หน้าแรก คอลัมนิสต์ ตู้หนังสือ : ...

ตู้หนังสือ : สิ้นแสงฉาน เสือดาวดำ หมาป่าแดง

17.07.22 | 09:17 น.
ตู้หนังสือ : สิ้นแสงฉาน เสือดาวดำ หมาป่าแดง

สิ้นแสงฉาน

เสือดาวดำ หมาป่าแดง

การเมืองของประเทศต่างๆ เป็นเรื่องที่คนนอกให้ความเห็นได้สารพัด แต่คนภายในหรือเจ้าของประเทศเอง อาจมีความเห็นหรือความต้องการอีกอย่าง ที่อาจไม่สอดคล้องกับความเห็นภายนอกเหล่านั้นได้ ทั้งอาจยังขัดแย้งกันเองภายในได้เสมอๆ อีกด้วย นี่เป็นเรื่องปกติซึ่งรับรู้กัน

คนจีนแผ่นดินใหญ่ไม่น้อย ที่ปรารถนาวิถีประชาธิปไตยแบบตะวันตก แต่คนจีนอีกมหาศาลไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับระบอบคอมมิวนิสต์ ตราบเท่าที่พรรคและรัฐบาล สามารถบริหารให้ประชาชนซึ่งกำลังทะยานจำนวนเกิน 1,402 ล้านคน (พ.ศ.2563) มีอยู่มีกิน และยกสถานะประเทศให้กลับมาเกรียงไกรได้

ยูเครนยอมตกเป็นพื้นที่สงคราม จนชาวบ้านล้มตาย พลัดที่นาคาที่อยู่ เพียงเพราะผู้นำหรือคนจำนวนหนึ่ง คิดว่าโลกตะวันตกจะขวางกำลังของรัสเซียที่อยู่ปากประตูหน้าบ้านได้ แทนที่จะรักษาสมดุลความสงบของชนสองเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ที่ถูกขีดล้อมด้วยเส้นกั้นอาณาเขตทางการเมืองจนต้องอยู่ร่วมกัน ให้สมฐานะผู้บริหารซึ่งต้องรับผิดชอบชีวิตผู้คน กลายเป็นมุ่งการเมืองโดยไม่คิดถึงการบ้าน ประชาชนมากมายจึงต้องสังเวยชีวิต (นี่ก็ว่าดูจากวงนอกได้อีก)

Advertisement

ล่าสุด อาจารย์ โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ เขียนในมติชนออนไลน์ เมื่อ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมาเรื่อง “ปัญหาโลกแตกของสาธารณรัฐโซมาลีแลนด์ และสหพันธ์สาธารณรัฐโซมาเลีย” ว่า ประเทศแรก (ซึ่งแยกตัวไปจากประเทศหลัง) บริหารบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้มั่นคงเรียบร้อย แต่สังคมโลกยังไม่ประกาศรับรองสถานะว่าเป็นรัฐถูกต้องตามกฎหมาย ขณะประเทศหลังกลายเป็นประเทศล้มเหลวอันเนื่องมาจากปฏิวัติรัฐประหารตั้งแต่แรก จนชาวบ้านตกทุกข์ลำเค็ญ มีชีวิตตามยถากรรมกระทั่งปัจจุบัน

ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลของสหภาพแอฟริกาซึ่งมีสมาชิก 54 ประเทศ ที่มีนโยบายไม่รับรองรัฐซึ่งแยกตัวจากประเทศเดิม เพราะกลัวประเทศอื่นๆ ในทวีปจะเอาอย่างนั่นเอง เนื่องจากแอฟริกามากมายด้วยชนเผ่าสารพัน ที่ถูกบรรดาเจ้าอาณานิคมยุโรปในอดีตขีดเส้นพรมแดนแบ่งกันตามใจ หากแยกประเทศเป็นเอกราชได้อิสระ ก็แทบไม่มีประเทศไหนในทวีปที่จะไม่มีการแยกตัวออกมา

นี่คือมรดกบาปของเจ้าอาณานิคมยุโรปในอดีตโดยแท้

⦁ ดังนั้น เมื่อมาถึงพม่า ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดทางตะวันตก ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น “เมียนมา” ด้วยถือกลุ่มชนตนเป็นใหญ่กว่าเพื่อนร่วมดินแดนอื่นๆ หากจะเข้าใจ (ซึ่งสมควรต้องเข้าใจเพราะต่างต้องรักษาอธิปไตยและประโยชน์ตน – แต่เครื่องบินรบพม่าล้ำน่านฟ้าไทยวันก่อน น่าจะบอกได้ว่า ใครเสียรังวัดมากกว่า แม้หลายคนจะบอกว่า เพราะยังต้องพึ่งกาซพม่าอยู่) ให้รู้แจ้งถึงสถานการณ์ตั้งแต่ก่อนพม่าเสียเมืองมากระทั่งปัจจุบัน ต้องอ่าน

ราชินีศุภยลัต จากนางกษัตริย์สู่สามัญชน (คนไทยพอเห็นตัวเอ A เป็นสระก็ต้องออกเสียงอาตะพึดไป จาก “ศุภยลัต” (ตามแบบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในหนังสืออ่านรวดเดียวจบ พม่าเสียเมือง) เป็น “ศุภยาลัต” เหมือนภาษาญี่ปุ่นที่เป็นสระเสียงสั้น มาออกเสียงยาวไปกันหมด ลืมไปว่า หลายภาษามีสระเสียงสั้นเสียงยาว มีครุลหุ) จากงานของ ฟีลดิ้ง ออลล์ แฮโรลด์ แปลอย่างเข้าใจกระจ่างโดย สุภัตรา ภูมิประภาส กับ สุภิดา แก้วสุขสมบัติ

เรื่องมาจากการแง้มประตูตำหนักฟัง “คำให้การวงใน” ของอดีตนางกำนัล ผู้รับใช้ใกล้ชิดพระนางศุภยลัตนาน 4 ปีก่อนพม่าสิ้นเอกราช อยู่ใต้เงาจักรวรรดิอังกฤษ รับรู้วิถีและขนบธรรมเนียมในวังอันมีชีวิตชีวาโลดแล่นให้เห็นได้ตรงหน้า และทำความรู้จักเบื้องลึกกับอีกภาพของบุคคลสำคัญแห่งยุคสมัย ตีแผ่ด้านใหม่จากงานเขียนสมัยอาณานิคม ซึ่งจะเปลี่ยนภาพนางวายร้ายคนเดิมที่เคยรู้จัก นางผู้หากใครไม่รักหลงก็เกลียดชังยิ่งยวดไปเลย เช่นนางกษัตริย์องค์นี้

⦁ อีกเล่มคือ ราชันผู้พลัดแผ่นดิน เมื่อพม่าเสียเมือง เรื่องของพระเจ้าธีบอ ผู้นิราศบ้านเมืองไปยังรัตนคีรี ประเทศอินเดียหลังสิ้นเอกราช ซึ่งเคยรำพึงสะท้อนพระทัยหลังทรงหนังสือพิมพ์ว่า กษัตริย์สยามเสวยพระกระยาหารร่วมกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิคตอเรีย แต่เรากลับพลัดบ้านเกิดมาอยู่ถึงที่นี่

สุธา ชาห์ ใช้เวลาถึง 7 ปีค้นคว้ารวบรวมข้อมูลขึ้นเขียนหนังสือเล่มนี้ จนกลายเป็นสารคดีกึ่งชีวประวัติอันเข้มข้นด้วยเนื้อหาของประวัติศาสตร์พม่ายุคอาณานิคมซึ่งครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดเล่มหนึ่ง ให้รายละเอียดกับข้อเท็จจริงนานาประการชัดเจน พร้อมภาพหาดูยาก และสัมภาษณ์บุคคลให้ฟังไปพร้อมกัน

สุภัตรา ภูมิประภาส แปลให้เห็นภาพกษัตริย์และราชินีองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์คองบอง รวมทั้งราชธิดาและข้ารับใช้จำนวนหนึ่ง ถูกนำเสด็จฯไปประทับต่างแดนในการดูแลของรัฐบาลอังกฤษนานถึง 30 ปี เปลี่ยนชะตากรรมของราชนิกูลอันยิ่งใหญ่และอดีตมหาอาณาจักรไปด้วยกันทันทีที่แพ้สงคราม

อ่านคำนำของอาจารย์ สุเนตร ชุตินธรานนท์ เพื่อเห็นภาพรอบด้าน

⦁ จากนั้น ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ที่ก่อนหน้านั้นอังกฤษผนวกพม่าเข้าเป็นมณฑลหนึ่งของอินเดีย การพยายามของคนพม่ารุ่นใหม่ในการเรียกร้องเอกราชก็ดำเนินมาจนสำเร็จในวันที่ 4 มกราคม 2491 ซึ่งนายพลอันเป็นที่รักของประชาชน ผู้นำพรรคตะขิ่นหรือสมาคมชาวเราพม่า ที่อังกฤษเกรงในความตรงไปตรงมา อู อองซาน บิดาของนาง ออง ซาน ซูจี ถูกฝ่ายขวานิยมญี่ปุ่นลอบสังหารเสียชีวิตไปก่อน ด้วยวัยเพียง 32 ปี พร้อมรัฐมนตรีอีก 8 นาย

พม่าหลังเอกราชจึงสืบสายมาเรื่อยๆ กับการช่วงชิงอำนาจของผู้นำทหาร ด้วยความคิดเกี่ยวกับเอกภาพที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมากว่าครึ่งศตวรรษ ที่อาจารย์ ลลิตา หาญวงษ์ เฝ้าแสดงให้เห็นตลอดมาตั้งแต่รัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ด้วยรายงานจากพม่าอย่างสม่ำเสมอในมติชนออนไลน์

เหตุจากการรวบอำนาจไว้ฝ่ายเดียวด้วยกำลังทหารที่เหนือกว่า ในดินแดนซึ่งมากด้วยกลุ่มชนอันแตกต่างด้วยชาติพันธุ์ความเชื่อนานา ไม่ว่า ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง กะฉิ่น ว้า ฯลฯ จนสุดแดนยะไข่ทางตะวันตก ที่ต่างปรารถนาจะเป็นรัฐอิสระซึ่งอยู่ร่วมกันผาสุกได้ ต้องสิ้นหวังไปโดยอำนาจเผด็จการฆ่าฟันทำลายล้าง

สิ้นแสงฉาน แปลโดย มนันยา ปรับปรุงใหม่พิมพ์ครั้งที่ 10 แล้ว เป็นเรื่องเล่าของ อิงเง่ เซอร์เจนท์ นักเรียนทุนจากออสเตรียซึ่งพบรักกับ เจ้าจ่าแสง จากไทยใหญ่นักเรียนวิศวกรรมเหมืองแร่ที่มหาวิทยาลัยเหมืองแร่โคโลราโด และแต่งงานกันในปี 2496 โดยเธอไม่รู้ว่าฝ่ายชายคือเจ้าฟ้าไทยใหญ่แห่งเมืองสีป่อ รัฐฉาน

แต่เมื่อกลับแผ่นดินเกิดของพระสวามี และได้รับสถาปนาเป็น “เจ้าสุจันทรี มหาเทวี” เธอจึงได้ทุ่มเทแก่งานการศึกษาและสาธารณสุขอย่างเต็มที่ สนับสนุนพระสวามีพัฒนาความเป็นอยู่พลเมืองให้ก้าวหน้า แต่ระหว่างนั้นเอง นายพลเนวินก็ทำรัฐประหารในปี 2505 จับกุมเจ้าฟ้าหัวเมืองต่างๆ จำนวนมาก เพื่อลิดรอนระบอบเจ้าฟ้าให้หมดไป เจ้าจ่าแสงก็เป็นหนึ่งที่ถูกจับกุมและสูญหายไปแต่บัดนั้น

หนังสือซึ่งกลายเป็นหนังปี 2558 ที่มี ทวีฤทธิ์ จุลละทรัพย์ แสดงเป็นเจ้าจ่าแสง ไม่ได้ฉายในไทยเพราะต้องการรักษาสัมพันธ์อันดีกับพม่าเรื่องนี้ (แต่ยังน่าหาดูได้ในเว็บหนัง) เป็นนิยายรักท่ามกลางบรรยากาศการเมืองของการทำลายล้างชาติพันธุ์อันน่าสะเทือนใจ ไม่ว่าจะมองด้วยสายตาคนนอกหรือคนใน ย่อมเห็นได้ถึงความปรารถนาในอิสระและเสรีภาพของมนุษย์เช่นเดียวกัน ยกเว้นสายตาของอำนาจรัฐเผด็จการทหารเท่านั้น ที่ขมึงทึงมาอย่างแตกต่าง

และด้วยหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้เอง เราก็ได้เห็นชะตากรรม วิถีชีวิต ความปรารถนาของชนชาวพม่า ไม่ว่าชาติพันธุ์ใด ที่น่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข แต่การมีศัตรูร่วมกันก็ยังไม่สามารถทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ เพราะประวัติศาสตร์อำนาจและความหวาดระแวงของคนรุ่นต่อรุ่นยังไม่สลายคลาย
โดยเฉพาะหากเกิดเป็นรัฐขึ้นมาเสมอกัน ยังมีรายละเอียดที่ต้องตกลงเห็นพ้องต้องกันกันอีกมากมาย

จนรัฐประหารครั้งหลังสุด อาจทำให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถต่อสู้ร่วมกัน กระนั้น อนาคตก็ยังเหลือเส้นทางอีกยาวไกล ไม่กี่วันมานี้ ผู้นำทหารพม่าก็เดินทางไปกระชับสัมพันธ์กับรัสเซีย ขณะจีนก็ใช้กำลังว้าชายแดนเป็นกันชน พม่ายังต้องเหนื่อยอีกนานชั่วชีวิตคนอีกรุ่นหรือไม่

⦁ กลับมาถึงบ้านเรากับหนังสือเข้มๆ ความคิดเข้มๆ ของคนเขียนหนังสือเข้มๆ ที่สังคมรู้จัก ไม่ว่าเวลาจะล่วงไปเนิ่นนานอย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการปฏิวัติ 2475 เขียนโดยนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ซึ่งให้ถ้อยคำเกี่ยวเนื่องกับหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า

“ข้าพเจ้านำพฤติการณ์ของการปฏิวัติมาเรียบเรียงไว้ ก็ประสงค์จะให้เป็นข้อตักเตือนแก่นักปฏิวัติกลุ่มหนึ่ง ที่ถืออำนาจการปกครองในสมัยนั้น ได้สำเหนียกถึงอุดมคติของการปฏิวัติว่า เขาได้แสดงไว้อย่างไร และความประพฤติที่เขาปฏิบัติอยู่ เป็นปฏิปักษ์ต่ออุดมคติของเขาอย่างไร

“ข้าพเจ้าหวังจะให้เขาเหล่านั้นบังเกิดความละอายใจ และได้สำนึกตนว่า เมื่อเขาทรยศต่ออุดมคติของเขา ซึ่งเวลาต่อมาได้กลายเป็นอุดมคติของประชาชนไปแล้ว ก็เท่ากับว่า เขาทรยศต่อประชาชนนั่นเอง” อ่านเพื่อสำทับสำนึกประชาธิปไตย ที่ผู้คนมักอ้างขึ้นเพื่อแสวงอำนาจ และเมื่อได้อำนาจแล้วก็มักลืม

⦁ นิยายเรื่องสนุกพิสดารซึ่งพลาดไม่ได้ เสือดาวดำ หมาป่าแดง ของ มาร์ลอน เจมส์ แปลโดย ธีรศักดิ์ จิรรัตนไพโรจน์ ปฐมบทการเดินทางของนักสะกดรอยไร้นาม ผู้ครอบครองดวงตาหมาป่าและจมูกไวเป็นเลิศ พร้อมชายร่วมทางที่สามารถกลายเป็นเสือดาว ซึ่งมาร่วมกันด้วยการจ้างวานของนักค้าทาสกลับกลอกที่ตามหาเด็กชายผู้สาบสูญ

ระหว่างการตามหานั้นเอง ความจริงค่อยๆ เผยตัวขึ้น ให้เห็นเบื้องหลังสลับซับซ้อนของสงครามเหนือใต้ ความดำมืดของเหล่าราชา สัญชาตญาณดิบของมนุษย์ ความรักซึ่งไร้เส้นแบ่งทางเพศ ท่ามกลางฉากหลังของป่าเขาอันลึกลับ มนต์คาถา และกลิ่นอายตำนานของแอฟริกา

ผู้เขียนตั้งใจเขียนให้เป็นมหากาพย์ มีลักษณะของเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า ให้อำนาจผู้อ่านตัดสินเองว่า เรื่องใดจริงเรื่องใดแต่ง โดยประกอบประสานวัฒนธรรมแอฟริกาเข้ามาในเนื้อหา จนสะกดผู้อ่านได้ด้วยความแปลกใหม่กว่านิยายมหัศจรรย์แฟนตาซีเรื่องใดๆ ทั้งเวทมนตร์ แม่มด และลำนำดนตรีแอฟริกัน

สำคัญที่สุดคือรายละเอียดแผนที่ของเมือง เอกลักษณ์ผู้คน ประเพณีแต่ละชนเผ่า และการรับรู้เวลาแบบแอฟริกัน รวมถึงคำศัพท์แอฟริกาต่างๆ ที่สอดแทรกอยู่ทั้งเรื่อง ทั้งหมดนี้เป็นผลผลิตของ 3 ปีที่ผู้เขียนค้นคว้าขนบธรรมเนียม ตำนาน ประวัติศาสตร์ และวากยสัมพันธ์ (ไวยากรณ์ โครงสร้างภาษา) ของแอฟริกาโบราณ

จนขับเน้นเป็นความตื่นเต้นในการผจญภัยของทุกตัวละคร

สั่งจองได้ระหว่างนี้ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2 เล่มชุดในราคา 640 บาทจาก 760 บาท ทยอยส่งตั้งแต่ 15 สิงหาคม จะได้รับพร้อมถุงผ้าใส่หนังสือทั้งสองเล่ม

⦁ นักอ่านนิยายจีนประเภทย้อนยุค มักสนุกสนานกับตัวเอกไม่ว่าหญิงหรือชายซึ่งมีความสามารถเฉพาะทางบางอย่าง ไปใช้ความสามารถนั้นในเวลาที่แตกต่างจนกลายเป็นคนสำคัญขึ้นมา ผู้อ่านได้ความรู้รอบแขนงนั้นๆ ที่ผู้เขียนค้นคว้ามาอย่างสันทัด ผนวกไปกับรสชาติบันเทิงที่ช่วยให้การอ่านรื่นรมย์

โดยเฉพาะเมื่อตัวเอกเป็นหญิงยิ่งต้องเอาใจช่วย เช่นใครที่เคยอ่าน ยอดหญิงหมอเทวดา มาแล้วจนจบ 7 เล่มโดยไม่รู้ตัวด้วยความสนุกสนาน และเพลิดเพลินกับบทบาทของตัวละครสู้ชีวิต ที่หมอสาวไปเกิดใหม่เป็นหญิงซึ่งถูกสามีขับไสเพราะนิสัยร้ายกาจซึ่งไม่มีผู้ใดทนทาน ที่อุ้มลูกแฝดในท้องไปผจญกรรมโดยสามีไม่รู้ แต่อาศัยวิชาทางการแพทย์เลี้ยงดูลูกและตัวเองไปได้ กลายเป็นหมอชื่อกระฉ่อนไม่รู้ตัว

ยอดหญิงหมอเทวดาชุดนั้นเขียนโดย อวี่จิ่วฮวา และแปลได้อรรถรสจากฝีมือ เม่นน้อย คราวนี้ คู่นักเขียนนักแปลนี้มาพบกันอีกใน 5 เล่มชุดเรื่อง ยอดหญิงเทพสมุนไพร เมื่อหมอสาวอีกคนทะลุมิติไปเกิดเป็นหญิงที่ต้องแต่งงานแทนพี่สาวเพื่อเป็นการเสริมดวง กับประมุขตระกูลหนุ่มรุ่นต่อไปที่ป่วยด้วยโรครักษาไม่ได้ แน่นอน ย่อมสนุกหนักไปอีก

นักเขียนจีนแต่ละนามไม่ว่าหญิงชาย มักมีความรู้เฉพาะ หรือค้นคว้าเรื่องที่ต้องเขียนมาอย่างปรุโปร่ง นอกเหนือจากที่ส่วนมากเป็นนักเรียนอักษรศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์ ที่แม่นเรื่องของที่ทางบ้านเมืองตัวเองเป็นอย่างดี เมื่อวางโครงเรื่องได้สนุก ใส่ความรู้ที่มีหรือร่ำเรียนมาเข้าไป กำไรย่อมเป็นของผู้อ่านแน่อยู่แล้ว ไม่ว่าเรื่องสมุนไพร เรื่องยาประจำบ้าน หรือเรื่องการแพทย์ที่เสริมจินตนาการได้ตื่นเต้น เช่น การรักษาโรคผิวหนังน่าเกลียดในสายตาคนโบราณ หรือการผ่าตัดแฝดซึ่งคนยุคนั้นนึกไม่ถึง ในยอดหญิงหมอเทวดา เป็นต้น

⦁ นิตยสารรายเดือนซึ่งมีขาประจำติดตามเหนียวแน่น ศิลปวัฒนธรรม เดือนกรกฎาคม ว่าด้วย “การศึกษาของสยามขัตติยนารี จากวิถีจารีตสู่สมัยใหม่” อ่านเส้นทางจากการศึกษาวิชากุลสตรีสู่วิชาการและวิชาชีพอื่นๆ จากการศึกษาในตำหนักต่างๆ เป็นการศึกษาในโรงเรียน จากการเรียนในประเทศสู่การเรียนต่างประเทศ เป็นภาพการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เกิดผ่านการศึกษาของเจ้านายสตรี

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องน่าสนใจอีก เช่น การทบทวนปรับเปลี่ยนอายุสมัยพระพุทธรูปอู่ทอง ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์, ไปดูวัดราชพลี ที่ตั้งปืนใหญ่ของพระเจ้าอลองพญา, ไปรู้จักนายน้อม อุปรมัย ผู้แทนหลายสมัยของชาวนครฯ, ไปชิมอาหารข้างสำรับบรูไน รัฐอิสลามกับอาหารอิสลาม ที่ควรรู้จักมากกว่าข้าวหมกไก่

ขอให้ปลอดโรค ปลอดภัย ทำกินให้เป็นสุขในยุคการเมืองทุรนนี้

บรรณาลักษณ์