รายงานสำรวจขององค์กรที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธเบา (Small Arms Survey) หรือ SAS ของสวิตเซอร์แลนด์ เป็นองค์กรที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธเบา (Small Arms Survey) รายงานเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2565 ว่า ทั่วโลกมีปืนที่จัดว่าเป็นอาวุธเบาคือปืนพก ปืนเล็กยาวชนิดต่างๆ ปืนกลชนิดต่างๆ และเครื่องยิงลูกระเบิดประทับไหล่ ประมาณ 1,000 ล้านกระบอกซึ่งอยู่ในมือของเอกชนถึง 857 ล้านกระบอก (85%) อยู่ในคลังแสงของกองทัพทั่วโลก 133 ล้านกระบอก (13%) อยู่ในมือของตำรวจผู้รักษากฎหมายทั่วโลก 23 ล้านกระบอก (2%) ชาวอเมริกันเป็นเจ้าของปืนจำนวนถึง 393 ล้านกระบอก จากจำนวนปืนของเอกชนทั่วโลก 857 ล้านกระบอก คิดง่ายๆ คือชาวอเมริกันเป็นเจ้าของปืน 46% ของปืนทั้งโลก
โดยคิดเฉลี่ยแล้วชาวอเมริกัน 100 คนมีปืน 120.5 กระบอก ในขณะที่ชาวหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ตามมาเป็นที่ 2 คือ มีปืนประมาณ 62 กระบอกต่อ 100 คน และชาวเยเมนที่ประเทศกำลังมีสงครามกลางเมืองอยู่ขณะนี้เป็นเจ้าของปืนสูงเป็นอันดับสาม มีปืนประมาณ 53 กระบอกต่อ 100 คน แต่ในทางตรงกันข้ามสำหรับบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่นมีอัตราการครอบครองปืนอยู่ที่ประมาณ 0.2 กระบอกต่อคน ถือได้ว่าใกล้จะเป็นศูนย์
สาเหตุที่ชาวอเมริกันเป็นเจ้าของอาวุธปืนเป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของอาวุธปืนทั่วโลก ประการสำคัญประการหนึ่งก็คือ สหรัฐอเมริกาเป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศในโลกที่รับรองสิทธิของพลเมืองให้มีสิทธิครอบครองปืนได้โดยเสรีตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งอีก 2 ประเทศที่ให้สิทธิเช่นนี้แก่ประชาชนของตน คือเม็กซิโก และกัวเตมาลา
จากประวัติศาสตร์อเมริกาที่เริ่มต้นจากผู้คนเป็นจำนวนมากจากยุโรปอพยพมาอยู่ในสหรัฐอเมริกาเพื่อที่จะได้มีที่ดินทำกิน เพราะในยุโรปบรรดาเจ้าขุนมูลนายครอบครองที่ดินเกือบหมดทวีปไปแล้ว บรรดาคนยุโรปเหล่านี้เมื่อมาถึงทวีปอเมริกาก็แยกย้ายกันไปจับจองที่ดินทำกินจึงจำเป็นต้องมีปืนเป็นของตัวเองเพื่อเอาไว้ล่าสัตว์เป็นอาหารและป้องกันตัวจากการโจมตีของพวกอินเดียแดงซึ่งเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมเจ้าของที่ดินที่ถูกยึดไปเฉยๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่เหตุการณ์ที่สำคัญเมื่อ 246 ปีที่แล้วที่ชาวอเมริกันรวมหัวกันประกาศเอกราชจากอังกฤษก็ได้อาศัยชาวบ้านอเมริกันเหล่านี้ที่หยิบปืนส่วนตัวของตัวเองเข้าร่วมเป็นทหารอาสาเพื่อต่อสู้กับอังกฤษแบบว่าพร้อมเคลื่อนพลในนาทีที่ได้รับแจ้งจึงเรียกชาวบ้านพวกนี้ว่า “Minutemen”
ครั้นสหรัฐอเมริกาได้เอกราชแล้วจึงเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ให้ชาวอเมริกันทุกคนมีสิทธิในการครอบครองปืนได้โดยเสรีตั้งแต่ 200 กว่าปีมาแล้วจนถึงปัจจุบันนี้
เมื่อเปิดเสรีในการมีปืนก็เลยมีการประดิษฐ์คิดค้นเพื่อปรับปรุงปืนให้ทันสมัยยิ่งขึ้นจากการบรรจุลูกกระสุนปืนแบบกระทุ้งลงทางปากกระบอกปืนมาเป็นการบรรจุลูกกระสุนทางท้ายลำกล้อง แต่ปืนทุกกระบอกก็ยังยิงได้ทีละนัดอยู่ดี จนกระทั่งใน พ.ศ.2379 (ตรงกับสมัย ร.3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) นายแซมมวล โค้ลท์ ชาวอเมริกัน ได้มีการประดิษฐ์ปืนลูกโม่ขึ้นซึ่งบรรจุกระสุนครั้งละ 6 นัดเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำการยิงติดต่อได้ 6 นัด ซึ่งปืนลูกโม่ทำให้ชาวอเมริกันสามารถปราบชาวอินเดียแดงได้อยู่หมัดเพราะพวกอินเดียแดงตอนเข้าโจมตีพวกชาวผิวขาวที่มีปืนเป็นอาวุธนั้นมักใช้ยุทธวิธีขี่ม้าเร็วๆ วนรอบเพื่อล่อให้พวกผิวขาวยิงก่อนและจะฉวยโอกาสขี่ม้าบุกเข้าโจมตีเพื่อใช้หอก ขวานเข้าทำร้ายแบบประชิดตัวเมื่อชาวผิวขาวมัวสาละวนบรรจุลูกกระสุนนัดที่ 2 แต่กลับเจอปืนลูกโม่ที่ยิงได้ 6 นัดติดต่อกันจึงทำให้ชาวอินเดียแดงต้องพ่ายแพ้อย่างไม่มีทางสู้
ใน พ.ศ.2404 (ตรงกับสมัย ร.4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) นายริชาร์ด เจ. แกตลิง ได้ประดิษฐ์ปืนกลขึ้นมาช่วยให้ชาวผิวขาวมารุกรานยึดครองทวีปแอฟริกาและเอเชียไปเป็นอาณานิคมแทบหมดทั้ง 2 ทวีปเลยทีเดียว
ผลกรรมของชาวอเมริกันที่ปล่อยการครอบครองปืนโดยเสรีนี้นอกจากช่วยให้บริษัทที่ผลิตและจำหน่ายปืนของอเมริกามั่งคั่งร่ำรวยแล้ว ยังส่งผลให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนของมลรัฐทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาต้องมีการฝึกฝนประจำที่ให้ทั้งนักเรียนและครูถึง 95% ต้องซ่อนตัวรวมกันอย่างเงียบๆ เพื่อที่จะหลบภัยจากชาวอเมริกันผู้บ้าคลั่งที่มีอาวุธปืนนานาชนิดบุกเข้ามากราดยิงในโรงเรียนที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ
ใน พ.ศ.2564 สถาบันสถิติทางสาธารณสุขแห่งชาติ สหรัฐอเมริการายงานมาในปีที่แล้วมีการตายจากอาวุธปืนรวม 38,360 ราย ในจำนวนนี้เป็นการฆ่าตัวตายด้วยอาวุธปืนถึง 24,432 ราย แบบว่าเมื่อทุกคนมีปืนก็ฆ่ากันง่ายขึ้นแทนที่จะต้องเข้าประชิดตัวเพื่อฟันหรือแทงฝ่ายตรงข้าม ซึ่งอาจทำให้เลือดของอีกฝ่ายกระเด็นมาเลอะตัวก็ไม่ต้องแล้ว ยืนอยู่ห่างๆ กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกก็ฆ่าคนได้สบายๆ จึงฆ่ากันเป็นงานมหกรรมไปเลย
อย่างไรก็ตาม บริษัทที่ขายปืนให้กับประเทศยูเครนหลายบริษัทพากันเป็นห่วงลูกค้าชั้นดีอย่างยูเครน จึงเริ่มบริจาคปืนไรเฟิลแบบกึ่งอัตโนมัติอันเป็นอาวุธประจำกายของทหารยูเครนให้กับยูเครนกันบ้างแล้ว นอกจากนี้ก็มีนโยบายซื้อคืน คือให้ผู้คนเอาปืนของตัวเองมาบริจาคให้ประเทศยูเครนแล้วได้รับคูปองส่วนลดในการซื้อปืนกระบอกใหม่อีกก็ว่ากันไป
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

