หากพูดถึง “ดัชนีราคาผู้บริโภค” (Consumer Price Index : CPI) หลายคนคงไม่คุ้นหู แต่จะคุ้นชินกับคำว่า “เงินเฟ้อ” (Inflation) มากกว่า
ทั้งนี้ CPI เป็นเครื่องมือในตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกสินค้าและบริการต่างๆ ในแต่ละเดือน เทียบกับปีฐาน (ปี 2562) ที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 100
เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ดัชนีราคาผู้บริโภคอยู่ที่ 107.58 เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2565 สูงขึ้น 1.4% หากเทียบกับเดือนมิถุนายน 2564 สูงขึ้นถึง 7.66% และเฉลี่ย 6 เดือนแรกปี 2565 สูงขึ้น 5.61% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นั่นคือ “เงินเฟ้อ”
เงินเฟ้อที่สูงขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าและบริการต่างๆ ในตะกร้าหรือหมวดต่างๆ ที่นำมาคำนวณ CPI ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม และค่าไฟฟ้า ซึ่งมีสัดส่วนมากถึง 61.83%
นอกจากนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภค เมื่อเดือนมิถุนายน 2564 อยู่ระดับต่ำคือที่ 99.93 หรือสูงขึ้น 1.25% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2563 หมายความว่าปีที่แล้วฐานต่ำ ทำให้เงินเฟ้อปีนี้จึงสูงขึ้นมาก
อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่ขยับขึ้น จากราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้นนั้น ไม่ได้มาจากอุปสงค์ หรือกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น แต่มาจากอุปทานหรือการผลิต ที่ต้นทุนสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงาน และวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศราคาแพงขึ้น ทั้งเหตุจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาก ยิ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น
ขณะที่ความต้องการหรือกำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแรง ด้วยเพราะเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นจากพิษโควิด หลายธุรกิจโดยเฉพาะที่เกี่ยวโยงกับการท่องเที่ยว เพิ่งจะเริ่มลืมตากลับมาเปิดบริการอีกครั้ง หลังหยุดยาวกว่า 2 ปี
เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้นจากซัพพลาย ไม่ใช่จากดีมานด์ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่มีรายได้คงที่ แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น เพราะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าของเงินลดน้อยลง จากเงิน 100 บาท เคยซื้อสินค้าได้ 1 ชิ้น ก็ต้องเพิ่มเป็น 107 บาท หากเป็นผู้มีรายได้น้อยก็จะย่ำแย่สาหัสหนักยิ่งกว่า
ทั้งนี้ “เงินเฟ้อ” เปรียบเหมือนปรอทวัดไข้เศรษฐกิจ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นำมากำหนดกรอบเงินเฟ้อเป้าหมายไว้ เพื่อจะใช้เครื่องมือทางการเงินคือดอกเบี้ย คอยดูแลรักษาสมดุล ไม่ให้กระทบกับเศรษฐกิจโดยรวม
ปีนี้แบงก์ชาติกำหนดกรอบเงินเฟ้อเป้าหมายไว้ที่ 1-3% ไม่ใช่เงินเฟ้อทั่วไป แต่เป็น “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (Core Inflation) ที่หักสินค้าในหมวดอาหารสดและพลังงานออก เนื่องจากเป็นหมวดที่ราคาเคลื่อนไหวขึ้นลงตามฤดูกาล ซึ่งเดือนมิถุนายนเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.51%
หากเงินเฟ้อสูงที่มาจากความต้องการหรือกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นมาก นั่นหมายความว่าเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป กนง.ก็จะขยับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไป เพื่อเบรกไม่ให้เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ที่อาจจะแตกแล้วทำให้เศรษฐกิจพังได้
นอกจากนี้ หากไทยยังคงดอกเบี้ยต่ำเกินไป ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 0.5% นานกว่า 2 ปีแล้ว ขณะที่ประเทศต่างๆ ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยกันแล้ว ก็จะทำให้เงินทุนไหลออกไปนอกประเทศมากขึ้น ก็จะส่งผลอีกด้านกับเศรษฐกิจของประเทศ
แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เพราะเงินเฟ้อสูงขึ้นจากซัพพลาย ไม่ใช่ดีมานด์
การขึ้นดอกเบี้ย อาจทำให้คนมีเงินฝากยิ้มได้บ้าง แต่จะมีสักที่คน เมื่อเทียบกับคนที่มีภาระเงินกู้ทั้งบ้าน รถ และสินเชื่อต่างๆ ที่จะต้องมีหนี้สินเพิ่มขึ้นโดยปริยาย ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งซ้ำเติมให้ลำบากยากเข็ญกว่าเดิม
ดังนั้น แบงก์ชาติ และ กนง.ต้องวินิจฉัยให้ดีว่าปรอทที่วัดเงินเฟ้อสูงขึ้นนั้น ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจเป็นไข้จากเชื้ออะไรบ้าง ต้องจ่ายยาดอกเบี้ยหรือไม่ อย่างไร และกี่โดส เพื่อดูแลประชาชนส่วนใหญ่และรักษาสมดุลเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางมรสุมทั้งภายในและต่างประเทศที่ยังรุนแรงต่อเนื่อง
สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม

