ประเทศศรีลังกามีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ ดังนั้น 13 กรกฎาคม 2565 ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชาจึงเป็นวันที่มีความสำคัญในทางศาสนา แต่ 13 กรกฎาคมปีนี้ กลับเป็นวันสำคัญทางการเมือง เพราะเป็น “วันแห่งชัยชนะของประชาชน” ในการโค่นล้มระบอบการปกครองของตระกูลราชปักษะที่เข้าควบคุมการเมืองของประเทศมานาน จนเป็นเหมือนตระกูลที่ผูกขาดการเมืองศรีลังกา หรือเป็นดังราชวงศ์ใหม่ที่ปกครองประเทศมาราวเกือบสองทศวรรษ
ในปี 2547 นายมหินทา ราชปักษะ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาในปี 2548 เขาขึ้นเป็นประธานาธิบดี และเป็นถึงสองสมัย (2548-2558) พร้อมกับการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองของบรรดาเครือญาติในตำแหน่งต่างๆ ในรัฐบาล โดยเฉพาะนายโกตาบายา ที่ดำรงตำแหน่งในกระทรวงกลาโหม และเป็นประธานาธิบดีในเวลาต่อมา ส่วนนายมหินทา ย้อนมาเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การเมืองศรีลังกากลายเป็น “กิจกรรมผูกขาดของตระกูลราชปักษะ” การเมืองเช่นนี้มักนำไปสู่การคอร์รัปชั่นขนาดใหญ่ และการใช้อำนาจแบบฉ้อฉลในด้านต่างๆ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ดังนั้น แม้พวกเขาจะเคยเป็นวีรบุรุษในสงครามกลางเมือง ที่สามารถยุติสงครามกับฝ่ายทมิฬได้ในปี 2552 แต่การครองอำนาจอย่างยาวนาน จนระบบตรวจสอบไม่สามารถทำงานได้ ผนวกเข้ากับการคอร์รัปชั่นอย่างมากของคนในตระกูล และการบริหารงานทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินจำนวนมากจากต่างประเทศ การใช้นโยบายประชานิยมด้วยการลดภาษี ตลอดรวมถึงการลงทุนเงินกู้จากจีนในโครงการขนาดใหญ่เพื่อสร้างท่าเรือ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์โดยตรงกับประเทศ ในที่สุด สิ่งเหล่านี้นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ
อีกทั้งผลของนโยบายที่ผิดพลาด เมื่อถูกถาโถมด้วยวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตสงครามยูเครนแล้ว ก็ยิ่งทำให้วิกฤตเศรษฐกิจของศรีลังกามีความรุนแรงมากขึ้น และประชาชนเริ่มทนไม่ได้กับการดำรงอำนาจทางการเมืองของตระกูลราชปักษะ จนนำไปสู่การประท้วงใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศ

ในที่สุดแล้ว การลุกขึ้นสู้ของประชาชนชาวศรีลังกาจบลงด้วยชัยชนะ และผู้นำเผด็จการแห่งตระกูลราชปักษะที่คุมอำนาจอย่างยาวนานต้องยุติบทบาทลง ด้วยการเดินทางออกนอกประเทศในวันที่ 13 กรกฎาคม จนต้องขอเรียกด้วยสำนวนทางรัฐศาสตร์ว่าเป็น “ศรีลังกาสปริง” หรือเป็น “ฤดูใบไม้ผลิ” ในศรีลังกานั่นเอง
ว่าที่จริงแล้ว สัญญาณของความพ่ายแพ้ใหญ่ของรัฐบาลเริ่มขึ้น เมื่อประชาชนเป็นจำนวนมากได้เปิดการประท้วงใหญ่ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา พร้อมกับเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโกตาบายาและนายกรัฐมนตรีมหินทา จากตระกูลราชปักษะลาออก รัฐบาลเผด็จการมักใช้มาตรการตอบโต้การชุมนุมของประชาชนในแบบเดียวกัน คือ การประกาศภาวะฉุกเฉินในต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้จริง
ในตอนกลางเดือนเมษายนนี้เอง รัฐบาลเริ่มใช้ไม้แข็งกับผู้ชุมนุม จึงทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตแรกของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล และทำให้การต่อต้านทวีความเข้มข้นมากขึ้น แม้ต่อมารัฐบาลต่อสู้ด้วยการใช้ “ม็อบชนม็อบ” โดยการเคลื่อนฝ่ายสนับสนุนลงถนน แต่กลับส่งผลให้การต่อต้านรัฐบาลยิ่งรุนแรงขึ้น ประกอบกับ ความขาดแคลนในด้านต่างๆ ในสังคมก็รุนแรงมากขึ้นด้วย จนกลายเป็น “มหาวิกฤต” ทั้งสังคม
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลพยายามจะควบคุมสถานการณ์ด้วยการใช้มาตรการปราบปราม แต่ก็ไม่สามารถรั้งสถานการณ์ไว้ได้ จนในที่สุดผู้นำศรีลังกาต้องตัดสินใจหนีออกนอกประเทศเมื่อวันที่ 13 นี้ อันเป็นการสิ้นสุด “ยุคตระกูลราชปักษะ” ที่ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลและคอร์รัปชั่นในศรีลังกามาอย่างยาวนาน
หากพิจารณาถึงวิกฤตนี้ เราจะเห็นถึงการบริหารที่ผิดพลาดของรัฐบาลคือจุดเริ่มต้น พร้อมกับการคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะกับกลุ่มของนักการเมืองในตระกูลราชปักษะ รวมถึงการดำเนินนโยบาย “ประชานิยมแบบหาเสียง” ด้วยการลดภาษี อันทำให้กลุ่มธุรกิจและกลุ่มคนชั้นบนของสังคมได้ประโยชน์โดยตรง แต่กลับทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีปัญหามากขึ้นจนเป็นวิกฤตใหญ่
ความผิดพลาดของรัฐบาลเช่นนี้นำไปสู่ความขาดแคลนที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางการเมือง ได้แก่
1) ความขาดแคลนด้านอาหาร และราคาอาหารที่แพงขึ้นอย่างมาก
2) ความขาดแคลนด้านพลังงานและเชื้อเพลิง จนต้องหยุดงานและหยุดเรียน เพราะไม่มีกระแสไฟฟ้า
3) ความขาดแคลนก๊าซหุงต้ม ทำให้คนในสังคมต้องหันกลับไปใช้ฟืนในการทำอาหาร
4) ความขาดแคลนเวชภัณฑ์ โดยเฉพาะในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19
5) ความขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งทำให้ประเทศไม่สามารถชำระหนี้ต่างประเทศได้

ผลของความขาดแคลนที่เกิดเช่นนี้ ดันให้อัตราเงินเฟ้อของศรีลังกาทะยานสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ส่งผลให้คนทุกชนชั้นและทุกกลุ่มประสบปัญหาในชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง หรือในภาพรวมคือ การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ได้รับเอกราชเป็นต้นมา ในมุมมองของประชาชนนั้น รัฐบาลของตระกูลราชปักษะคือ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นตระกูลที่เป็นต้นตอของปัญหา
นอกจากนี้ ความขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ทำให้โอกาสที่รัฐบาลจะใช้หนี้ระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และทั้ง รัฐบาลดำเนินโครงการเงินกู้ขนาดใหญ่จากรัฐบาลจีนในการก่อสร้างท่าเรือ ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลศรีลังกาจำเป็นต้องหันไปพึ่งพาจีน แต่ส่งผลกระทบอย่างมากในทางยุทธศาสตร์กับอินเดีย เพราะมีความกังวลกับการขยายอิทธิพลของจีนในมหาสมุทรอินเดียมาโดยตลอด
ปัญหายังถาโถมจากการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวต้องหดตัวลงอย่างมาก และยังต้องเผชิญกับผลกระทบจากสงครามยูเครน ซึ่งรัสเซียเป็นผู้นำเข้าชารายใหญ่จากศรีลังกา ทำให้การส่งออกชาต้องสะดุดลง และกระทบต่อรายได้ของประเทศ วิกฤตเศรษฐกิจทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะล้มละลาย จนในที่สุดคนรุ่นใหม่และประชาชนจำนวนมากตัดสินใจ “ลงถนน” เพื่อแสดงพลังขับไล่ตระกูลราชปักษา
ชัยชนะครั้งนี้ ให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า การเมืองแบบอำนาจนิยมที่ถูกควบคุมโดยคนกลุ่มเดียว ตระกูลเดียว ไม่ได้เข้มแข็งและยั่งยืน จนโค่นล้มไม่ได้… ขอเพียงประชาชนจำนวนมากรวมพลังแล้ว รัฐบาลอำนาจนิยมที่ไหนก็ไม่อาจต้านทานได้ ดังนั้น 13 กรกฎาคม 2565 จึงเป็นศรีลังกาสปริง ที่ไม่ต่างจากอาหรับสปริง
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในศรีลังกามีประเด็นท้าทายในอนาคตว่า รัฐบาลใหม่จะดำเนินการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร จะรับมาตรการของไอเอ็มเอฟอย่างไร จะจัดความสัมพันธ์กับรัฐมหาอำนาจทั้งสหรัฐ จีน อินเดียอย่างไร และที่สำคัญ จะดำเนินการอย่างไรกับตระกูลราชปักษะ การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในศรีลังกาจึงเป็น “โจทย์เชิงซ้อน” ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงคู่ขนานกันอย่างน่าสนใจ ไม่ได้มีแต่เรื่องของการสร้างประชาธิปไตยทางการเมืองเท่านั้น
วิกฤตศรีลังกาเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับผู้นำที่ “หลงตัวเอง-หลงอำนาจ” ที่จะต้องหาเที่ยวบินให้ทันหนีออกจากประเทศในวันที่ประชาชนลุกฮือ!


