มีโอกาสได้มาอบรมและดูงานที่มหานครเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ในโครงการ “ส่งเสริมประชาธิปไตย และเอาชนะพวกต่อต้านประชาธิปไตย” ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิ Friedrich Naumann ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ให้ความสนใจในเรื่องของการส่งเสริมเสรีภาพ และประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม
โครงการนี้คัดเลือกและเชิญนักวิชาการหลายท่านนักข่าวรุ่นใหม่ๆ จากหลากหลายสำนัก และนักกิจกรรมทางสังคมดิจิทัล มารับฟังและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับองค์กร สื่อ นักวิชาการ และนักการเมืองหลากหลายพรรค ที่ทำงานด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย และส่งเสริมเสรีภาพ รวมทั้งเข้าใจเรื่องราวของกระแสต่อต้านประชาธิปไตยในโลกประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและตั้งมั่นแล้วอย่างเยอรมนี
มูลนิธิ Friedrich Naumann แม้จะเป็นมูลนิธิที่มีความแนบแน่นกับพรรคเสรีนิยม หรือประชาธิปไตยเสรี (FDP) ซึ่งเป็นพรรคขนาดกลางในเยอรมนี แต่ก็เปิดกว้างในทางความคิดสมชื่อพรรค เพราะเขาพาไปรับรู้เรื่องราวและแลกเปลี่ยนความเห็นกับสื่อและนักวิชาการที่ไม่ได้มีจุดยืนไปทางพรรคของเขาเท่านั้น ยังรวมไปถึงการพาไปพบกับสื่อที่มีจุดยืนโน้มเอียงไปทางด้านซ้ายกว่าพวกเขา หรืออนุรักษนิยมกว่าพวกเขา องค์กรต่างๆ และนักวิชาการที่ส่งเสริมประชาธิปไตยหลายเฉดสี และสร้างโอกาสให้เราได้พบกับนักการเมืองของเยอรมันจากหลากหลายพรรค นอกเหนือจากเสรีนิยม เช่น คริสเตียนประชาธิปไตย (CDU) สังคมประชาธิปไตย (SPD) และพรรคกรีน
คนไทยหลายคนคงตกใจว่าพรรคการเมืองของเยอรมันนั้นมีมูลนิธิที่ประกาศตัวว่ามีแนวทางไปในทางเดียวกับพรรคได้ด้วยเหรอ คำตอบคือได้ และเป็นที่รับรู้กันทั่ว อีกทั้งยังได้รับการรับรองและสนับสนุนการเงินจากรัฐบาลอีกด้วย เพราะนี่คืออีกเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยของเยอรมันมีความเข้มแข็ง ด้วยว่าหลังจากที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน จากดินแดนที่หลากหลายมารวมตัวกันเป็นอาณาจักร ต่อมาเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ พลิกมาเป็นสาธารณรัฐที่มีประชาธิปไตยอ่อนแอจนเผด็จการอย่างฮิตเลอร์นั้นขึ้นสู่อำนาจและสถาปนาระบอบการเมืองและการทหารที่สร้างความเสียหายให้กับทั้งประเทศและโลก มาจนถึงการแบ่งแยกประเทศออกจากกันเป็นสองขั้วอุดมการณ์ (เยอรมันตะวันตกและตะวันออก) ไล่เรียงมาจนถึงการรวมชาติ ผู้คนในสังคมเยอรมันยอมรับเรื่องหนึ่งตรงกันว่า ประเทศของเขานั้นหากต้องการจะมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งพวกเขาจะต้องมีนักประชาธิปไตยด้วย
และหนึ่งในส่วนสำคัญที่จะทำให้ประชาธิปไตยนั้นเข้มแข็งได้ ก็จะต้องมีการส่งเสริมการศึกษาทางการเมือง (political education) ให้กับพลเมืองของเขาให้เข้าใจคุณค่าของประชาธิปไตยและการเมืองแบบประชาธิปไตย รวมทั้งคุณค่าอื่นๆ ที่ควบคู่และสัมพันธ์กับประชาธิปไตย ซึ่งก็คือเฉดของอุดมการณ์ต่างๆ ที่เสริมแรงไปกับประชาธิปไตย หรืออาจจะกล่าวได้ว่าทำให้ประชาธิปไตยมันเกาะเกี่ยวไปกับแนวคิดแนวทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมด้วย เช่น เสรีนิยม อนุรักษนิยม สังคมนิยม หรือส่งเสริมการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายถึงไม่ได้ให้ความสำคัญแต่กับเรื่องสวัสดิการและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสนใจไปถึงการสร้างความยั่งยืนกับสิ่งแวดล้อมซึ่งจะมีผลกลับมาในเรื่องการใช้ชีวิต และเศรษฐกิจด้วย
เรื่องเหล่านี้คือเรื่องที่เราไม่ค่อยจะสนใจมากนักในการทำความเข้าใจการเมืองการปกครองของเยอรมนี แต่ไปใส่ใจแต่เรื่องของการนำเข้าระบบการเลือกตั้ง และสถาบันทางการเมืองแบบศาลรัฐธรรมนูญ ในความหมายที่ว่าระบบการเมืองของเยอรมันนั้นถูกออกแบบมาอย่างแสนวิเศษ และสามารถจัดการเผด็จการอย่างฮิตเลอร์ได้ และสร้างความเป็นธรรมทางการเมืองสูงสุดผ่านระบบการนับคะแนนการเลือกตั้ง
ทั้งที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าการนำเข้าบรรดา “ฮาร์ดแวร์” ทางการเมืองเหล่านี้เข้ามาในสังคมไทยนั้น เป็นการนำเข้าที่ไม่ได้เข้าใจหรือนำเข้าเอา “ซอฟต์แวร์” ทางการเมืองประชาธิปไตยเข้ามาร่วมด้วยเลย จนในบางครั้งเราก็พอจะเห็นว่า เมื่อองค์กรที่ชี้เป็นชี้ตายทางชีวิตการเมืองของผู้คนนั้นเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง หรือเมื่อระบบการเลือกตั้งที่มีเค้าร่างจากเยอรมันถูกนำเข้ามาใช้ในสังคมไทย เราก็จะพบความ “อิหยังวะ” กับการให้เหตุผลในคำตัดสิน และผลจากระบบการนับคะแนนที่ผ่านๆ มา (และอาจจะเกิดต่อไปอีก)
และเราก็เห็นกันชัดๆ ว่าความพยายามนำเข้าระบบการนับคะแนนเลือกตั้งแบบเยอรมัน หรืออ้างว่าทำได้ดีกว่าเยอรมัน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพียงพวกที่พร้อมจะสรรหาระบบการเมืองอะไรก็ได้มารองรับอำนาจเผด็จการในรูปแบบใหม่ในการคานอำนาจเสียงข้างมากของรัฐสภา โดยการจัดการกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมทางการเมืองผ่านการเลือกตั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือพรรคใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง หรือพูดง่ายๆ ว่า พยายามเปลี่ยนกติกาให้ฝ่ายศัตรูเสียเปรียบและฝ่ายตัวเองได้เปรียบมาตลอด และทุกครั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้ามก็จะมาด้วยวิถีทางนอกประชาธิปไตย เช่น รัฐประหารและการแต่งตั้งพรรคพวกที่แนวทางทางการเมืองไปในทางเดียวกับพวกตัวเอง
ในอีกด้านหนึ่งสิ่งที่ต้องไม่รีบด่วนสรุปว่าการเมืองประชาธิปไตย หรือประชาธิปไตยเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของชาวเยอรมันอย่างช้านาน ในความหมายที่มองว่าชาวเยอรมันนั้นเกิดมาก็มีดีเอ็นเอประชาธิปไตยอยู่ในหัวของเขา ดังที่ผมกล่าวแล้วว่าประเทศเขาผ่านอะไรมาเยอะ ทั้งเผด็จการอำนาจนิยม ความสุดโต่งทั้งขวาและซ้าย ดังนั้น การที่ความสุดโต่งของเยอรมันขายไม่ได้ในวันนี้ โดยวัดจากการที่พรรคขวาสุดและซ้ายสุดนั้นไม่ได้รับความนิยมเป็นหลัก และไม่มีโอกาสในการร่วมรัฐบาลนั้น ส่วนหนึ่งก็พิสูจน์ว่าต้องเดินมาอย่างยาวนาน และประชาธิปไตยของเยอรมันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องมีการทำงานหนักในหลายด้านให้ส่วนที่ดีในวันนี้ดำรงอยู่ และวัฒนธรรมโดยเฉพาะวัฒนธรรมทางการเมืองของเยอรมันนั้นเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อวัฒนธรรมทางการเมืองซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ทางการเมืองตัวหนึ่งที่สำคัญก็ต้องพยายามเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองในฝั่งตะวันตก และโดยเฉพาะเมื่อรวมประเทศแล้ว สิ่งที่เขาให้ความสำคัญยิ่งก็คือ การมองว่าประชาธิปไตยนั้นมันจะเป็นกติกาสำคัญทางการเมืองในประเทศที่โอบรับความหลากหลายได้อย่างไร และนอกจากประชาธิปไตยแล้วยังต้องมีคุณค่าอื่นๆ อะไรที่จะทำให้ประชาธิปไตยมันยั่งยืน
ที่สำคัญที่สุดก็คือจะปกป้องประชาธิปไตยไว้ได้อย่างไร และการปกป้องประชาธิปไตยนี้เองที่เรามองว่ามาจากระบบศาลรัฐธรรมนูญและระบบเลือกตั้ง และระบบวัฒนธรรมทางเมืองในอดีตไกลโพ้นของเยอรมันไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเรื่อง
ความจริงแล้วยังมีส่วนสำคัญก็คือ การให้การศึกษาทางการเมืองและการส่งเสริมกิจกรรมทางการเมืองด้วย อธิบายเพิ่มเติมได้ว่า นอกจากเรื่องศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นตัวชี้ขาดและคัดง้างกับมติมหาชนที่อาจจะถูกชักนำไปในทางที่ละเมิดหลักการเสรีนิยมพื้นฐานที่สุดคือสิทธิมนุษยชน และระบบเลือกตั้งที่พยายามแสวงหาความเป็นตัวแทนแล้ว (อย่าลืมว่าการเลือกตั้งของเยอรมันมีสองสภา คือสภาที่มาจากระบบเลือกตั้งที่ซับซ้อน และสภาที่เป็นมาจากตัวแทนของรัฐบาลในระดับมลรัฐด้วย ไม่ใช่มาจากการแต่งตั้ง) เราจะพบความเข้มข้นของกิจกรรมทางการเมืองจากมูลนิธิและองค์กรต่างๆ ทั้งที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐด้วยภาษีของประชาชน (ไม่ใช่จากรัฐบาล และรัฐบาลไม่เข้าไปยุ่ง) และการแข่งขันกันของพรรคการเมืองต่างๆ ในสนามการเลือกตั้ง
มาเริ่มที่พรรคการเมืองก่อน พรรคการเมืองของเยอรมนีนั้นเป็นตัวสะท้อนความหลากหลายทางอุดมการณ์ทางการเมือง และสะท้อนเฉดของประชาธิปไตยว่าจะเน้นคุณค่าอะไรมากกว่ากัน เช่น ประชาธิปไตยแบบอนุรักษนิยม เน้นความค่อยเป็นไปในการเปลี่ยนแปลง ประชาธิปไตยแบบสังคมเน้นความเท่าเทียมโดยเฉพาะสวัสดิการ ประชาธิปไตยเสรีนิยมเน้นเสรีภาพและการสนับสนุนเศรษฐกิจแบบตลาด ประชาธิปไตยแบบเน้นสิ่งแวดล้อม เน้นความเป็นธรรมและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ซึ่งถูกจริตฝ่ายซ้ายรุ่นใหม่ๆ ของเยอรมนีในวันนี้มากกว่า เพราะไม่ได้เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจบนอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งมักขูดรีด ผูกขาด และทำลายชีวิตและธรรมชาติ และละเลยการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ ส่วนพวกซ้ายสุดโต่งที่จะพลิกกลับไปเป็นคอมมิวนิสต์ และพวกขวาจัดที่เน้นความยิ่งใหญ่ของเชื้อชาติเยอรมัน ต่อต้านการรับผู้อพยพมาเป็นพลเมือง (ในเยอรมันพวกขวาสุดโต่งพวกนี้ถูกเรียกว่าประชานิยม ซึ่งในบ้านเราอาจจะมีประสบการณ์และความเข้าใจในเรื่องประชานิยมต่างกันออกไป)
พัฒนาการทางประวัติศาสตร์การเมืองเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่สองและการรวมประเทศเมื่อสามสิบปีที่ผ่านมา สร้างเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งคือการต่อต้านความสุดโต่งทางอุดมการณ์ซ้ายขวา เพราะผ่านมาทั้งฟาสซิสต์ และคอมมิวนิสต์ และทั้งสองอย่างก็สร้างความเสียหายกับประเทศมาทั้งคู่ ดังนั้นสิ่งสำคัญในด้านหนึ่งก็คือยินยอมให้มีเสรีภาพทางอุดมการณ์ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องมาเล่นกันในกติกาเลือกตั้ง ผ่านการแสดงออกด้วยการมีพรรคการเมืองที่หลากหลาย
ในอีกด้านหนึ่งเมื่อมีโครงสร้างสถาบันที่เป็นทางการ เช่น รัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง และการห้ามมีพรรคการเมืองที่ละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างโจ่งแจ้ง ในอีกด้านหนึ่งก็ใช้งบประมาณของประเทศ/รัฐในการส่เสริมมูลนิธิ ประชาสังคมอื่นๆ และการเปิดกว้างของสื่อ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ในการจับตาตรวจสอบนักการเมือง และกิจกรรมทางการเมืองหลากหลายรูปแบบ
เงื่อนไขความไม่สุดโต่งนั้นยังรวมไปถึงการวางอยู่บนความเป็นจริงทางการเมืองที่ว่าไม่มีพรรคไหนเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาด การเป็นรัฐบาลผสมจึงเป็นความเป็นจริงทางการเมืองของเยอรมนี ซึ่งส่งเสริมให้คนยอมรับความหลากหลาย และต้องร่วมมือกัน
จึงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกประหลาดที่คนเยอรมันจะถูกจับใส่กล่อง หรือยินยอมอยู่ในกล่องทางอุดมการณ์ว่าพวกเขาเป็นเฉดไหนของประชาธิปไตย ซึ่งมีความหมายทั้งส่วนของการให้คุณค่าบางอย่างภายใต้สังคมประชาธิปไตย และยอมให้คนอื่นมาแข่งด้วยในสนามเลือกตั้ง เพื่อแสดงออกถึงเฉดของประชาธิปไตย และทางเลือกเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม และเมื่อผลการเลือกตั้งเสร็จสิ้น พรรคต่างๆ ก็จะเปิดการเจรจาและทำข้อตกลงกันว่าจะจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร จะยกกระทรวงไหนให้พรรคไหน และนโยบายอะไรที่พอจะประนีประนอมกันได้
รากฐานของความเป็นจริงข้อนี้ ทำให้ความสุดโต่งเกิดขึ้นได้ยากและพวกสุดโต่งก็มีที่ยืนน้อย จะมาวิจารณ์คนอื่นเพื่อความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมืองของตัวเองก็ไม่ได้
หลายวงที่ได้มีโอกาสรับฟังทั้งวงวิชาการ วงสื่อทั้งใหม่และเก่า พรรคการเมือง และประชาสังคมไม่ได้อธิบายแค่ว่าการเมืองของเยอรมันคือประชาธิปไตย แต่อธิบายเพิ่มเสมอว่าการเมืองของเยอรมันนีคือการสร้างบทสนทนาสาธารณะ ที่มาถกแถลงกัน เพื่อหาจุดลงตัวที่พอจะยอมกันได้ การประนีประนอมคือการเปิดกว้างในการพูดคุย โน้มน้าว และหาข้อตกลง การอ้างอิงเหตุผลจึงเป็นเรื่องสำคัญ และการประนีประนอมก็ตั้งอยู่บนหลักของความเป็นไปได้ โดยจะต้องพยายามวางกรอบให้ได้ว่าเรื่องที่จะนำมาคุยกันนั้นสามารถคิดต่างกันได้ และร่วมมือกันได้ ไม่ใช่มาถกเถียงกันเรื่องจะยอมให้พระอาทิตย์ขึ้นทางไหนดี
แม้ว่าโดยพื้นฐานพวกเขาจะเชื่อว่าการถกเถียงกันนั้นคือเรื่องของการวางเส้นให้ถูกก่อนว่า อะไรคือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และอะไรคือเรื่องของคุณค่า ดังนั้นเรื่องไหนที่พิสูจน์ได้ก็ต้องยอมกันไป ส่วนอะไรที่เป็นเรื่องของคุณค่าก็ยอมรับกันไปว่าความแตกต่างนั้นมันมี แต่สำนักคิดที่ซับซ้อนกว่านั้นก็พยายามจะหาเหตุหาผลในการสนทนาถกแถลง เพื่อให้เกิดระบบเหตุผลใหม่จากการสื่อสารซึ่งกันและกันให้ได้ ลดทอนความไม่เข้าใจกันมากขึ้น ไม่ใช่เถียงกันเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ หรือต่อสู้เพื่อครอบงำอีกฝ่ายหนึ่ง
พรรคการเมืองของเยอรมันที่ครองอำนาจจึงเป็นพรรคที่กระจุกตัวอยู่ตรงกลางๆ แต่เป็นกลางซ้าย กลางขวา แล้วก็ขยับไปซ้ายหน่อย ขวานิด ไล่คู่ไปจาก คู่กลางน่าจะหมายถึงสังคมประชาธิปไตย (กลางซ้าย) กับประชาธิปไตยคริสเตียน (กลางขวาหรืออนุรักษนิยม แต่เป็นอนุรักษนิยมที่ให้เสรีภาพและยอมรับกติกาประชาธิปไตย) และคู่ย่อยคือสิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมยั่งยืน (กรีน) กับเสรีนิยม (คือเป็นกลางขวาแต่ไม่อนุรักษ์) พรรคซ้ายและพรรคขวา (จัด หรือพรรคทางเลือก) อยู่คนละมุม พรรคซ้ายจัดและขวาจัดมีเสียงไม่เกินร้อยละสิบ และไม่มีโอกาสร่วมรัฐบาลง่ายๆ การจัดตั้งรัฐบาลในเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่สองมักจะเป็นเรื่องของพรรคใหญ่ อย่างประชาธิปไตยคริสเตียน และประชาธิปไตยสังคม เป็นแกนหลัก แล้วพ่วงพรรคเล็กอย่างกรีน หรือเสรีนิยม มาเป็นพรรคร่วม สลับกันไปเรื่อยๆ แต่ผลการเลือกตั้งล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลปัจจุบันเป็นการรวมตัวกันของสามพรรค คือ ประชาธิปไตยสังคม กรีน และเสรีนิยม ทั้งนี้ เพราะทั้งประชาธิปไตยสังคม และประชาธิปไตยคริสเตียนนั้นต่างได้คะแนนลดลง
หัวใจสำคัญของการปกป้องประชาธิปไตยอีกส่วนหนึ่งอยู่ที่การไม่สร้างบรรยากาศให้เกิดความสุดโต่ง นอกจากการไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนระบอบด้วยการใช้ความรุนแรง และการสร้างความเกลียดชังแล้ว รัฐและรัฐบาลเยอรมันยังให้ความสำคัญกับการจับตาเฝ้าระวังการกลับมาของลัทธินาซี มีการให้การสนับสนุนหน่วยงานประชาสังคมทำการตรวจสอบ รายงาน และจัดกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละแคว้น เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน และรายงานกับรัฐบาลถึงสถานการณ์ของความสุดโต่งที่เกิดขึ้น
เสรีภาพสื่อนั้นก็เป็นเรื่องใหญ่ในสังคมเยอรมัน แต่เสรีภาพสื่อมันไม่ได้อยู่ลอยๆ มันอยู่บนความเข้าใจสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพทางการเมือง รวมทั้งฉันทามติเรื่องประชาธิปไตย ไม่ใช่สื่อคือผู้ผูกขาดความถูกต้อง ตัวรัฐบาลเองไม่มีสื่อของตัวเองในประเทศ สื่อมีความหลากหลาย บางสื่อนั้นอยู่บนเงินบริจาคก้อนเล็กก้อนน้อยของประชาชน และที่น่าตกใจคือสื่อที่ก้าวหน้าเองก็ยังได้รับบริจาค และกำลังใจจากสื่ออาวุโสในสื่อหลักทุนมากที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอนุรักษนิยมด้วยซ้ำ ความหมายของเรื่องราวจากการบอกเล่าของทั้งสองฝ่ายก็คือ พวกเขาอยู่ในวงการเดียวกัน บางเรื่องอาจจะไม่ได้ลงในสื่อใหญ่หรือมีท่าทีแบบนั้นได้ แต่เขาก็ยอมรับความหลากหลายและส่งเสริมกันเอง
จากที่มีโอกาสได้พูดคุยกับหลายๆ กลุ่มที่นี่ เรื่องสำคัญในการเมืองเยอรมันในวันนี้คงจะมีอยู่สามสี่เรื่อง
เรื่องแรกคือเรื่องของฉันทามติในกลุ่มการเมืองแบบกลางๆ ของประชาธิปไตยในการเฝ้าระวังพวกสุดโต่ง โดยเฉพาะพวกขวาประชานิยม ที่มาในนามของชาตินิยมเหยียดเชื้อชาติ และทำงานบนวาทกรรมของการปลดปล่อยสังคมเยอรมันจากความเลวร้ายต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการต่อต้านความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการเปิดกว้างต่อการเคลื่อนที่ของประชากร และกระบวนการสร้างพลเมืองจากความหลากหลายผ่านการเปิดให้มีคนอพยพเข้ามาในประเทศ
ข้อมูลที่พบก็คือสื่อใหม่ต่างๆ นั้นไม่ได้มีคุณค่าของประชาธิปไตยในตัวเอง เพราะฝ่ายต้านประชาธิปไตยก็อาศัยสื่อนี้ในการแพร่กระจายความคิดได้เช่นกัน และอาศัยเสรีภาพในการทำลายเสรีภาพ อาศัยช่องทางประชาธิปไตยสร้างความรุนแรงและความโกรธแค้นมาขับเคลื่อนสังคมได้
ยิ่งในกรณีของพื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง อาทิ ฝั่งตะวันออกของประเทศที่เคยผ่านสังคมคอมมิวนิสต์มาก่อน พวกขวาประชานิยมก็ทำงานได้มากหน่อย คนหนุ่มสาวก็สมาทานไม่น้อย
เรื่องที่สองก็คือประเด็นเรื่องของความขัดแย้งของยูเครนกับรัสเซียนี่คือเข้ามาเสริมเรื่องราวของพวกต้านประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดี เพราะพวกนี้สมาทานคำอธิบายของรัสเซียและเชื่อในเรื่องราวการสมคบคิดของมหาอำนาจในการครอบงำประเทศ และเชื่อว่ารัสเซียนั้นกระทำทุกอย่างไปตามแรงกดดันที่ชาติตะวันตกต้องการจัดการรัสเซียและประเทศอื่นๆ ให้สยบยอมภายใต้รัสเซีย เรื่องนี้ทำให้ฝ่ายขวาประชานิยมใช้เป็นเงื่อนไขในการรณรงค์แสวงหาความนิยมทางการเมือง และโจมตีรัฐบาลและพรรคกลางๆ ทั้งหลายที่ลงไปสนับสนุนยูเครนอย่างเต็มตัวและเข้มข้น
เรื่องที่สามคือการเติบโตของแนวคิดรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม ในหมู่คนรุ่นใหม่ ทำให้พรรคกรีนเติบโต และเข้าร่วมรัฐบาลบ่อยขึ้น การรักษ์โลกของที่นี่ไม่ใช่โลกสวย แต่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานและอุตสาหกรรมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และทำให้เนื้อหาการประท้วงของคนรุ่นใหม่เต็มไปด้วยข้อเรียกร้องที่ท้าทายนโยบายอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก และการประท้วงก็สร้างการเผชิญหน้าของรัฐกับผู้ประท้วงมากขึ้นเรื่อยๆ
เรื่องสุดท้าย สถานการณ์พลังงานและเศรษฐกิจของเยอรมันนั้นก็ไม่ได้จะหาทางออกได้ง่ายๆ แม้รัฐบาลจะซื้้อเวลาโดยการออกตั๋วเดินทางแบบเป็นเดือนให้คนใช้ได้ในราคาถูกมาก คือ ไม่เกินสี่ร้อยบาท นั่งรถเมล์ รถราง รถไฟ และรถไฟใต้ดินได้ ด้วยฐานคิดว่าจะไม่ช่วยแต่รถยนต์ต้องช่วยคนทั่วไปด้วย แต่ในอีกด้านหนึ่งในระยะยาวนับจากสามเดือนนี้ พวกเขาจะอยู่อย่างไรจากวิกฤตของยูเครนรัสเซีย เขาจะต้องกลับไปใช้ถ่านหินเพิ่มจากน้ำมันไหม และจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมแค่ไหน พรรคกรีนที่ร่วมรัฐบาลจะมีท่าทีอย่างไรในเรื่องนี้
เก็บมาฝากจากเยอรมันเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงวิกฤตของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้ครับ

