสพติด กรณีของเขตสวนหลวง การศึกษาของ ศักดิ์ หมู่ธิมา และบุญเอื้อ บุญฤทธิ์ (การจัดการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันปัญหายาเสพติด ในกรุงเทพมหานคร : กรณีศึกษาเขตสวนหลวง. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี. 13:2, 2019) พบว่าแม้จะมีความพยายามในการสร้างความร่วมมือกันในชุมชน แต่ภาครัฐจะต้องเปลี่ยนมุมมองการทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยยอมรับการดำเนินงานของภาคประชาสังคมมากขึ้น ทำความเข้าใจว่าประชาชนเป็นเจ้าของปัญหาร่วมกัน เพราะการสนับสนุนภาครัฐไม่ตรงตามความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง ขาดความต่อเนื่อง ขาดการประสานที่ดี แนวทางการปฏิบัติต่อตัวแทนที่เข้าร่วมเวทีประชาคมยังไม่ชัดเจน ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ยังขาดองค์ความรู้และทักษะในการดำเนินงานในชุมชนแต่ละประเภท

เอาเป็นว่าเรื่องราวเกี่ยวกับสารเสพติดในเมืองอย่างน้อยในบ้านเรา และโดยเฉพาะในระดับ กทม.นั้นมีความซับซ้อนไม่ใช่เล่น ข้อมูลของระดับชาติและ กทม.เองก็ยังไม่ชัด และยังไม่มีแหล่งข้อมูลหลายแหล่งมาประสานกัน แม้ว่าจะมีหน่วยงานดูแล หลายหน่วยงานทั้งในระดับเมืองและในระดับส่วนกลางที่ลงในพื้นที่ และมีโครงการในระดับชุมชน แต่ก็คงยังจะต้องร่วมกันพัฒนาต่อไป และความสำคัญคือการสื่อสารและสร้างความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ไปด้วย ซึ่งผมคิดว่าในตอนนี้กระแสของความตื่นตัวและต้องการความร่วมมือกันระหว่างรัฐ ประชาชน เอกชน และวิชาการอย่างน้อยใน กทม.ก็กำลังขึ้น อีกไม่นานก็คงจะมีรูปธรรมอะไรออกมามากขึ้นนั่นแหละครับ

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon