เห่เรือ ที่เข้าใจทั่วกันทุกวันนี้ หมายถึงขับลำนำเป็นทำนองอย่างหนึ่งในกระบวนเรือพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค มีต้นเสียงเห่นำ แล้วมีลูกคู่เห่ตาม เป็นประเพณีประดิษฐ์ที่เพิ่งสร้างใหม่ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์
พบร่องรอยเก่าสุดสมัย ร.4 โดยไม่ให้ความสำคัญนักเมื่อเทียบอย่างอื่นในพระราชพิธีลอยพระประทีป (ลอยกระทง) ว่า
“เรือพระที่นั่งนั้นพายร้องเห่ล่องลงไปตามลำน้ำ” [พระราชพิธีเดือนสิบสอง ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ ร.5]
แต่ไม่มีบอก “ร้องเห่” ว่าร้องอะไร? อย่างไร?
จนสมัย ร.5 จึงพบเห่เรือในงานสร้างสรรค์เพลงดนตรีและละครของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แล้วถือเป็นแบบแผนสืบเนื่องจนปัจจุบัน
เห่เรือเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีขนาดใหญ่โตในปัจจุบัน ถ้ามีจริงในอดีตก็ควรมีเอกสารบันทึกเหมือนเรื่องอื่นๆ แต่กลับไม่พบ
สมัย ร.3 โปรดเล่นลอยกระทง แล้วมีประกวดกระทงเป็นที่ครึกครื้นสนุกสนานใหญ่โต (มีรายละเอียดพรรณนาไว้ในพระราชพงศาวดาร ร.3 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ตอนว่าด้วยพิธีจองเปรียง ลอยกระทง) แต่ไม่บันทึกว่ามีเห่เรือในพิธีทอดกฐินและลอยกระทง
เสมียนมี กวีสมัย ร.3 แต่งนิราศเดือน ก็ไม่มีพูดถึงเห่เรือ เมื่อพรรณนาความตื่นเต้นสนุกสนานพิธีทอดกฐิน เดือน 11 กับลอยกระทง เดือน 12
กาพย์เห่เรือ ไม่ใช้เห่เรือ
มักกล่าวกันทั่วไปว่ากาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้ง และกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานของ ร.2 ใช้เห่เรือพระที่นั่งและเรือผ้าไตรพระกฐิน
แต่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงชี้ว่า “ไม่ใช่เป็นบทที่แต่งสำหรับเห่เรือพระที่นั่ง หรือสำหรับแห่พระกฐิน”
แล้วทรงย้ำว่า “ไม่ปรากฏมีเห่เรือเวลาแห่พยุหยาตราพระกฐินเมื่อในรัชกาลที่ 3”
[คำนำหนังสือ ลิลิตแห่พระกฐินกระบวนพยุหยาตรา พิมพ์แจกในงานศพ พระยาสุนทรสงคราม (ถม ณ มหาชัย) พ.ศ. 2458 อ้างจากหนังสือ ลิลิตกระบวนพยุหยาตรา พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พิมพ์ประกาศพระเกียรติคุณสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ธันวาคม 2539 หน้า 17-25]
[ข้อมูลหลายอย่างเกี่ยวกับเห่เรือ ได้รับความกรุณาช่วยค้นมาให้จาก อ. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง]
ยุคอยุธยา ไม่พบเห่เรือพระที่นั่ง
ยุคอยุธยาไม่พบหลักฐานว่ามีเห่เรือในขบวนเรือพระที่นั่ง ส่วนกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้ง ไม่พบหลักฐานว่ายุคอยุธยาเคยใช้เห่เรือ
ถ้าพิจารณาตามเนื้อหาแล้ว กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งเป็นบทกวีนิพนธ์เชิงสังวาส โดยใช้ฉันทลักษณ์เป็นโคลงสี่และกาพย์ยานี แต่มาสมมุติเรียกภายหลังว่ากาพย์เห่เรือ เพราะเข้าใจไปเองว่าใช้เห่เรือตั้งแต่แผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ ยุคอยุธยา
เห่เรือ เมื่อจอดกลางน้ำ
เห่เรือยุคอยุธยา ถ้าจะมีก็มีในพิธีไล่เรือ หรือไล่น้ำ บริเวณตำบลบางขดาน เพื่ออ้อนวอนวิงวอนร้องขอเจ้าแม่แห่งน้ำบันดาลให้น้ำลดเร็วๆ มีบอกไว้ในโคลงทวาทศมาส
บางขดาน มีเอกสารเก่าระบุว่าอยู่ใต้ขนอนหลวงวัดโปรดสัตว์ (บ้านขนอนหลวง ต. ขนอนหลวง อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา)
เพราะบริเวณนี้เป็น “ดินสะดือ” (ในกำสรวลสมุทรเขียนว่า “จากมามาแกล่ใกล้ บางขดาน”, “ขดานราบคือขดานดือ ดอกไม้”) หมายถึงมีน้ำวนเป็นเกลียวลึกลงไป ถือเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำ เป็นทางลงบาดาลของนาค
ต้องทำพิธีกรรมเห่กล่อมอ้อนวอนวิงวอนร้องขอต่อผี คือนาคที่บันดาลให้มีน้ำ โปรดรับน้ำคืนลงบาดาล จะได้น้ำลดเร็วๆ
โคลงทวาทศมาส ยุคต้นอยุธยา บอกว่า “ดลฤดูสั่งล้ำ ไล่ชล”
ที่ว่า “สั่งล้ำ ไล่ชล” มีนัยยะถึงสถานการณ์เห่กล่อมโดยตรง ขณะเรือจอดอยู่กลางน้ำ ตรงบริเวณที่เรียกดินสะดือ ดังนี้
๏ ชลธีปละปลั่งค้าง ทางสินธุ์
นาเวศนาวาวาง วาดน้ำ
ตกบางขดานดิน สดือแม่
ดลฤดูสั่งล้ำ ไล่ชล ฯ
เห่ หมายถึงทำนองขับลำนำเพื่อวิงวอนร้องขอ หรือทำให้เพลินใจแล้วเคลิบเคลิ้มถึงหลับไปก็ได้
บางทีก็ใช้ควบคู่กับกล่อม เช่น เห่กล่อมพระบรรทมถวายเจ้านายเมื่อจะบรรทม
กล่อม หมายถึงร้องเป็นทำนองเพื่อเล้าโลมใจ เช่น กล่อมเด็ก คือร้องลำนำกล่อมให้เด็กเพลินจนนอนหลับ, กล่อมหอ ขับร้องหรือเล่นดนตรีบนเรือนหอเพื่อให้รื่นเริงในพิธีแต่งงาน ฯลฯ
ในกฎมณเฑียรบาล ยุคต้นอยุธยา ไม่มีกล่าวถึงเห่เรือ แต่ในพิธีพราหมณ์สยาม มีพิธีกล่อมหงส์ เป็นทำนองอย่างหนึ่งเรียกช้าเจ้าหงส์ คือเอาเทวดาลงเปลแล้วไกวพร้อมกล่อมเจ้าหงส์ เป็นต้น

