เข้าใจและเห็นใจรัฐบาล พยายามหามาตรการมาบรรเทาปัญหาราคาพลังงานพุ่งขึ้นไม่หยุด
จากปัญหาสงครามยูเครน-รัสเซีย ยืดเยื้อ และดูเหมือนสงครามนี้จะยาวนาน ไม่มีท่าทีว่าจะยุติลงได้ในเร็ววัน
จากการคาดการณ์ของทางนาโต หรือองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation) เป็นกลุ่มพันธมิตรด้านการทหาร
วัตถุประสงค์ดั้งเดิมคือตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามจากรัสเซียที่แผ่ขยายอำนาจเข้าไปในยุโรป ช่วงหลังสงครามโลก
มองว่าสงครามครั้งนี้คงไม่จบลงง่ายๆ
นั่นหมายความว่าเราจะต้องเจอกับสถานการณ์วิกฤตพลังงานและอาหารของโลกไปอีกนาน
จึงไม่แปลก หากรัฐบาลพยายามหามาตรการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน กำลังหนักหนาสาหัสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เราได้เห็นท่าทีของรัฐบาล ไม่ผ่อนผันการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องกันระงมจากภาคส่วนต่างๆ
โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก เพราะเพิ่งเจอพิษโควิดไปจนงอมพระราม
ล่าสุด ทางกระทรวงการคลัง เตรียมจะปัดฝุ่นกฎหมายภาษีลาภลอยใหม่ โดยจะเก็บจากผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการลงทุนสาธารณูปโภคของรัฐ
ส่งผลให้ราคาที่ดินในบริเวณรัศมีโครงการสาธารณูปโภคปรับราคาสูงขึ้น
กฎหมายภาษีลาภลอย ได้ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2561 แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการสานต่อหรือใช้จริง
จึงมีความคิดจะนำมาใช้อีกครั้ง และคงมองว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าจะเหมาะที่สุด เพราะรัฐบาลอยู่ในสภาพกำลังร้อนเงิน
แต่ที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังบักโกรกเต็มที คงจะมาจากกรณีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เรียกประชุมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและพลังงาน
ที่ประชุมมีการพูดถึงการจะขอให้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยที่มีอยู่ประมาณ 5-6 ราย ลดค่าการกลั่นลงมา เพื่อทำให้ราคาน้ำมันลดลง
สอดคล้องกับช่วงก่อนหน้านี้ เมื่อประมาณวันที่ 19 มิถุนายน 2565 พรรคกล้า โดยนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค
ออกมากระทุ้งรัฐบาลให้ไล่บี้โรงกลั่น โดยมองว่าโรงกลั่นฟาดกำไรจากการกลั่นเกินกว่าที่ควรจะเป็น มีการระบุตัวเลขไปถึงลิตรละ 8 บาท
ต่อมาทั้งกระทรวงพลังงาน ทั้ง “รองพงษ์” สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ รวมทั้งโรงกลั่นเอง
ต่างดาหน้าออกมาชี้แจงว่าค่าการกลั่นไม่ได้สูงอย่างที่มีการกล่าวหา
แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า บรรดาโรงกลั่นหลายรายเป็นเอกชนและเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์
การใช้อำนาจรัฐไปบีบให้เอกชนลดค่าการกลั่น เป็นการทำลายธรรมาภิบาลอย่างรุนแรง
เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทย นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ
หรือว่าเป็นเพราะรัฐบาล “หน้ามืด” แล้วหรือไม่
จริงอยู่ใครๆ ก็อยากให้ราคาน้ำมันลดลงมากกว่านี้ แต่ไม่ควรใช้วิธีไปบีบภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทต่างชาติหรือคนไทยก็ตาม
รัฐบาลควรจะเอาใจใส่การแก้ปัญหาให้ละเอียดรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้
ทำหลายๆ มาตรการไปพร้อมๆ กัน อย่างเช่น พยายามหารายได้เพิ่มขึ้น
รวมทั้งมาตรการประหยัดพลังงาน ก็มีส่วนช่วยได้มาก
เห็น พล.อ.ประยุทธ์พร่ำบ่นมาหลายวันถึงการประหยัดพลังงาน อยากให้ทุกคนช่วยกัน
แต่ทำไมรัฐบาลถึงไม่เริ่มก่อนให้เป็นแบบอย่าง ออกมาตรการให้ทุกหน่วยงานประหยัดอย่างจริงจัง
ถ้าทุกหน่วยงานข้าราชการ เอาจริงเอาจัง ทั้งเรื่องการลดการใช้ไฟ ลดการเปิดแอร์
ลดการใช้ยานพาหนะ รถนำของบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักการเมือง วีไอพี ทั้งหลาย
ลดการเล่นกอล์ฟ เอาเวลาวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไปทำงานให้ประชาชน
น่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้มากกว่านี้
หรือว่าเป็นข้าราชการแล้วไม่ค่อยเดือดร้อนอะไร บ้านฟรี น้ำฟรี ไฟฟรี มีเงินเดือนให้อีกต่างหาก
ก็เลยไม่รู้ร้อนรู้หนาว ดีแต่พร่ำบ่นไปวันๆ
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

