หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : ไม่มีเห่เรือเมื่อเสด็จทางชลมารค สมัยพระนารายณ์

30.10.16 | 22:50 น.
ทัศนียภาพกรุงศรีอยุธยา ภาพพิมพ์โดยอองรี อาบราฮัม ชาเตอแลง นักเขียนแผนที่ชาวฮอลันดา รวมอยู่ในหนังสือซึ่งพิมพ์ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2262 (ตรงกับกลางรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ) ภาพนี้อาศัยต้นแบบจากภาพริ้วกระบวนพยุหยาตราชลมารค ซึ่งบาทหลวงชาวฝรั่งเศสเขียนไว้ในหนังสือจดหมายเหตุตาชาร์ด พิมพ์ครั้งแรกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2229 (ตรงกับปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์) (ภาพจากห้องสมุดส่วนบุคคล ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช)

ไม่มีเห่เรือในพระราชพิธีเสด็จทางชลมารคไปทอดกฐิน, แข่งเรือ, ลอยโคม สมัยพระนารายณ์

จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม ของ บาทหลวงตาชาร์ด (นายสันต์ ท. โกมลบุตร แปล กรมศิลปากรพิมพ์ พ.ศ. 2517 หน้า 67-71, 92-93) พรรณนาอย่างละเอียด ว่าพระนารายณ์เสด็จทางชลมารคทอดกฐิน แล้วมีแข่งเรือ จนถึงลอยโคม แต่ไม่มีเห่เรือ จะคัดมาดังนี้

ทอดกฐินทางเรือ

“วันที่ 28 ตุลาคมซึ่งเป็นวันอาทิตย์ เราได้ทราบมาว่าพระเจ้าแผ่นดินจะต้องเสด็จออกนอกพระบรมมหาราชวังตามประเพณีนิยม เพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปบำเพ็ญพระราชกุศลยังพระอารามแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำห่างจากตัวกรุงสามลิเออ—–”

“มีขุนนางชั้นผู้น้อยแห่งสำนักพระราชวังยี่สิบสามนาย ปรากฏตัวขึ้นมาก่อนในเรือบัลลังก์คนละลำ แท่นที่นั่งกลางลำนั้นทาสีแดง

Advertisement

เรือบัลลังก์เหล่านี้แล่นตามกันไปเป็นสองแถว เลียบฝั่งแม่น้ำ ติดตามไปด้วยเรือบัลลังก์ของบรรดาขุนนางในพระองค์อีกห้าสิบสี่ลำ นั่งไปบนแท่นกลางลำ ซึ่งบ้างก็ปิดทองทั้งตัว บ้างก็ปิดทองเฉพาะที่ขอบ เรือแต่ละลำมีฝีพายตั้งแต่สามสิบถึงหกสิบคน ทอดระยะห่างกันมาก

เกี่ยวกับหมวดหมู่ในขบวนยาตรา ต่อจากนี้มีเรือบัลลังก์อีกยี่สิบลำ ขนาดใหญ่เท่าชุดแรก ซึ่งตรงกลางลำมีอาสนะสูงปิดทองทั้งตัว มีเรือนยอดทรงมณฑป เป็นเรือประเภทที่เขาเรียกว่าเรือดั้งรักษาพระองค์ ซึ่งมีอยู่สิบหกลำที่มีฝีพายลำละแปดสิบคนและใช้พายปิดทอง ส่วนอีกสี่ลำนั้นใช้พายปิดทองเป็นบั้งๆ

หลังท้ายของขบวนอันยาวเหยียดนี้แล้วจึงถึงเรือพระที่นั่ง พระเจ้าแผ่นดินประทับบนพระโธรนมีเรือนยอดทรงมณฑปปิดทองระยับ สวมฉลองพระองค์ผ้าตาดประดับอัญมณี สวมพระชฎาสีขาวมียอดแหลม มีเกี้ยวทองคำลวดลายดอกไม้ประดับอัญมณี เรือพระที่นั่งนั้นปิดทองกระทั่งจรดผิวน้ำ มีฝีพายร้อยยี่สิบคน สวมหมวกทรงระฆังคว่ำประดับเกล็ดเลื่อมทองคำ สวมเกราะอ่อนกันอกประดับเลื่อมทองคำเช่นเดียวกัน

และโดยที่วันนั้นอากาศดีมีแดดแจ่มจ้า ทำให้เครื่องแต่งต้วของพวกฝีพายเป็นประกายระยิบระยับ นายธงซึ่งแต่งกายชุดแพรวพราวไปด้วยทองคำเหมือนกันยืนอยู่ท้ายเรือพระที่นั่ง เชิญธงมหาราชอันเป็นผ้าตาดทองพื้นแดง มีขุนนางหมอบประจำอยู่สี่มุมพระโธรน เรือพระที่นั่งนั้นมีเรือบัลลังก์คุ้มกัน ติดตามไปด้วยอีกสามลำ มีความงดงามไม่แตกต่างกว่ากันเลย ยกเว้นแต่หมวกกับเสื้อเกราะอ่อนของฝีพายเท่านั้นที่ไม่หรูหราเท่า

พระเจ้าแผ่นดินทรงปรารถนาให้ท่านราชทูตได้เห็นโดยชัดเจน จึงโปรดให้เรือพระที่นั่งเลียบเข้ามาใกล้และเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ เพื่อให้ท่านชมได้เต็มตา

ท่านเชอวาลิเอร์ เดอ โชมองต์ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งแล้วถวายคำนับถึงสามครั้งสามครา ส่วนคนอื่นๆ นั้นที่นั่งอยู่บนพรมก็น้อมศีรษะถวายคำนับตามไปด้วย

คนสยามที่เรียงรายอยู่ตามตลิ่งทั้งสองฟากซึ่งหมอบนิ่งกับพื้นดินนั้น ครั้นเห็นองค์พระเจ้าแผ่นดินเสด็จมาแต่ไกล ก็ขยับตัวขึ้นคุกเข่า พนมมือขึ้นเหนือศีรษะแล้วกราบถวายบังคมลงจนหน้าผากจรดพื้นดิน และไม่หยุดถวายบังคมเลยจนกว่าจะเสด็จลับสายตาไป

เรือบัลลังก์มีแท่นกลางลำและพายลายทองเป็นบั้งๆ จำนวนยี่สิบลำตามหลังเรือพระที่นั่งและอีกสิบหกลำพายทาสีครึ่งหนึ่งปิดทองครึ่งหนึ่งปิดท้ายขบวนยาตราทางชลมารค เรานับเรือในขบวนนั้นทั้งหมดได้ถึงร้อยห้าสิบเก้าลำ ซึ่งลำใหญ่ที่สุดนั้นมีความยาวถึงร้อยยี่สิบฟุต และมีส่วนกว้างที่สุดไม่ถึงหกฟุต

ข้าพเจ้าได้นำภาพลำที่แปลกที่สุดไว้ให้ดู ณ ที่นี้ด้วยแล้ว กราบเรือนั้นปริ่มน้ำอยู่ และหัวเรือกับท้ายเรือนั้นงอนขึ้นไปสูงมาก เรือบัลลังก์เหล่านี้ส่วนใหญ่หัวเรือทำเป็นรูปม้าน้ำ——-นาคราชและสัตว์ต่างๆ มีแต่ตอนหัวเรือกับท้ายเรือเท่านั้นที่ทาสีและปิดทอง ส่วนที่เหลือนั้นแทบจะไม่ได้โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาเลย บางลำประดับเป็นภาพต่างๆ ด้วยวิธีฝังเกล็ดมุก บนเรือเหล่านี้มีผู้คนอยู่ราวหมื่นสี่พันคน

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปถึงพระอารามและถวายไทยทานแล้ว ก็เสด็จไปประทับ ณ พระตำหนักแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กันนั้น และเสด็จกลับเข้ากรุงในตอนเย็นตามประเพณี”

 

ไม่มีเห่เรือ

ข้อความยกมาทั้งหมดพรรณนาอย่างละเอียด ถึงกระบวนเรือพระราชพิธีเสด็จไปทอดกฐิน มีทุกอย่างตามประเพณี

แต่ไม่มีเห่เรืออย่างที่รู้จักทั่วไปและเข้าใจกันทุกวันนี้