ข่าวไฟไหม้ล่าสุดที่บ่อนไก่ทำให้ต้องมาพิจารณาเรื่องราวของความสัมพันธ์ของเรื่องเพลิงไหม้กับการเมืองของการพัฒนาเมืองในหลายด้านงานรวมเล่มหนังสือที่น่าสนใจเล่มหนึ่งที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์และการเปรียบเทียบเรื่องของเพลิงไหม้ในเมืองกับโลกสมัยใหม่จากหลายๆ เมืองไว้อย่างน่าสนใจ (Flammable Cities: Urban Conflagration and the Making of the Modern World. Edited by G.Bankoff, U.Lubken, and J.Sand. Madison, WI: University of Wisconsin Press, 2012) โดยมีทั้งกรณีศึกษาของประเทศในโลกตะวันตกและตะวันออก
เรื่องที่อยากจะมาเล่าสู่กันฟังบางส่วนก็คือ ในสมัยก่อนนั้นเมืองอาจจะมีประชากรน้อย แต่วันนี้เมืองนั้นมีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรรวม และท่ามกลางพัฒนาการที่ผ่านมาของการเติบโตของเมืองนั้นก็เกี่ยวพันกับเรื่องของเพลิงไหม้ในเมืองทั้งเพลิงในระดับย่อยๆ (อัคคีภัย) และเพลิงไหม้ในลักษณะที่อาจจะเรียกว่าระดับล้างเมือง หรืออภิมหาอัคคีภัย
ที่กำลังจะเล่านี้ไม่ใช่เรื่องของคู่มือป้องกันภัยพิบัติ แต่ต้องการชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของพัฒนาการของเมือง และอัคคีภัยในเมือง ที่ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ทางอำนาจ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในเมืองด้วย และแต่ละเมือง แต่ละประเทศก็ผ่านเรื่องราวของไฟไหม้มาแบบแตกต่างกันและมีพัฒนาการของเมืองและของสังคมที่แตกต่างกัน
อาจจะเห็นว่ามาจนถึงวันนี้แล้ว อัคคีภัยในระดับเมืองอาจจะลดลงไปมาก และในประเทศที่เจริญแล้ว ระบบการจัดการอัคคีภัยในเมืองนั้นก็เปลี่ยนไปเยอะด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง อธิบายง่ายๆ ว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กรและนโยบายของอัคคีภัยนั้นไม่ได้ไล่เรียงลำดับการเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ตามที่เขียนในวรรณกรรมด้านนโยบาย แต่มีเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับเงื่อนไขมากมายและพัฒนาการและการต่อสู้ของผู้คนในภาพรวม
อย่างเมืองที่เจริญแล้ว อัคคีภัยอาจเป็นเรื่องของห้องสักห้อง บ้านสักหลัง แม้ว่าระบบพลังงานจะพัฒนาและเหมือนจะเสี่ยงกว่า เช่น บ้านที่มีเพลิงไหม้จากท่อก๊าซที่ให้พลังงานทั้งหลัง หรือแม้กระทั่งระบบดับเพลิงในเมืองที่รถดับเพลิงนั้นมาอย่างรวดเร็วมากและมาถึงบ้านได้เลย (ทั้งสองกรณีผมเคยเจอมากับตัวเองสมัยที่อยู่อเมริกา) แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็มีข่าวอัคคีภัยในระดับชุมชน และเป็นชุมชนที่แออัดและเปราะบางต่อภัยพิบัติ อาทิ ชุมชนแออัดในอินเดีย และบังกลาเทศ รวมทั้งในเมืองในทวีปแอฟริกา และในประเทศไทยในกรณีของคลองเตย และบ่อนไก่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องประเภทเพลิงไหม้โรงงาน หรือตึกแถว เพราะระบบการดับเพลิงในแบบหลังนั้นอาจจะมีมาตรฐานทั้งการเข้าถึง (ทั้งระดับความสูงของรถกระเช้า และความกว้างของถนน และแหล่งน้ำที่ใช้ได้ในการจัดการอัคคีภัย) และมาตรฐานวัสดุของอาคารที่ทนไฟ ไม่ติดไฟง่ายเป็นต้น
เรียกว่าแม้จะเปรียบเทียบว่าเมืองไหนเพลิงไหม้บ่อยแค่ไหนอาจจะไม่ละเอียดพอ ต้องดูด้วยว่าที่ไหม้บ่อยนั้นไหม้ในระบบการพักอาศัยแบบไหนด้วย เมืองในประเทศกำลังพัฒนา อาจมีระบบการควบคุมอัคคีภัยที่ดีตามมาตรฐานสากลแล้ว แต่อาจจะมีบางส่วนที่ยังไม่ดีพอ และเมื่อเกิดอัคคีภัยในส่วนนั้นบ่อยครั้ง มันเปิดโปงปัญหาอะไรให้เราเห็นบ้าง

ในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างอัคคีภัยกับนคราภิวัฒน์นั้น สิ่งที่น่าสนใจก็คืออัคคีภัยนั้นไม่ใช่ภัยพิบัติในแง่ของสิ่งที่เป็นภัยและกระทบกับเมืองเท่านั้น (โดยเฉพาะเป็นเรื่องราวแต่หนหลังที่เกิดขึ้นบ่อยๆ) แต่อัคคีภัยหรือไฟไหม้นี้ยังเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการนคราภิวัฒน์ หมายถึงเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของเมืองและทำให้เมืองมีรูปร่างหน้าตาแบบที่เป็นอยู่ในวันนี้ กล่าวคือ การใช้ไฟและการควบคุมไฟ รวมทั้งการพยายามควบคุมภัยจากไฟและเพลิงในระดับเมืองนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรม และชี้ให้เห็นจริงๆ ว่ามนุษย์นั้นไม่ได้มีอำนาจเหนือไฟอย่างสมบูรณ์ แต่มนุษย์นั้นตกอยู่ภายใต้สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น อาทิ อุบัติเหตุเรื่องไฟ หรือแม้กระทั่งการที่เพลิงมันเกิดขึ้นจากการที่มนุษย์ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น แต่ไฟ/เพลิงเหมือนจะมีชีวิตและธรรมชาติของตัวเองในการจัดการกับอารยธรรมของมนุษย์ไปด้วย และกระบวนการเรียนรู้นี้ยังไม่สิ้นสุดลงจนถึงวันนี้ไม่ว่าจะเรื่องการพัฒนากฎระเบียบ การพัฒนาวัสดุทนไฟ และการพยายามต่อรองของชุมชนในการพยายามจะอยู่ในพื้นที่ที่ความเปราะบางของสิทธิของพวกเขานั้นมีมาก เช่น การที่เมื่อไฟไหม้ชุมชนที่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินแล้ว เขาจะสามารถกลับเข้ามาอยู่ได้ไหม (บ้างก็มีเรื่องการเผาไล่ที่ในอดีต)
ในสังคมเมืองสมัยใหม่นั้น อัคคีภัยกำเนิดขึ้นท่ามกลางเงื่อนไขสำคัญที่แตกต่างไปจากเมืองสมัยโบราณที่ความเป็นเจ้าของพื้นที่อาจจะเป็นของผู้ปกครองตระกูลเดียว ส่วนที่เหลือแม้เพลิงจะไหม้ก็ไม่ได้มีความหมายอะไร เพราะสิทธิที่จะอยู่ในเมืองนั้นเป็นสิทธิที่อยู่บนพื้นที่ของผู้ปกครอง มาสู่โลกสมัยใหม่ที่มีความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนของเครือข่ายที่เชื่อมโยงกัน ปะทะ ประสาน และต่อสู้ต่อรองกันระหว่าง การตอกย้ำสิทธิในทรัพย์สินหรือในกรณีนี้คือที่ดิน การขึ้นลงและผันผวนของตลาดและราคาที่ดิน รวมไปถึงความแข็งแกร่งของชุมชนในการรวมตัวเพื่อต่อสู้ดิ้นรนที่จะอยู่ในเมืองท่ามกลางแรงกดดันในเรื่องของสิทธิในที่ดิน ราคาที่ดินที่สูงขึ้น และกฎหมายต่างๆ ที่ไม่เอื้อให้เขาดำรงชีวิตอยู่และเสี่ยงที่ถูกไล่รื้อ ไล่ที่
และไล่ด้วยไฟ ที่ไม่ได้มีแค่เรื่องสิทธิหรือไม่มีสิทธิ แต่ยังหมายถึงมาตรฐานการก่อสร้างและวัสดุที่นำมาก่อสร้าง หรือรวมทั้งความแออัดและเข้าถึงยากของชุมชนเหล่านั้นด้วย
ในแง่ของการศึกษาเมืองและความเป็นมาของระบบการจัดการอัคคีภัยในเมืองที่เชื่อมโยงกับกระบวนการนคราภิวัฒน์นั้น เราไม่ได้มองแค่เหตุการณ์ การตั้งหน่วยงาน และการเปลี่ยนแปลงนโยบายในด้านหนึ่ง หรือพยายามอธิบายว่าตกลงคนกับสิ่งไม่มีชีวิตเช่นไฟ/เพลิงนั้นสัมพันธ์กันอย่างไร หรือใครกำหนดใครกันแน่ (แต่ก็น่าสนใจมากเพราะไฟนั้นมีทั้งส่วนที่มีชีวิตของมันเอง แต่มันก็ไม่ใช่ธรรมชาติไปทั้งหมด ยิ่งไปสัมภาษณ์พวกนักผจญเพลิงแล้ว จะยิ่งเห็นว่าพวกเขามองไฟในลักษณะที่ซับซ้อน และยังพัฒนาทั้งศาสตร์ ศิลป์ และความเชื่อที่เกี่ยวพันในเรื่องนี้)

สิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงก็คือ การผสานเอาแนวทางการศึกษาสองแนวทางนี้เข้าด้วยกันแล้วมองเมืองทั้งเมืองในฐานะเป็น “ระบบจัดการเพลิงหรือภัยพิบัติ” รูปแบบหนึ่ง (cities as fire regimes) ซึ่งหมายถึงเครือข่ายที่สลับซับซ้อนและโยงใยกันของเงื่อนไขและสภาพสิ่งแวดล้อม อาทิ สภาพอากาศ พื้นที่ และทรัพยากรธรรมชาติ (เกี่ยวไปถึงเรื่องของวัสดุอาคาร) รวมไปถึงระบอบทางการเมืองที่จัดวางระบบ และทำให้การตั้งถิ่นฐานหนึ่งๆ นั้นดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเมืองในอดีตที่ทำจากไม้นั้นจะต้องไฟไหม้เหมือนกัน หลังคาที่ต่างกันทั้งการออกแบบและวัสดุก็ทำให้ไม่เกิดการลุกไหม้ในแบบเดียวกัน หรือเมืองที่อาคารก่อสร้างด้วยดินก็จะไม่ลุกไหม้ อาทิ เมโสโปเตเมีย
จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์พบว่า ระบบจัดการเพลิงนั้นมีความเปลี่ยนแปลงเมื่อระบอบการเมืองมีความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเจ็ดที่อำนาจและความมั่งคั่งของเมืองและประเทศในโลกตะวันตกย้ายจากราชวงศ์สู่กระฎุมพี ซึ่งให้ความสำคัญกับเมืองในฐานะเครือข่ายของศูนย์กลางการค้าในระดับโลกมากขึ้น ชนชั้นกระฎุมพีที่กลายเป็นชนชั้นนำ ได้ครอบงำรัฐบาลเมือง มีผลประโยชน์ในเรื่องของการป้องกันทรัพย์สินส่วนตัวของพวกเขาโดยใช้ระบบการป้องกันอัคคีภัยสาธารณะ ผลประโยชน์ในส่วนนี้ของชนชั้นดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาระบบการป้องกันเพลิง การดับเพลิง และระบบการประกันภัย อย่างเช่น อัมสเตอร์ดัม
ขณะที่ระบบการจัดการเพลิง ในบริบทของเมืองที่ไม่ได้ถูกปกครองโดยกระฎุมพี แต่ปกครองด้วยผู้ปกครองแบบเดิม อาจจะไม่ได้สนใจจัดทำระบบป้องกันภัยในระดับสาธารณะ เพื่อป้องกันทรัพย์สินและความมั่งคั่งของชนชั้นกระฎุมพีที่เป็นทรัพย์สินส่วนตัว แต่มองระบบป้องกันไฟในลักษณะของการควบคุมทางสังคม และปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นสูงผู้ปกครองที่มีจำนวนน้อย ดังนั้น ระบบป้องกันไฟจึงเน้นไปที่การระดมแบบเกณฑ์ประชาชนมาดูแลเมือง โดยเฉพาะการปกป้องปราสาทราชวัง อาทิ เมืองของรัสเซียสมัยอาณาจักร อิสตันบูลสมัยออตโตมัน และโตเกียวสมัยเอโดะ
ยังมีอีกระบบจัดการเพลิงที่น่าสนใจก็คือ ระบบจัดการเพลิงในยุคอาณานิคม ที่ชุมชนของเจ้าอาณานิคมนั้นแตกต่างจากชุมชนของคนในอาณานิคมที่ถูกปกครอง ที่จะมีการปกป้องในส่วนของผลประโยชน์ของพวกกลุ่มผู้ปกครองแบบอาณานิคมเป็นหลักเพราะเศรษฐกิจอาณานิคมนั้นพึ่งพิงการขูดรีดทรัพยากรแล้วส่งออก แล้วต่อมาเมื่อได้รับเอกราชประเทศเหล่านี้ เช่น ชิลี กับฟิลิปปินส์ ก็ค่อยๆ ปรับระบบการจัดการเพลิงค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่การจัดการสาธารณะมากขึ้น แต่ก็ยังมีร่องรอยของระบบเดิมในพื้นที่ที่ต่างกันอยู่
ที่กล่าวมานี้คงพอให้เราต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครได้บ้าง แต่ความซับซ้อนของพัฒนาการของกรุงเทพมหานครท่ามกลางความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ทำให้เราต้องมานั่งคิดว่าทำไมระบบการจัดการเพลิงของเราจึงเป็นแบบที่เป็นอยู่ มันเป็นระบบที่สนใจแต่ทรัพย์สินส่วนบุคคลไหม หรือยังเรียกร้องการกะเกณฑ์ผู้คนในนามอาสาสมัคร หรือที่ชุมชนที่เขามีความเข้มแข็งในการดับเพลิงนั้นเป็นเพราะว่าเขามีสำนึกสาธารณะเชิงบวกเหมือนประชาสังคมในตำราฝรั่ง หรือว่าเขาต้องดิ้นรนในการอยู่รอดเพราะเมื่อเกิดเพลิงไหม้แล้ว เงื่อนไขของการรุกล้ำพื้นที่จะเปิดเผยขึ้นมา ทำให้สิทธิในการมีชีวิตในเมืองของเขาเปราะบางลงทันที
ไฟนั้นอาจไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งอันตราย ภัยพิบัติ หรือทรัพยากร ที่มนุษย์จะต้องสามารถควบคุมมันให้ได้และใช้ประโยชน์ให้ได้เพื่อการพักอาศัยและมีชีวิต รวมไปถึงการที่ไฟหรือเพลิงอาจจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเมือง ทั้งในแง่ของไฟล้างเมืองที่ทำให้เกิดการสร้างเมืองใหม่ ออกแบบใหม่ หรือการคิดถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการสร้างเมืองและอาคาร แต่การเมืองเรื่องเพลิงไหม้ในเมืองยังเป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญด้วย

ผู้คนหรือชนชั้นบางชนชั้นอาจมีอำนาจ อาจถูกท้าทาย หรออาจสูญเสียอำนาจหรือสิทธิในการอยู่อาศัยในเมืองนั้นได้ และอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีการปกครองและครอบงำเมืองนั้นๆ รวมไปถึงอาจทำให้คนบางกลุ่มต้องมาปะทะกับคนบางกลุ่มเมื่อเกิดเพลิงไหม้ อาทิ จะช่วยใครก่อน หรือจะทำระบบความช่วยเหลือภายหลังจากอัคคีภัยอย่างไร สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าใครมีอำนาจในเมือง และการจัดระเบียบทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมนั้นมันทำงานอย่างไร (เพลิงไหม้อาจจะเปิดเผยให้เห็นสิ่งนี้ หรืออาจจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้ว)
สิ่งที่กล่าวมานั้น หมายถึงการต้องทำความเข้าใจระบบการจัดการเพลิงที่มีผู้กระทำการทั้งในระดับส่วนตัว และในระดับสาธารณะ ทั้งในส่วนของนักผจญเพลิงอาชีพ อาสาสมัคร และคนทั่วไปที่ต้องมีความรู้เรื่องเหล่านี้อยู่บ้างตามที่ได้รับคำแนะนำหรือข้อมูล ระบบการเฝ้าระวังและเดินยามทั้งกลางวัน ระบบการประกันอัคคีภัยและการตรวจสอบสถานที่หนาแน่น อาทิ ตลาด นอกจากนี้หน่วยงาน ระเบียบปฏิบัติ และวาทกรรมที่ว่าด้วยเรื่องของการเตรียมตัวป้องกันภัยก็เป็นเรื่องสำคัญ ในเมืองของยุโรปช่วงต้นสมัยใหม่ ประชาชนทุกคนจะต้องมีหน้าที่เฝ้าระวังอัคคีภัยซึ่งเป็นภัยที่ใกล้ตัว โดยจะมีระเบียบต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และต้องพร้อมที่จะถูกเกณฑ์ไปดับเพลิง ความผิดต่างๆ ที่เกี่ยวกับไฟนั้นเป็นความผิดที่มีโทษอย่างรุนแรง เช่น ในกรณีของญี่ปุ่นยุคเริ่มสมัยใหม่ เป็นต้น
อัคคีภัยที่พูดถึงกันนั้นมีตั้งแต่อุบัติเหตุไปจนถึงเรื่องการวางเพลิง ซึ่งในส่วนหนึ่งหากมองในระบบนิเวศวิทยาของเพลิงไหม้นั้นย่อมประกอบไปด้วยเรื่องของลม วัสดุที่เป็นเชื้อไฟ และความหนาแน่นของบ้านเรือน แต่อีกด้านที่มีความสำคัญก็คือเรื่องของการวางเพลิง ซึ่งมีทั้งแรงจูงใจจากความรู้สึกส่วนตัวของอาชญากร ไปจนถึงเผาเอาค่าประกันภัย เพราะในบางเมืองรัฐนั้นเข้ามามีส่วนสนับสนุนระบบประกันอัคคีภัยด้วย นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการมีอคติ หรือสร้างวาทกรรมว่ากลุ่มคนกลุ่มไหนวางเพลิง หรือมีส่วนทำให้เกิดอัคคีภัย อาทิ พวกคนจน หรือคนอพยพ ซึ่งทำให้พวกนี้ถูกมองว่าเป็นภัยกับเมือง และทำให้เกิดระบบการกีดกันแบ่งแยกคนเหล่านั้น พร้อมอคติ และการเลือกปฏิบัติทั้งที่พวกเขาอาจจะตกเป็นเหยื่อและถูกซ้ำเติมมากขึ้น
นอกจากนี้เมืองหลายเมืองในอดีตยังดูเหมือนว่ากลุ่มคนบางกลุ่มจะมีความยินดีที่เกิดเพลิงไหม้เพราะจะสร้างโอกาสให้เกิดการพัฒนาเมืองในรูปแบบใหม่ ทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจและการจัดรูปแบบเมืองเกิดขึ้นได้หลังอภิมหาอัคคีภัย เช่น กรณีนิวยอร์กหลังอัคคีภัยครั้งใหญ่ ค.ศ.1835 ที่คนบางกลุ่มได้อานิสงส์จากราคาที่ดินที่สูงขึ้น ขณะที่ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นอาจจะทำให้คนหลายกลุ่มเดือดร้อน เพราะมีหลายกรณีที่รัฐบาลเมืองจะซื้อที่ดินที่เพลิงไหม้ แล้วหลังจากนั้นก็จะเอามาขายในราคาที่มักจะสูงกว่าเดิม
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพลิงไหม้ชุมชนแออัดเกิดขึ้นบ่อย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการรื้อล้างสลัม ที่นำไปสู่การสร้างความชอบธรรมของรัฐในการเข้ามาสร้างระบบที่พักอาศัยใหม่ที่ย้ายคนออกจากที่เดิม หรือจัดระเบียบการอยู่อาศัยแบบใหม่ภายใต้คำอธิบายและอ้างอิงในเรื่องของความทันสมัย และการพัฒนาประเทศดังกรณีของสิงคโปร์ เมื่อ ค.ศ.1961 ซึ่งในอีกแง่หนึ่งก็ทำให้คนจนเมืองเหล่านี้ถูกนับจากรัฐบาล ซึ่งการนับได้นี้มีส่วนทำให้เกิดการควบคุมคนเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้นในแง่การจดทะเบียนและบริหารจัดการระบบการอยู่อาศัย
สิ่งที่ตั้งข้อสังเกตอีกประการหนึ่งในเรื่องของเพลิงไหม้ ก็คือเรื่องของการสร้างจินตภาพในเรื่องของเพลิงไหม้ในเมือง ซึ่งมักจะเกี่ยวพันไปกับเรื่องของความไร้ระเบียบ และขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การอธิบายเพลิงไหม้ว่าเป็นภัยพิบัติอาจมีส่วนที่ทำให้สังคมไม่สนใจความรุนแรงของเรื่องราว และความอยุติธรรมที่เกิดจากการฟื้นฟูพื้นที่เพื่อให้เกิดความทันสมัย สะดวกสบายมากขึ้น และสร้างประโยชน์ให้คนที่เดือดร้อน ทั้งที่พวกเขาต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตมากมาย และอาจสูญเสียความชอบธรรมในการอยู่อาศัยในพื้นที่นั้นโดยสมบูรณ์ ขณะที่ความชอบธรรมตกอยู่กับรัฐบาลที่สามารถสั่งการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ และมูลนิธิและพรรคการเมืองก็สามารถเข้ามาแสดงตัวในการช่วยเหลือได้เช่นกัน
ในอีกด้านหนึ่งการวางเพลิงก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการแสดงออกทางการเมืองของคนที่ไม่พอใจรัฐบาลได้เช่นกัน ในแง่ของการประท้วงระเบียบทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่มีอยู่ และทำให้เขามีตัวตนขึ้นมา
มีงานศึกษาเรื่องของอัคคีภัยในสลัมสองแห่งของบังกลาเทศ (F. Sharmin, R. Hossain, and M.M. Rahman. Causes and consequences of fire hazard in slum settlement in Dhaka city: A case study on Basbari and Kawran Bazaar slum, Dhaka, Bangladesh. European Academic Research. 7: 1. 78-92) ที่พบว่า แม้ว่าวัสดุอาคารส่วนใหญ่จะติดไฟง่าย หรืออาชีพของผู้คนจะมาจากภาคบริการในเมือง และผู้อยู่อาศัยมีสถานะยากจน มีแหล่งน้ำที่ห่างไกล แต่เงื่อนไขสำคัญของเพลิงไหม้นั้นมาจากความจงใจของผู้มีอิทธิพลในเมืองที่เป็นเจ้าของที่ดินและต้องการที่เดิม มีเพียงส่วนน้อยมากที่เกิดจากอุบัติเหตุในครัวเรือน ตัวอย่างของอัคคีภัยในเมืองนั้นทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงทรัพยากรที่จะปกป้องคุ้มครองผู้คนที่แตกต่างกันไป จากบทเรียนในหลายครั้งในโลก อัคคีภัยในความหมายของคนในชุมชนไม่ได้มีความหมายแค่ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ หรืออุบัติเหตุ แต่มันมีความหมายถึงการที่พวกเขาจะเสียมากกว่าทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินนั้น หรือไปไกลถึงขั้นที่สิทธิที่จะอยู่ในเมืองนั้นเลยก็ได้
อย่าลืมว่าคนเหล่านี้นั้นหล่อเลี้ยงเมืองและเป็นแหล่งแรงงานราคาถูกที่มีผลต่อการเติบโตของเมือง พวกเขาไม่เพียงแต่ถูกขูดรีดในแง่ของค่าจ้าง พวกเขายังถูกทำให้เปราะบางในแง่การพักอาศัย และไม่นับกับเรื่องคุณภาพชีวิตจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้เขาลำบากกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งที่พวกเขาต้องให้บริการ ดังนั้น เวลาที่เรามองในเรื่องของความยากลำบากในการเข้าไปดับเพลิงเราก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า พื้นที่ที่แคบนั้นมันแลกมาด้วยโอกาสในการใช้ชีวิตของพวกเขาที่มากขึ้น ความหนาแน่นของพี่น้องในชุมชนนั้นเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นที่ทำให้เขามีชีวิตในเมืองได้ แม้ว่าเขาจะตระหนักถึงสิทธิที่เบาบางในการอยู่ในเมืองก็ตาม
ก็ได้แต่หวังว่าสื่อและผู้คนในบ้านเราจะมองเรื่องของเพลิงไหม้ในเมืองเพิ่มขึ้นไปจากข่าวว่าผู้ว่าฯชัชชาติลงพื้นที่เร็วแค่ไหน ไปสู่การตั้งคำถามทั้งประวัติศาสตร์ของเมือง ของชุมชน และระบบจัดการเพลิงในบ้านในเมืองของเรา รวมทั้งมิติการเมืองของเพลิงไหม้ในเมืองในหลายๆ ด้านมากขึ้นนะครับ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

