ประเทศไทยเป็นเมืองที่นับถือพระพุทธศาสนา และจุดสุดยอดของการนับถือพุทธศาสนา คือความเป็นพระอรหันต์ การบรรลุพระอรหันต์ นั้นต้องมีปัจจัยคือ บารมีถึง จึงจะบรรลุได้ ยิ่งระยะห่างมาถึงกึ่งพุทธกาล หรือเลยกึ่งพุทธกาลมาแล้ว ผู้ที่จะมีวาสนาบารมีที่จะบรรลุพระอรหันต์ได้ แทบจะไม่มีเลย หรือไม่มีเลยก็ว่าได้ การที่เป็นดังที่ว่ามานี้ ก็เนื่องมาจากว่า รอบอายุของมนุษย์โลกขณะนี้ เป็นรอบอายุมนุษย์เสื่อมลง คือ ร้อยปีกำหนดให้ลดอายุไขมนุษย์ลงหนึ่งปี ขณะนี้อายุไขของมนุษย์เหลือ 75 ปีเป็นอายุไข และเหตุที่ให้ลดอายุไขมนุษย์ลงก็เนื่องมาจาก พระอรรถกถาจารย์ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์อรรถกถาว่า เหตุที่ให้ลดอายุไขมนุษย์ลง ร้อยปีต่อหนึ่งปี ก็เพราะเหตุ 5 ประการคือ หนึ่ง น้ำสมภพของชายที่มีอายุ 75 ปี เขามีลูกเกิดมาลูกจะมีอายุเหลือ 74 ปี สอง อาหารที่มนุษย์กินทุกวันนี้มีคุณภาพเสื่อมลง สาม เลือดของมนุษย์ที่กินอาหารไร้คุณภาพจะไม่สมบูรณ์ จะก่อให้เกิดโรคง่าย สี่ อุตุความเย็นความร้อนของบรรยากาศรอบตัวมนุษย์มีคุณภาพเลวลง ห้า พฤติกรรมของมนุษย์เอง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อายุมนุษย์ลดลง และเมื่ออายุมนุษย์ลดลง มนุษย์ที่จะเกิดมาในยุคนี้จึงมีบารมีน้อย เมื่อมนุษย์ยุคนี้มีบารมีน้อย การที่จะมีผู้บวชแล้วบรรลุพระอรหันต์จึงหมดไป ดังนั้น พระอรหันต์ 500 รูปที่มีพระมหากัสสปะเป็นประมุขที่ทำสังคายนายครั้งที่หนึ่ง จึงทำนายเหตุการณ์ตามอัธยาศัยของมนุษย์ประจำยุคหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้าไว้ ใน อรรถกถา โคตมีสูตร ในพระไตรปิฎกแปลไทย ชื่อพระสูตรและอรรถกถา เล่มที่ 37 หน้า 554 ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 500 ปี พระอรหันต์ประเภท เตวิชโช จะหมดไป เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ หนึ่งพันปี พระอรหันต์ประเภท ฉะฬะภิญโญ จะหมดไป เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 1,500 ปี พระอรหันต์ประเภท ปฏิสัมภิทัปปัตโต จะหมดไป เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 2,000 ปี พระอรหันต์ประเภทสุกขะวิปัสสโกจะหมดไป นี่มัน ล่วงมา 2,500 กว่าปีแล้ว พระอรหันต์จึงหมดไปนานแล้ว ขอให้ความรู้พิเศษเรื่องพระอรหันต์ว่า ภาวะการดำรงชีวิตของพระอรหันต์ท่านมีชีวิตอยู่แต่ละวัน รอคอยวันตายคือวันนิพพานเท่านั้น เมื่อวันตายมาถึงท่านจะยินดีเป็นที่สุด เปรียบเหมือนกรรมกร ที่ทำงานหนัก แต่ละวันจะรอคอยแต่เวลาเลิกงาน เมื่อถึงเวลาเลิกงานเขาจะยินดีเป็นที่สุดฉันนั้น นี่คือภาวะของพระอรหันต์ ที่พวกเราพอเดาออก
บางท่านจะค้านว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติตามมรรค 8 อยู่ พระอรหันต์ จะยังมีอยู่ในโลกตราบนั้น พระดำรัสนี้เป็นหลักการ แต่คำทำนายของพระอรหันต์ที่อยู่ในคัมภีร์อรรถกถานั้น เป็นการทำนายที่ท่านเล็งดูอัธยาศัยของมนุษย์โลกด้วยตาทิพย์ จึงทำนายไว้ในคัมภีร์อรรถกถา โดยถือกันว่า มิใช่พุทธพจน์ ผู้ต้องการหลักฐานพึงไปเปิดอ่านในพระไตรปิฎกแปลไทย ตามที่แจ้งไว้ข้างบนนั้นเถิด แต่ขอแจ้งความต่างโดยพยัญชนะ ในเรื่องนี้ดังต่อไปนี้ คืออีกพระสูตรหนึ่งท่านกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 500 ปีแรก พระอรหันต์ เตวิชโช จะหมดไป เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 500 ปีที่สอง พระอรหันต์ประเภท ฉะฬะภิญโญจะหมดไป เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 500 ปีที่สาม พระอรหันต์ประเภท ปฏิสัมภิทัปปัตโต จะหมดไป เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 500 ปีที่สี่ พระอรหันต์ประเภท สุกขะวิปัสโก จะหมดไป รวมแล้วก็คงความหมายเดียวกัน คือ พระอรหันต์จะหมดโลกไป เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 2,000 ปี ส่วนพระอริยะระดับล่าง คือ พระอนาคามี จะหมดไปเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3,000 ปี พระสกิทาคามี จะหมดไปเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 4,000 ปี และพระโสดาบันจะหมดไป เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 5,000 ปี แต่เพราะพระสูตรหลังนี้ผู้เขียนยังค้นไม่พบว่าอยู่พระไตรปิฎกเล่มใด จึงไม่มีหลักฐาน ที่จะอ้างในบทความนี้ได้ จึงขอใช้อรรถกถาโคตมีสูตรมาอ้างอิงแทน
ต่อจากนี้จะได้พูดถึงหลักการที่จะดูให้รู้ว่า พระรูปนี้เป็นพระอรหันต์หรือไม่ ท่านมีวิธีให้ดูว่าผู้นี้เป็นพระอรหันต์หรือไม่ ไว้ 2 ประการ คือ หนึ่ง คำพูด สอง กิริยาอาการที่ท่านแสดงออก ในการดูพระอรหันต์ 2 อย่างนั้น ในวิธีแรก คือ การพูดนั้น ผู้ฟังต้องเป็นพระอรหันต์ด้วย ท่านจึงจะฟังรู้เรื่อง ปุถุชน จะฟังไม่รู้เรื่องเลย ดังนั้นการดูข้อนี้จึงขอผ่านไป ส่วนการดูพระอรหันต์วิธีที่ 2 คือ ดูกิริยาท่าทางนั้น มีหลักการดูได้ สี่ ทาง คือ หนึ่งทดลองแบบชาวบ้าน สอง ดูการเดินของท่าน สาม สังเกตตอนท่านชื่นชมยินดี สี่ สังเกตการณ์ปฏิบัติพระวินัย ในวิธีที่หนึ่งชาวพุทธที่อยู่ในแวดวงการปฏิบัติของพระจะพูดกัน ว่า ถ้ามีข่าวเล่าลือว่าพระรูปนั้นรูปนี้ เป็นพระอรหันต์ จงเอามะขามเปรี้ยวไปกินต่อหน้าท่าน ถ้าเห็นท่านกลืนน้ำลาย นั่นแสดงว่า ตัณหาท่านยังไม่หมดดอก เพราะปุถุชนเห็นคนกินของเปรี้ยวน้ำลายจะสอแล้วต้องกลืนน้ำลาย แต่ถ้าท่านเฉยแสดงว่าเป็นพระอรหันต์ แต่ต้องระวังพระเจ้าเล่ห์ พระลวงโลกที่พยายามปกปิดอาการของตน การสังเกตพระอรหันต์วิธีที่สองคือ การเดินของท่าน พระอรหันต์เมื่อท่านเดิน ท่านจะมองไปข้างหน้า เพียง 4 ศอกเท่านั้น จะไม่เดินเชิดหน้าเหลียวซ้ายเหลียวขวาเหมือนชาวบ้าน สำหรับพระพุทธเจ้าพระองค์มีพระอาการสงบอย่างนั้นเช่นกัน แต่ที่พิเศษก็คือ เมื่อพระองค์ได้ยินเสียงทางขวามือ และต้องการจะทอดพระเนตรดูทางขวามือ พระองค์จะหยุดเดิน แล้วผันพระกายไปทางขวามือนั้นทั้งพระองค์ แล้วทอดพระเนตร แต่พระอรหันต์ท่านจะเพียง หยุดเดินแล้วเหลียวมองเท่านั้น การสังเกตพระอรหันต์วิธีที่สาม คือ ดูอาการพระอรหันต์เวลาท่านชื่นชมยินดี ท่านจะอมยิ้มเท่านั้น สำหรับพระพุทธเจ้าเมื่อมีพระอารมณ์โสมนัส พระองค์จะแสดงเพียงอาการแย้มพระโอษฐ์เท่านั้น ไม่หัวเราะเสียงดัง เหมือนชาวบ้าน ข้อนี้รวมกับพระอริยะระดับล่างด้วย วิธีนี้ แน่นอนเป็นหลักการของพระอริยะเลย วิธีที่สี่คือ การสังเกตการปฏิบัติพระวินัย เพราะพระอรหันต์ท่านจะไม่ละเมิดพระวินัยเลย
การบัญญัติพระวินัย มีสองประเภท คือ ประเภทที่หนึ่ง การบัญญัติพระวินัยที่เกิดจากความโลภ ความโกรธ และความหลง เช่น พระโลภแอบลักทรัพย์คนอื่นเกินกว่าหนึ่งบาทขึ้นไป ต้องพ้นจากการเป็นพระทันที แต่ชาวบ้าน ถ้าลักทรัพย์กฎหมายก็ลงโทษเช่นกัน การละเมิดพระวินัยในลักษณะนี้ พระอรหันต์ไม่ทำเลย เพราะเป็นอกุศลกรรมบถ โทษประเภทนี้ท่านเรียกว่า โลกวัชชะ แปลว่า มีโทษทั้งชาตินี้และชาติหน้า แต่การปฏิบัติวินัยที่ไม่มีโทษสำหรับชาวบ้าน เช่น การกินข้าวตอนเย็นชาวบ้านไม่บาป แต่ทรงห้ามพระฉันข้าวตอนเย็น ถ้าฉันต้องเป็นอาบัติ คือ บาปสำหรับพระ โทษประเภทนี้เรียกว่า ปัณณัตติกวัชชะ แปลว่า มีโทษทางพระวินัยเท่านั้นพระอรหันต์จะเป็นอาบัติบ้างเฉพาะประเภทนี้แหละ เพราะบางครั้งท่านก็คำนวณไม่ถูกว่าตอนนี้เที่ยงหรือยัง
ทุกวันนี้ชาวพุทธในเมืองไทย พยายามจะยกย่องพระของตนให้เป็นพระอริยะบ้าง เป็นพระอรหันต์บ้าง หากว่ายกพระที่ปฏิบัติดีก็พอจะรับกันได้ แต่ถ้าไปยกพระไม่ดี เป็นพระอรหันต์ก็เหลือจะทน จึงขอเขียนบทความสังเกตความเป็นพระอรหันต์ให้ทราบโดยทั่วกัน จึงขอเน้นในที่นี้ว่า ถ้ามีข่าวว่าผู้นี้เป็นพระอรหันต์ ก็จงสืบให้รู้ว่า ท่านมีเงินเก็บหรือไม่ ถ้ามีเงินเก็บโดยเฉพาะเก็บไว้ในธนาคาร ให้รู้เลยว่า ท่านมิได้เป็นพระอรหันต์ดอก เพราะท่านเป็นอาบัติทุกวัน นี่คือการสังเกตดูพระอรหันต์วิธีที่สี่ ด้วยเมื่อปรากฏชัดว่าท่านเป็นอาบัติทุกวัน ทำนายได้เลยว่า ไม่เป็นพระอรหันต์ เพื่อยืนยันหลักฐานว่า เป็นอาบัติจริง จึงขอยกพระวินัยที่ทรงบัญญัติห้ามเรื่องเงินไว้ใน สิกขาบทที่ 8 แห่งโกสิยวรรคที่ 2 ในหนังสือ นวโกวาท หน้า 7 ว่า “ภิกษุรับเองก็ดี ให้คนอื่นรับแทนก็ดี หรือยินดีเงินที่เขาเก็บไว้เพื่อตนก็ดี ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตติ”
ขอให้พิจารณาบทบัญญัตินี้ให้ดี ว่าพระเก็บเงินไว้อาบัติหรือไม่ บางวัดไปใช้ใบปวารณาว่า “ขอถวายปัจจัยท่าน 1,000 บาท พระไม่เห็นเงินเลย แต่ให้ลูกศิษย์ไปฝากธนาคาร ถามว่าพระท่านยินดีเงินนั้นหรือไม่ ถ้ายินดีก็เป็นอาบัติทุกวัน ถ้าจะพ้นจากอาบัติข้อนี้ ต้องไม่รับตอนเขาถวาย คือ ห้ามเลย ถ้าไม่ห้ามแสดงว่ายินดีรับ นั่นคืออาบัติด้วยความโลภอยากได้เงิน ยิ่งกว่านั้น การจะพ้นจากอาบัติข้อนี้ได้ ต้องสละเงินที่รับไว้ทั้งหมด ถ้าไม่สละเงินที่เก็บไว้ ถึงแม้จะปลงอาบัติก็ไม่พ้นจากอาบัติ
นอกจากนั้น การที่พระเป็นอาบัติเพราะรับเงินแล้ว ยังไม่สละทิ้งซึ่งเงิน ก็ยังเป็นอาบัติทุกวัน เมื่อเป็นอาบัติทุกวัน แล้วไม่ปลงอาบัติ ปล่อยให้เป็นอาบัติ เป็นเดือนเป็นปี แสดงว่า ไม่เห็นอาบัติ คือไม่เห็นความผิดของตน พระที่ไม่เห็นอาบัติ พระพุทธเจ้าให้สงฆ์ลงโทษชื่อ อุกเขปะนิยะกรรม คือห้ามร่วมทำสังฆกรรม ห้ามร่วมกินร่วมนอนกับภิกษุทั่วไป ตามที่ทรงวางบัญญัติไว้ ในพระวินัยปิฎก เล่มที่ 6 หน้า 69 พิมพ์ครั้งที่ 4 กรมการศาสนา 2525 ขอผู้สนใจไปหาอ่านในพระวินัยปิฎกนั้นเถิด
เมื่อสรุปแล้วพระที่รับเงินและยินดีในจำนวนเงินที่คนอื่นเก็บไว้ให้ ยังเป็นอาบัติอยู่ เมื่อยังเป็นอาบัติอยู่ ก็แสดงว่าท่านไม่ได้เป็นพระอรหันต์เลย เพราะความเป็นพระอรหันต์นั้น มิได้เป็นพระอรหันต์ เพราะอายุเกือบร้อยปี และความเป็นพระอรหันต์ มิได้เป็นพระอรหันต์ เพราะเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อชื่อดัง เพื่อแสดงหลักฐานให้อ่าน ในพระคัมภีร์ ขอให้ผู้สนใจ เข้าไปใน google แล้วพิมพ์ข้อความว่า มิลินทปัญหา ปัญหาที่ 3 ตอนที่ 49 จะปรากฏข้อความ เรื่องพระอรหันต์เป็นอาบัติหรือไม่ ขอชาวพุทธจงยึดมั่นในพระวินัย ของพระชินสีห์ทุกท่านเถิด
ทวี ผลสมภพ

