ผมติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาไทยเรื่อยมาติดต่อกันหลายรัฐบาล จนมาถึงปัจจุบัน
ความเปลี่ยนแปลงล่าสุด มีการปรับโครงสร้างการบริหารการศึกษาตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2559 วันที่ 21 มีนาคม 2559 เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค
คำสั่งดังกล่าวให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ยุบเลิกคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ให้มีคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) มีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน
ผลจากการมีคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดขึ้นมาใหม่ ทำให้ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษาที่เคยมีบทบาทในอดีต แต่หายเงียบไปภายหลังกฎหมาย พ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ.2542 บังคับใช้ คือ ศึกษาธิการจังหวัด ถูกฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด
การทำหน้าที่ของศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการดำเนินงานของ กศจ. กำลังเป็นที่ติดตามความเป็นไปของการปฏิรูปการศึกษากันอีกรอบ
พอดีได้อ่านพบในหนังสือชื่อ แนวพระราชดำริด้านการศึกษา 9 รัชกาล สำนักเลขาธิการสภาการศึกษา ในช่วง ศ.พิเศษธงทอง จันทรางศุ เป็นเลขาธิการ จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554
ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ศึกษาธิการจังหวัดและผู้ตรวจการศึกษาทั่วราชอาณาจักร ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม 2511
ทรงมีพระราชดำริว่า ศึกษาธิการจังหวัดนั้น ควรจะต้องมีความเป็นครูอยู่ในตัว รู้จักการให้เพื่อที่จะดำเนินการให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างเต็มกำลัง
“…การศึกษาครั้งโบราณ ครูให้เป็นรายบุคคล คือมีครูที่มีความรู้ได้ฝึกฝนขัดเกลาตนเองมาดีแล้ว ตั้งสำนักขึ้นและมีลูกศิษย์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งต่อมากลายเป็นสำนักศึกษาใหญ่ขึ้น มีครูมากมายขึ้นมา ปัจจุบันนี้ขยายเป็นการให้การศึกษาอย่างกว้างขวาง วิชาการที่ให้ โดยเฉพาะวิชาความรู้ในด้านความเป็นอยู่ในทางวัตถุ ก้าวหน้าและขยายตัวอย่างมหาศาล เวลานี้สังคมของประเทศขยายตัวขึ้น ประชาชนก็เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องให้การศึกษาวิชาต่างๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน จึงต้องมีการสอนโดยมีนโยบายที่เป็นปึกแผ่น…เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการที่จะต้องตั้งนโยบายและถ่ายทอดนโยบายนั้นต่อๆ ไป ถึงจังหวัดต่างๆ จนกระทั่งถึงครู จึงต้องมีกระทรวงศึกษาธิการ และต้องมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้แทนหรือเป็นผู้ดำเนินนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในจังหวัดต่างๆ ทุกจังหวัด เพื่อที่จะให้สำเร็จความมุ่งหมายในการที่จะให้ประชาชนมีความรู้เพิ่มขึ้นและโดยสม่ำเสมอ เพื่อความสามัคคีเป็นปึกแผ่นของชาติ ศึกษาธิการประจำจังหวัดต่างๆ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งและจะต้องเป็นผู้ให้อย่างยิ่งใหญ่ เพราะผู้ที่จะเป็นครูต้องให้ความรู้แก่ศิษย์ และผู้ที่จะให้ครูทราบว่าควรจะให้การศึกษาอย่างใดให้ความรู้เพื่ออะไรแก่ศิษย์ ผู้ที่จะให้ ครูสามารถทราบว่าอยู่ในฐานะที่จะให้วิชาใดแก่ศิษย์ ผู้ที่จะทำให้ครูสามารถปฏิบัติงานได้ก็คือศึกษาธิการ ที่ว่าให้สามารถปฏิบัติงานนั้น หมายถึงให้ครูอยู่ในฐานะไม่ยากแค้น มีความสะดวกใจในการเป็นอยู่และสะดวกใจในการปกครอง…
“ข้าราชการชั้นศึกษาธิการเป็นตัวกลไกที่สำคัญที่สุดระหว่างนโยบายส่วนรวมกับราชการในส่วนภูมิภาค ที่จะทำให้การศึกษาของประเทศเป็นปึกแผ่นสำเร็จได้ เมื่อเป็นตัวจักรกลสำคัญที่อยู่ระหว่างกลางเช่นนี้ ศึกษาธิการจึงต้องมีความสามารถในทางวิชาการอย่างยิ่งและจะต้องมีจิตใจเป็นครู คือผู้ให้เป็นอย่างยิ่ง มีจิตใจเป็นผู้ให้นั้นลำบากมาก เพราะจะต้องเสียสละอยู่เสมอ ถ้าไม่เสียสละงานทั้งหมดของประเทศชาติตลอดจนความมั่นคง ความเป็นอยู่ของประเทศชาติก็จะต้องสลายตัวไป ถ้าไม่ได้ทำตัวเป็นผู้ประสานงานไม่ได้ทำหน้าที่ของผู้ประสาน ผู้ที่ให้ความสะดวกแก่ครูผู้ต้องให้ความรู้แก่ศิษย์ ก็จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงทุกด้าน รวมทั้งอาจนับได้ว่าเป็นผู้ทรยศต่อชาติ หมายความว่า เป็นผู้ที่ทำลายชาติ เพราะไม่พยายามที่จะทำให้อนาคตของชาติ คือ นักเรียน ได้มีความรู้เพื่อป้องกันตัวหรือเพื่อที่จะรักษาตัวได้
เป็นการทำลายสามัคคีเป็นส่วนรวม เป็นการทำลายความเป็นปึกแผ่นของประเทศชาติ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ศึกษาธิการจะประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกต้อง…”

