สถานีคิดเลขที่ 12 : ชีพจรประชาธิปไตย
“จังหวะชีพจรของระบอบประชาธิปไตย” อาจมีได้หลากหลายรูปแบบ
ที่สหราชอาณาจักร บอริส จอห์นสัน เพิ่งแถลงลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมและนายกรัฐมนตรี
หลังต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธาทางการเมืองหลายประการ แม้เขาจะชนะการเลือกตั้งมาอย่างขาดลอยเมื่อปลายปี 2019
ถ้าพิจารณาช่วงเวลาการดำรงตำแหน่งของนายกฯ อังกฤษ ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ถัดจากยุคของ มาร์กาเรต แทตเชอร์, จอห์น เมเจอร์ และ โทนี แบลร์ ที่ครองเก้าอี้นายกฯ 11, 7 และ 10 ปีตามลำดับ ก็มีเพียง เดวิด คาเมรอน เท่านั้น ที่เป็นผู้นำประเทศอยู่ 6 ปี
ขณะที่นายกฯ คนอื่นๆ รวมทั้งจอห์นสัน มีวาระการดำรงตำแหน่งอยู่ที่ประมาณ 3 ปี
ที่ญี่ปุ่น ชินโสะ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรี เพิ่งถูกลอบสังหาร ระหว่างออกปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัครพรรคเสรีประชาธิปไตย ก่อนการเลือกตั้งสภาสูง
หนึ่งในคุณสมบัติโดดเด่นของอาเบะ ก็คือ เขาครองตำแหน่งผู้นำประเทศอยู่ยาวนานมาก (1+8 ปี) และยังมีอิทธิพลทางการเมืองถึงปัจจุบัน
ผิดกับนายกรัฐมนตรีส่วนใหญ่นับแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ที่มักดำรงตำแหน่งอยู่ได้แค่ 1-2 ปี
แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าเหตุผลจริงๆ ของการลอบสังหารอาเบะคืออะไร ทว่า มีความเป็นไปได้สูง ว่าด้านหนึ่ง เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นปฏิกิริยาอันสั่งสมมาจากความรู้สึกอึดอัด ที่ผู้นำทางการเมืองคนหนึ่งหรือคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งครองอำนาจมานานเกินไป
ข้ามไปที่ศรีลังกา ประธานาธิบดี โคฐานภยะ ราชปักษะ และนายกรัฐมนตรี รานิล วิกรมสิงเห ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง
หลังประชาชนจำนวนมากบุกเข้าไปยึดทำเนียบประธานาธิบดีและเผาบ้านนายกฯ เพราะไม่พอใจที่ประเทศต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจขั้นเลวร้ายที่สุด
เรื่องเหล่านี้บอกอะไรบ้าง?
ประการแรก หลายคนมักเชื่อ (หรือเคยเชื่อ) ว่า หนึ่งในมาตรวัดที่จะบ่งชี้ว่าระบอบประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งมั่นคงหรือไม่ คือ การมีรัฐบาลเลือกตั้งที่ได้ทำงานอย่างต่อเนื่องยาวนาน
แต่หลายกรณีร่วมสมัยกลับบอกเราว่า บางครั้ง ระบอบประชาธิปไตยของหลายประเทศก็ไม่ได้ต้องการผู้นำที่อยู่ในอำนาจหลายปี-หลายสมัย หากการเปลี่ยนตัวผู้นำต้องเกิดขึ้นอย่างถี่ๆ (ตามวิถีทางปกติ)
อาการดังกล่าวอาจมิใช่ปัญหาของระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นจังหวะการตอบสนองต่อความผันผวนทางสังคมที่มีพลวัตสูงขึ้น
มิหนำซ้ำ การมีผู้นำหรือคณะผู้นำที่อยู่ในอำนาจอย่างผูกขาดต่างหาก ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาเลวร้ายรุนแรงอื่นๆ
ประการที่สอง แม้ระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง ยังเป็นทางเลือกทางการเมืองการปกครองที่ดีกว่าทางเลือกอื่น แต่มีความเป็นไปได้เช่นกันที่พลเมืองจำนวนไม่น้อยอาจกำลังจินตนาการถึงวิธีการแก้ปัญหาแบบอื่นๆ
ตั้งแต่การออกมาชุมนุมประท้วงขับไล่ผู้นำประเทศ ซึ่งเป็นการรณรงค์เคลื่อนไหวที่ไม่ได้แปลกแยกจากแนวคิดประชาธิปไตย ไปจนถึงกรณีโศกนาฏกรรมล่าสุดในญี่ปุ่น ที่อยู่เหนือการคาดหมายของผู้คนส่วนใหญ่
ในบ้านเรา ดูเหมือนยังมีคนใหญ่คนโตหยิบมือหนึ่ง ซึ่งเชื่อมั่นว่าผู้นำในระบอบ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ควรได้ครองอำนาจไปยาวๆ
แม้จะต้องแลกมากับการดัดแปลง-ตัดต่อสายพันธุ์กฎกติกาทางการเมืองอย่างน่าเกลียดเพียงใด และต้องสูญเสียศรัทธามหาชนไปมากเพียงไหนก็ตาม
ปัญหาที่ต้องคิดต่อ ก็คือ สังคมไทยกำลังต้องการ “จังหวะชีพจรประชาธิปไตย” แบบใดกันแน่?
สิ่งที่เราพอสัมผัสได้ คือ ประชาชนจำนวนมากรู้สึกอึดอัดกับผู้นำปัจจุบันที่ครองอำนาจมาแล้ว 8 ปี จนต้องปลดปล่อยความรู้สึกข้างต้นผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การก่อตัวของม็อบคนรุ่นใหม่ และการเทคะแนนเลือก “ชัชชาติ” เป็นผู้ว่าฯ กทม.
ยังไม่มีใครแน่ใจว่า ความอึดอัดทำนองนี้จะไป “สุกงอม” เอาตรงจุดไหน?
และการปะทะชนกันระหว่าง “ความปรารถนาจะยื้ออำนาจไปนานๆ” กับ “ความต้องการความเปลี่ยนแปลงที่เร็วและแรงขึ้น” จะนำประเทศไปสู่สภาวะใด?
ปราปต์ บุนปาน

