หน้าแรก คอลัมนิสต์ ที่เห็นและเป็...

ที่เห็นและเป็นไป : คืนสู่อำนาจประชาชน

17.07.22 | 09:57 น.

ที่เห็นและเป็นไป : คืนสู่อำนาจประชาชน

หลังวางแผนและปฏิบัติการนำพรรคหาเสียงอย่างทุ่มเทเข้มข้น เพื่อรักษาเก้าอี้ ส.ส.ของพรรค “เศรษฐกิจไทย” ที่จังหวัดลำปางไว้ในการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา แต่ผลออกมาล้มเหลวไม่เป็นท่า พ่ายแพ้แก่ “พรรคเสรีรวมไทย” ซึ่งไม่เคยมี ส.ส.เขตพื้นที่ อย่างหลุดลุ่ย

ธรรมนัส พรหมเผ่า กระจ่างในความเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งว่า “การเมืองไทยเปลี่ยนไปแล้ว”

ในฐานะ “หัวหน้าพรรค” ผู้กองผู้เคยประกาศตัวเป็นเส้นเลือดใหญ่ของ “พรรคพลังประชารัฐ” สรุปทันทีว่าเหตุของความพ่ายแพ้เกิดจาก “การไม่เลือกข้างให้ชัดเจน” พร้อมกับตัดสินใจเลือกที่อำลาพรรคร่วมรัฐบาล มายืนข้างฝ่ายค้านแบบ 100% ไม่เหลือเยื่อใยให้แม้แต่ “ลุงป้อม” ที่เคยรักใคร่ ศรัทธา

การเมืองก็คือการเมือง หนทางที่เดินได้ในวันหน้าสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด จะมีประโยชน์อะไรหากจะรักษาความสัมพันธ์ดีต่อกันไว้แล้วไม่มีที่ให้ยืนหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า

Advertisement

น่าสนใจที่ความกระจ่างแจ้งในความคิดของ “ผู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาโชกโชน” อย่าง “ผู้กองธรรมนัส” คืออะไร

หากจับจากการแสดงออกของผู้ที่เกี่ยวข้องให้ละเอียด จะพอประเมินได้ว่าคำตอบนั้นก็คือ

การต่อสู้ทางการเมืองนับจากนี้แบ่งเป็น 2 ขั้วชัดเจน ทั้งสองฝ่ายต่างจะกดดันให้ทางเลือกเป็นไปในรูป “ไม่เลือกเราเขามาแน่”

ฝ่ายหนึ่ง “ไม่เลือกฝ่ายประชาธิปไตย พวกสนับสนุนสืบทอดอำนาจมาแน่”

อีกฝ่าย “ไม่สนับสนุนสืบทอดอำนาจ นักการเมืองต่อต้านอำนาจผูกขาดมาแน่”

ประชาชนจะถูกชี้นำให้ต้องเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายไหน จะต้องกลัว “พวกไหนมาแน่”

ไม่มีโอกาสของ “ฝ่ายเป็นกลาง” แบบ “ยืนอยู่ข้างผู้ชนะอย่างไม่ต้องคิดอะไร” อีกแล้ว

ในความกระจ่างของ “ผู้กองธรรมนัส” อยู่ที่เสียงของประชาชนฝ่ายไหนมีมากกว่ากัน และ “พรรคเศรษฐกิจไทย” มีโอกาสที่จะได้ส่วนแบ่งในเสียงของฝ่ายไหนมากกว่า

คำตอบแรก “เสียงของประชาชนฝ่ายไหนมีมากกว่า” ประเมินได้จาก

ประการแรก ความเชื่อถือศรัทธาใน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันนี้มีเหลืออยู่แค่ไหน สะท้อนจากไม่ว่า “ผู้นำที่ยังยืนว่าเป็นตัวแทนฝ่ายสืบทอดอำนาจ” จะแสดงออกอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกนึกคิดของประชาชนเป็นไปในทางใด

เป็นผลพวงต่อการเพิ่มความนิยม หรือตกต่ำยิ่งขึ้นในเสียงสนับสนุน

ประการที่สอง การบริหารจัดการของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งชัดเจนว่าเป็น “ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” ยิ่งนับวัน “กระแสฟีเวอร์” ยิ่งท่วมท้น ด้วยการทำให้เห็นความรู้ ควาสามารถ ไหวพริบ ปฏิภาณที่แตกต่างจัดเจนจาก “ผู้นำที่มาจากการยึดอำนาจ” ที่ยังโท่นโท่อยู่กับท่าทีที่สับสน

ยิ่งชัดเจนในความแตกต่างของการสร้างผลงานในมิติของการใช้สมองแบบนักบริหารมืออาชีพ

ประการที่สาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 19-22 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ย่อมประเมินได้ไม่ยากเย็นว่าในสภาพเศรษฐกิจที่ประชาชนเดือดร้อนกันทั่วหน้าทุกหัวระแหง ขณะที่ผลงานของรัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรีผู้นั่งในเก้าอี้มายาวนาน 8 ปี ไม่มีอะไรที่เป็นคำตอบว่าจะพาประเทศชาติให้ไปรอด และประชาชนพ้นจากชีวิตที่อยู่อย่างยากลำบากได้ เมื่อเป็นการอภิปรายที่ฝ่ายค้านจะต้องหวังผลในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในอีกไม่นาน แม้ที่สุดแล้วจะคุมเสียงโหวตให้ผ่านไปได้ แต่สภาพของรัฐมนตรีแต่ละคนที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นอย่างไร

และทั้งหมดจะส่งผลต่อประชาชนว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า จากเงื่อนไขเหล่านี้ จะทำให้ “ฝ่ายเชื่อมั่นในอำนาจประชาชน” กับ “ฝ่ายยึดมั่นสนับสนุนสืบทอดอำนาจ” ฝ่ายไหนจะครองคะแนนนิยมจากประชาชนส่วนใหญ่ได้มากกว่ากัน

ซึ่งแทบจะไม่ต้องบอกว่าคำตอบจะเป็นเช่นไร

ความกระจ่างแจ้งที่สอง ของ “ผู้กองธรรมนัส” คือ “พรรคเศรษฐกิจไทย” มีโอกาสในส่วนแบ่งของแต่ละฝ่ายแค่ไหน

โอกาสใน “ฝ่ายสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ” ซึ่งชัดเจนว่าคะแนนนิยมน่าจะน้อยกว่าฝ่ายตรงกันข้ามตามปัจจัยข้างต้น ขณะยุทธศาสตร์ของฝ่ายนี้ไม่มีทางเลือกอื่นเลยนอกจากต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อเป้าหมายเดียวคือ เปิดทางให้ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกรัฐมนตรี นั่นหมายถึง “ต้องทำให้พรรคฝ่ายสนับสนุนที่ใหญ่สุดในฝ่ายนี้ได้ ส.ส.มากกว่าที่จะอ้างความชอบธรรมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้”

และที่่จะต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ต้องรณรงค์ให้ประชาชนผู้สนับสนุนแนวทางนี้ เลือกพรรคใดพรรคหนึ่งเพียงพรรคเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้ได้ ส.ส.แบบ “เบี้ยหัวแตก” จนพรรคแกนนำมีเสียงไม่มากพอที่จะอ้างความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล

นั่นหมายถึง “เศรษฐกิจไทย” จะเป็นพรรคแรกที่ถูกลอยแพจากเสียงสนับสนุนของฝ่ายนี้ เพราะ “ผู้กองธรรมนัส” ไม่ชัดเจนต่อการสนับสนุน “ลุงตู่” ที่เป็นเสาหลักของประชาชนฝ่ายนี้

สำหรับโอกาสใน “ฝ่ายต่อต้านการสืบทอดอำนาจ” ที่ชัดเจนว่ามีประชาชนมากกว่าที่ให้การสนับสนุน ด้วยปัจจัยข้างต้น

เมื่อสูตรการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ถูกออกแบบให้ใช้ 500 หาร อันหมายถึงโอกาสที่พรรคใหญ่สุดจะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ มีค่อนข้างสูง

การแบ่งสัดส่วนให้พรรคขนาดย่อมลงมาได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อสร้างโอกาสให้พรรคการเมืองฝ่ายเดียวกันยึดครองโควต้าไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เป็นยุทธศาสตร์ที่จำเป็นต้องเลือกตั้ง

ในประเทศที่ประชาชนมีความคิดในการเลือกที่หลากหลายไม่เหมือนกัน บางคนเลือกเชิงอุดมการณ์ บางคนเลือกเชิงอุปถัมภ์ บางคนเลือกผลตอบแทนเฉพาะหน้า

“พรรคเศรษฐกิจไทย” ย่อมวางความแตกต่างเพื่อเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับวิถีของพรรคในประชาชนกลุ่มนี้ได้ง่ายกว่า

เรื่องราวทั้งหมดนี้ย่อมเป็นคำตอบว่า “ความกระจ่างในหนทางทำให้เศรษฐกิจไทยมีที่ยืนหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นอย่างไร”

และไม่ใช่ “พรรคเศรษฐกิจไทย” เท่านั้น ชะตากรรมของ “พรรคขนาดย่อม ขนาดเล็ก หรือกระทั่งขนาดกลาง” อื่นๆ ย่อมไม่พ้นจากข้อเท็จจริงทางการเมืองดังกล่าวนี้

หนทางที่ดีกว่าของพรรคการเมืองที่ “ไม่จำเป็นต้องสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ” หรือยืนอยู่ข้าง “อำนาจประชาชน”

ต้องชัดเจนตั้งแต่วันนี้ เพราะไม่มีหนทางที่จะป้องกันยุทธศาสตร์ แก้ปัญหา “เบี้ยหัวแตก” ของ “ฝ่ายสนับสนุนสืบทอดอำนาจ” ที่ไม่มีทางเลือกอื่น

เว้นเสียแต่เป็นพรรคที่หมดหนทาง จำเป็นต้องยืนอยู่ฟากนั้น ก็ต้องรับชะตากรรมแย่งชิงโอกาสในกับพรรคที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันไป

ด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่า การเมืองหลังเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่ถูกกำหนดด้วย “พลังอำนาจประชาชน”

สุชาติ ศรีสุวรรณ