หมายเหตุ – นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “88 ปี ธรรมศาสตร์กับสังคมไทย” ภายหลังรับเข็มเกียรติยศประจำปี 2565 ในฐานะศิษย์เก่า เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ครบรอบ 88 ปี ที่หอประชุมใหญ่ มธ.ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน
ขอขอบพระคุณทางมหาวิทยาลัยที่ได้มีมติมอบเข็มเกียรติยศประจำปี 2565 ให้กับผม ถือเป็นเกียรติยศแห่งชีวิตที่สูงยิ่งและมีความหมายกับผมเป็นอย่างมาก เพราะนี่เป็นสิ่งที่สถาบันศึกษาที่สร้างขึ้นมาเป็นผู้มอบให้ มันจึงมีความหมายอย่างยิ่ง อีกไม่กี่วันข้างหน้า จะมีอายุครบ 69 ปีแล้ว เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตล้วนหมดไปกับหน้าที่การงาน 15 ปีกับชีวิตการเป็นอาจารย์ กว่า 20 ปีบนเส้นทางชีวิตการเมือง และกว่า 10 ปีที่อยู่ในตำแหน่งในรัฐบาล นับเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอควรเลยทีเดียว เคยมีคนถามผมเหมือนกันว่าทำไมเลือกเดินเส้นทางนี้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีความสนใจในการเมืองมาก่อนเลย คำตอบคือผมไม่ได้ตั้งใจเลือก แต่เสมือนมีบางสิ่งชี้นำและผลักดันให้ชีวิตเดินบนเส้นทางนี้มาโดยตลอด และสิ่งชี้นำนี้มาจากสิ่งอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากประสบการณ์ชีวิต 4 ปีเต็มในรั้ว มธ.
ผมเข้า มธ.ปี 2516 จบปี 2519 เป็นช่วงเวลาที่ธรรมศาสตร์เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นตัวทางการเมือง ไม่ใช่เพียงแค่นักศึกษา แต่ยังรวมถึงมวลหมู่คณาจารย์ด้วย เกือบทุกวันเมื่อเดินเข้าสู่รั้ว มธ. จะมีประเด็นข่าวสารบ้านเมืองให้รับรู้เสมอ บ้างถูกติดให้อ่านบนกำแพง บ้างจากใบปลิวที่มีเพื่อนนักศึกษาหรืออาจารย์บางท่านที่ยืนแจกโดยเฉพาะประตูท่าพระจันทร์ การจัดกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัยคึกคักยิ่งทั้งงานอภิปราย งานประชุมสัมมนามีให้เห็นเป็นประจำ เปิดกว้างให้คณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนนักศึกษาและภาคประชาชนได้เข้าร่วมอย่างกว้างขวาง ในการวิเคราะห์ วิพากษ์และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองในขณะนั้น การออกค่ายของนักศึกษาเพื่อไปเรียนรู้สภาพปัญหาที่แท้จริงในชนบทแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนักศึกษาในสมัยนั้น บ่อยครั้งที่จะเห็นกลุ่มชาวนาและกลุ่มผู้ใช้แรงงานเข้ามาพบปะกันในมหาวิทยาลัยเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นระบายปัญหาและความยากลำบากของเขาให้นักศึกษาได้รับรู้
บรรยากาศเหล่านั้นในช่วงชีวิต 4 ปี ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ล้วนช่วยให้นักศึกษาในยุคนั้นมีความตระหนักรู้ในความเป็นจริงของบ้านเมือง ตื่นตัว มีความคิดอ่านเกินวัยในมิติของบ้านเมือง มีแรงบันดาลใจและจิตสำนึกร่วมสูงยิ่งที่จะรับใช้สังคม ยิ่งเมื่อพวกเขาได้ร่วมชุมนุมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในช่วง 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 ส่วนใหญ่ของนักศึกษาในขณะนั้นได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยจิตบริสุทธิ์ ยิ่งทำให้จิตสำนึกร่วมนั้นมั่นคงยิ่งนัก เป็นจิตวิญญาณที่ถูกปลูกฝังในจิตใจและมีอิทธิพลโน้มนำความคิด ทัศนคติ แนวทางการดำเนินชีวิต และการประพฤติปฏิบัติของชาว มธ.ในยุคนั้นในหลากหลายบทบาทที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมที่เหมือนกันคือจิตสาธารณะที่คำนึงถึงประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นสำคัญ
มาถึงวันนี้ธรรมศาสตร์ก้าวมาถึงปีที่ 88 แล้ว บางยุคบางสมัย บริบทในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสุกงอมสมบูรณ์และเข้มข้นจนสามารถสร้างบุคลากรที่มีความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจที่ร่วมขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมภายนอก บางยุคบางสมัยเงื่อนไขในบริบทนั้นก็อาจเบาบางลงไปบ้างด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดทางสังคมและการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวย นั่นเป็นเรื่องปกติของความเป็นอนิจจัง มีศิษย์เก่า มธ.บางท่านถึงกับกล่าวอย่างสะท้อนใจว่าจิตวิญญาณ มธ.นั้นหายไปไหน คงเหลือแต่คำเล่าขานแล้วกระมัง แต่ผมนั้นไม่เห็นด้วย กลับมั่นใจว่าจิตวิญญาณ มธ.นั้นไม่ได้หายไปไหนและพร้อมจะกลับมาลุกโชนใหม่ได้เสมอ
จิตวิญญาณ มธ.นั้นเป็นผลพวงของบริบทอันเป็นเบ้าหลอมในรั้วมหาวิทยาลัยกับความมุ่งมั่นและจิตสำนึกของคน มธ. และผมเชื่อว่าบริบทอันเป็นเบ้าหลอมนั้นไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่สามารถปรับปรุงให้มีองค์ประกอบใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับกาลสมัยและความต้องการของคนในแต่ละรุ่น และเมื่อใดก็ตามที่มหาวิทยาลัยสามารถส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษากลับมาตื่นตัว สนใจในประเด็นสาธารณะ ที่พวกเขาเห็นว่าสำคัญยิ่งสำหรับอนาคตของพวกเขา และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงออกซึ่งความคิดของเขาโดยที่สังคมพร้อมรับฟัง และ respect ในความคิดของพวกเขา ว่าพวกเขาคิดอย่างไรที่จะแก้ปัญหาและจะสร้างอนาคตบ้านเมืองของพวกเขาอย่างไร ความกระตือรือร้น แรงบันดาลใจ และจิตวิญญาณที่จะสร้างประโยชน์ให้สาธารณะจะกลับมาลุกโชน บริบทบ้านเมืองในอดีต หล่อหลอมให้จิตวิญญาณ มธ.เน้นหนักในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นเสรี และการต่อสู้นั้นก็กลายเป็นตำนานเล่าขานสืบต่อมารุ่นต่อรุ่น
แต่หากมองไปข้างหน้า กับปัญหาใหม่ๆ ที่บ้านเมืองกำลังเผชิญ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแม้จะเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น แต่คงไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอเสียแล้วกับการที่จะช่วยให้ลูกหลานของเราได้มาซึ่งอนาคตที่ดีกว่า เพราะแม้แต่ประชาธิปไตยที่ชาว มธ.พยายามต่อสู้มาตลอด 88 ปี ผมว่าชาว มธ.คงจินตนาการไปไม่ถึงและคงไม่ต้องการเห็นประชาธิปไตย ใน version แจกกล้วยเป็นหวีอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ไม่อายฟ้าดินอย่างที่เป็นข่าว และถูกใช้เพียงเพื่อเป็นเกราะในการแสวงประโยชน์ทางการเมือง และชาวธรรมศาสตร์คงไม่ต้องการให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่เพียงเอื้ออำนวยให้คนเพียง 1% แต่เป็นเจ้าของสินทรัพย์ของประเทศมากกว่า 60% ในขณะที่คนไทย 99% เป็นเจ้าของสินทรัพย์เพียงสามสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น หรือประชาธิปไตยที่ถูกออกแบบให้สร้างความไม่เท่าเทียมทางการเมือง วันหนึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตการณ์การเมืองครั้งใหญ่ได้ หรือจะพอใจกับประชาธิปไตยแบบนี้
แต่เด็กรุ่นใหม่นั้น เขารับไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีไฟแต่เขาไม่สนใจหรอกที่จะต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาคิดว่าไม่ใช่ เขาจะหันหลังให้เสียด้วยซ้ำ แต่พวกเขาจะกลับมามีความกระตือรือร้นหากเป็นการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่ต้องการ ผมเคยถามคนรุ่นใหม่ เขาเรียกประชาธิปไตยที่เขาเห็นตั้งแต่เล็กจนโตว่า 4 second democracy แค่ 4 วินาทีที่คุณหย่อนบัตร หลังจากนั้นก็หมดไป แต่เขาต้องการสู้ให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เรียกว่า deliberative democracy ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองมากขึ้น ได้ร่วมถกแถลงในประเด็นปัญหาต่างๆ อย่างเป็นระบบ หาข้อสรุปเพื่อโน้มน้าวกลุ่มผู้เห็นต่าง นั่นแหละคือสิ่งที่จะทำให้พวกเขามีแรงบันดาลใจในการต่อสู้และเข้าร่วมอย่างแข็งขัน ต้องร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดนั้น จุดที่ประชาธิปไตยเป็นของปวงชนไม่ใช่ของกลุ่มการเมืองไม่กี่กลุ่มหรือครอบครัวไม่กี่ตระกูล
แต่ที่สำคัญที่ผมต้องการจะบอก คือประชา ธิปไตยไม่ใช่มิติเดียวที่อยากให้คนรุ่นใหม่ๆ เข้าไปต่อสู้หรือมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน แต่ยังมีอีกหลายมิติที่พวกเขาจะเป็นกำลังสำคัญอันยิ่งใหญ่ในการสร้างกระแสคลื่นแห่งการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขและสร้างอนาคตที่ดีกว่าเพื่อพวกเขาเอง
อาทิ เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะมีผลกระทบต่อชีวิตของลูกหลานไทยอย่างรุนแรงและพวกเขาต้องเผชิญกับมันในอนาคต หรือทางเศรษฐกิจ ในยามที่เศรษฐกิจโลกกำลังมีปัญหาและจะรุนแรงขึ้น ทั้งภาวะชะงักงันและการทะยานของระดับราคาโครงสร้างเศรษฐกิจบ้านเราที่อิงหนักมากกับปัจจัยภายนอกไม่ว่าส่งออก ท่องเที่ยวหรือการลงทุนจากต่างประเทศย่อมจะถูกกระทบแน่นอน จะส่งผลถึงการเติบโตและการสร้างรายได้ของคนในประเทศ หากยังไม่เร่งดำเนินรอยตามคำสอนของในหลวงท่านที่ให้ระเบิดจากภายใน นั่นคือสร้างความเข้มแข็งกับเศรษฐกิจท้องถิ่น ให้เกิดการขยายตัว สร้างงานสร้างรายได้ควบคู่การอาศัยแรงหนุนจากภายนอก การเปลี่ยนแปลงโหมดแห่งการพัฒนาต้องการพลังที่ยิ่งใหญ่เข้าไปช่วยขับเคลื่อนในภาคชนบทและขับเคลื่อนให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารจัดการ
ดัชนีความสามารถแข่งขันของประเทศที่ลดลงแบบฮวบฮาบอย่างไม่เคยปรากฏที่ความสามารถด้านเศรษฐกิจจะลดลงทีเดียว 13 จุด ประสิทธิภาพรัฐบาลลดฮวบปีเดียวถึง 11 จุด ขณะที่ประสิทธิภาพภาคเอกชนลดลงถึง 9 จุด สะท้อนความเป็นจริงว่าอ่อนแอลงแค่ไหนในเวลาอันสั้น ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไม่มีใครสนใจทั้งๆ ที่เรื่องนี้จะส่งผลต่อการลงทุนจากต่างประเทศแน่นอนในระยะเวลาอันใกล้ แต่ที่หนักที่สุด คือปัญหาความไม่เท่าเทียมเหมือนระเบิดที่รอเวลาเท่านั้น
จากสถานภาพที่ยากลำบากในการดำรงชีพและหนี้สินที่เพิ่มทวีของประชาชนหลังการแพร่ระบาดของโควิด ประชาชนในระดับชนชั้นกลางและในระดับฐานรากของประเทศตกอยู่ในภาวะที่ไม่มั่นคงและสุ่มเสี่ยงต่อสถานะการดำรงชีพในอนาคต โดยที่ไม่มีหลักประกัน เกษตรกรและเกษตรกรรมของประเทศ กำลังเผชิญกับความผันผวนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ของสภาวะอากาศและภัยธรรมชาติที่หนักขึ้นทุกปี อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน แรงงานทั้งระบบกำลังเผชิญความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงคือการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ ในขณะที่การเตรียมการเพื่อการเปลี่ยนผ่านยังไม่ได้รับการดูแลที่เพียงพอ ปัญหาเหล่านี้ทุกคนทราบ แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่เพียงพอทั้งๆ ที่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศเริ่มเผชิญกับมันแล้ว ยังไม่นับความไม่เท่าเทียมด้านสังคมอื่นๆ ทั้ง การศึกษา สาธารณสุข การเข้าถึงเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลรวมไปถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศและผู้ด้อยโอกาสที่รอรับการดูแลแก้ไข
ภารกิจและบทบาทหน้าที่จะแก้ไขนั้นเป็นของใคร ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ขนาดนี้ สั่งสมนานขนาดนี้ รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยแบบ 4 วินาทีที่เห็นนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก เพราะข้อจำกัดมันมาก แล้วถ้าทำไม่ได้ ประชาชนนั่นแหละคือผู้รับเคราะห์ ในเมื่อบริบทยังมีปัญหาอยู่จะมัวรอภาครัฐอยู่คงไม่ได้ จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องช่วยกันแก้ไข และขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันศึกษา ที่จากนี้ไปจะไม่สามารถอยู่อย่างแยกส่วนกับปัญหาบ้านเมืองได้อีกแล้ว สถาบันศึกษาเป็นบ่อเกิดของความรู้และปัญญา ทรัพยากรจึงต้องจัดสรรและขับเคลื่อนให้ได้ปัญญาที่แท้จริงที่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ การแสวงหาความเป็นเลิศทางวิชาการในระดับโลก เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าขาดความสนใจสร้างปัญญาและใช้ปัญญาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นจริงในบ้านเรา เป็นปัญหาเหมือนกัน ยิ่งกว่านั้น สถาบันศึกษายังเป็นแหล่งผลิตบุคลากรในหลากหลายสาขา สถาบันศึกษาต้องไม่ใช่เพียงการรับเด็กนักศึกษาและสอนเด็กให้จบออกไปใน 4 ปีเพื่อประกอบอาชีพทำมาหากินเท่านั้น แต่จะต้องตระเตรียมสร้างบุคลากรในสาขาที่บ้านเมืองต้องการเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ ที่สำคัญที่สุด ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการปลูกฝังจิตสำนึกและแรงบันดาลใจที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมขับเคลื่อนแก้ไขและกอบกู้ในหลากหลายมิติ
สถาบันศึกษาสามารถกระตุ้นส่งเสริมและปลูกฝังให้นักศึกษาเป็นผู้นำในบทบาทแห่งการขับเคลื่อนได้เลยตั้งแต่พวกยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง และต้องให้จิตวิญญาณนี้แพร่ขยายออกไปให้สังคม สร้างความตื่นตัวและร่วมมือในวงกว้างคู่ขนานไปกับบทบาทภาครัฐที่มีหน้าที่โดยตรงอยู่แล้ว นี่คือบทบาทของ มธ.และจิตวิญญาณ มธ.ที่จะต้องก้าวนำการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงปฏิรูปบ้านเมืองในยุคข้างหน้า เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้คนไทย

