เดินหน้าชน : อย่าหน้ามืด

22.06.22 | 13:06 น.

เข้าใจและเห็นใจรัฐบาล พยายามหามาตรการมาบรรเทาปัญหาราคาพลังงานพุ่งขึ้นไม่หยุด

จากปัญหาสงครามยูเครน-รัสเซีย ยืดเยื้อ และดูเหมือนสงครามนี้จะยาวนาน ไม่มีท่าทีว่าจะยุติลงได้ในเร็ววัน

จากการคาดการณ์ของทางนาโต หรือองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation) เป็นกลุ่มพันธมิตรด้านการทหาร

วัตถุประสงค์ดั้งเดิมคือตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามจากรัสเซียที่แผ่ขยายอำนาจเข้าไปในยุโรป ช่วงหลังสงครามโลก

มองว่าสงครามครั้งนี้คงไม่จบลงง่ายๆ

Advertisement

นั่นหมายความว่าเราจะต้องเจอกับสถานการณ์วิกฤตพลังงานและอาหารของโลกไปอีกนาน

จึงไม่แปลก หากรัฐบาลพยายามหามาตรการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน กำลังหนักหนาสาหัสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เราได้เห็นท่าทีของรัฐบาล ไม่ผ่อนผันการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องกันระงมจากภาคส่วนต่างๆ

โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก เพราะเพิ่งเจอพิษโควิดไปจนงอมพระราม

ล่าสุด ทางกระทรวงการคลัง เตรียมจะปัดฝุ่นกฎหมายภาษีลาภลอยใหม่ โดยจะเก็บจากผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการลงทุนสาธารณูปโภคของรัฐ

ส่งผลให้ราคาที่ดินในบริเวณรัศมีโครงการสาธารณูปโภคปรับราคาสูงขึ้น

กฎหมายภาษีลาภลอย ได้ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2561 แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการสานต่อหรือใช้จริง

จึงมีความคิดจะนำมาใช้อีกครั้ง และคงมองว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าจะเหมาะที่สุด เพราะรัฐบาลอยู่ในสภาพกำลังร้อนเงิน

แต่ที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังบักโกรกเต็มที คงจะมาจากกรณีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เรียกประชุมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและพลังงาน

ที่ประชุมมีการพูดถึงการจะขอให้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยที่มีอยู่ประมาณ 5-6 ราย ลดค่าการกลั่นลงมา เพื่อทำให้ราคาน้ำมันลดลง

สอดคล้องกับช่วงก่อนหน้านี้ เมื่อประมาณวันที่ 19 มิถุนายน 2565 พรรคกล้า โดยนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค

ออกมากระทุ้งรัฐบาลให้ไล่บี้โรงกลั่น โดยมองว่าโรงกลั่นฟาดกำไรจากการกลั่นเกินกว่าที่ควรจะเป็น มีการระบุตัวเลขไปถึงลิตรละ 8 บาท

ต่อมาทั้งกระทรวงพลังงาน ทั้ง “รองพงษ์” สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ รวมทั้งโรงกลั่นเอง

ต่างดาหน้าออกมาชี้แจงว่าค่าการกลั่นไม่ได้สูงอย่างที่มีการกล่าวหา

แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า บรรดาโรงกลั่นหลายรายเป็นเอกชนและเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์

การใช้อำนาจรัฐไปบีบให้เอกชนลดค่าการกลั่น เป็นการทำลายธรรมาภิบาลอย่างรุนแรง

เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทย นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ

หรือว่าเป็นเพราะรัฐบาล “หน้ามืด” แล้วหรือไม่

จริงอยู่ใครๆ ก็อยากให้ราคาน้ำมันลดลงมากกว่านี้ แต่ไม่ควรใช้วิธีไปบีบภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทต่างชาติหรือคนไทยก็ตาม

รัฐบาลควรจะเอาใจใส่การแก้ปัญหาให้ละเอียดรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

ทำหลายๆ มาตรการไปพร้อมๆ กัน อย่างเช่น พยายามหารายได้เพิ่มขึ้น

รวมทั้งมาตรการประหยัดพลังงาน ก็มีส่วนช่วยได้มาก

เห็น พล.อ.ประยุทธ์พร่ำบ่นมาหลายวันถึงการประหยัดพลังงาน อยากให้ทุกคนช่วยกัน

แต่ทำไมรัฐบาลถึงไม่เริ่มก่อนให้เป็นแบบอย่าง ออกมาตรการให้ทุกหน่วยงานประหยัดอย่างจริงจัง

ถ้าทุกหน่วยงานข้าราชการ เอาจริงเอาจัง ทั้งเรื่องการลดการใช้ไฟ ลดการเปิดแอร์

ลดการใช้ยานพาหนะ รถนำของบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักการเมือง วีไอพี ทั้งหลาย

ลดการเล่นกอล์ฟ เอาเวลาวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไปทำงานให้ประชาชน

น่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้มากกว่านี้

หรือว่าเป็นข้าราชการแล้วไม่ค่อยเดือดร้อนอะไร บ้านฟรี น้ำฟรี ไฟฟรี มีเงินเดือนให้อีกต่างหาก

ก็เลยไม่รู้ร้อนรู้หนาว ดีแต่พร่ำบ่นไปวันๆ

สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา