ในช่วงเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวกรณีประท้วงทวงสิทธิ์ที่น่าสนใจสามกรณี ที่จะขอนำมาเล่าสู่กันฟังในบทความ ดังนี้
1) การประท้วงของนักเรียนโรงเรียนดงตะขบราษฎร์สงเคราะห์
2) การประท้วงของชาวบ้านตำบลหมูสีไม่เอาเหมืองหินอ่อน
3) อาจารย์นิติศาสตร์ – เครือข่ายนักกฎหมาย ปกป้องผู้ต้องหาคดี ม.112 จำนวน 90 คนประท้วงการไม่ให้ผู้ต้องหากรณี มาตรา 112 ได้รับการประกันตัว
กรณีแรก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 ที่หน้าสำนักงาน อบต. ดงตะขบ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร นักเรียนและผู้ปกครองโรงเรียนดงตะขบราษฎร์สงเคราะห์กว่า 200 คน เดินประท้วงจากโรงเรียนไปยัง อบต. เพื่อให้ผู้บริหารของ อบต. ดงตะขบ จ่ายเงินค่าอาหารกลางวันที่ค้างจ่าย ซึ่งเป็นเงินที่ อบต. ได้รับจัดสรรเป็นค่าอาหารกลางวันหัวละ 21 บาทให้แก่นักเรียนอนุบาล 1 ถึง ป. 6 จำนวน 149 คน ที่ค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 คิดเป็นเงินประมาณหนึ่งแสนสามหมื่นบาท โดยโรงเรียนได้ใช้เงินสำรองจ่ายไปก่อนจนแทบไม่เหลือแล้ว ถ้า อบต. ยังไม่จ่ายเงินให้อีก ในวันที่ 11 กรกฎาคม นักเรียนต้องนำอาหารกลางวันมากินเอง จากภาพข่าวที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ เห็นนักเรียนมัธยมตะโกนร้องขอนมให้น้องนักเรียนอนุบาล ฟังแล้วน่าสะเทือนใจ ผู้บริหาร อบต. อ้างความล่าช้าในระบบราชการ แล้วใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ นายก อบต. ใช้เงินส่วนตัวออกเป็นค่าอาหารกลางวันให้ไปก่อน
ในกรณีนี้ นักเรียนมัธยมทวงสิทธิ์ให้รุ่นน้องที่ไม่สามารถทวงสิทธิ์ของตนเองได้ ดีที่ผู้ใหญ่ไม่ปฏิเสธ หากหาทางแก้ปัญหาไปพลางก่อนมาเกือบสองเดือนแล้ว แต่จะให้ดีกว่านี้คือปรับปรุงระบบราชการให้สามารถตอบสนองสิทธิ์ของประชาชนได้ตามกำหนดเวลา โดยไม่ปล่อยให้เกิดปัญหาจนล่วงเลยมาเป็นเดือน ในกรณีนี้ นักเรียนมีสิทธิ์ และส่วนราชการมีหน้าที่
กรณีที่สอง เหตุเกิดที่ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา บริษัทเอกชนบริษัทหนึ่ง ยื่นเรื่องขอประทานบัตรทำเหมืองแร่หินอ่อนในพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ที่หมู่บ้านท่าช้างใต้ เป็นระยะเวลา 25 ปี แต่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย เพราะตำบลหมูสีเชื่อมต่อกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ถือเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและพื้นที่เพื่อการเกษตรที่จะได้รับผลกระทบในระยะยาว
นายกเทศมนตรีตำบลหมูสีให้สัมภาษณ์นักข่าวลงหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 7 กรกฎาคม ว่า “พื้นที่ทั้ง 19 หมู่บ้านมีโรงแรม รีสอร์ต สนามกอล์ฟ ร้านค้า แหล่งธรรมชาติหลายแห่ง ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการให้ประทานบัตรทำเหมืองแร่หินอ่อน เพราะไม่อยากให้มีมลพิษทางอากาศ ทางเสียง และสภาพแวดล้อมธรรมชาติเปลี่ยนไป” ส่วนกำนันตำบลหมูสีกล่าวว่า “โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการทำเหมืองแร่หินอ่อน เพราะบริเวณโดยรอบมีแหล่งท่องเที่ยวมากกว่า 500 แห่ง รวมทั้งบ้านพักตากอากาศ เหมืองหินอ่อนจะสร้างความเสียหายแก่การท่องเที่ยวในพื้นที่ เพราะผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภาพรวมจะตามมาในระยะยาวอย่างแน่นอน”
อันที่จริง ในอดีต ตำบลหมูสีเคยมีการทำเหมืองแร่หินอ่อนมาก่อน แต่เมื่อประทานบัตรหมดอายุ ผู้ได้รับประทานบัตรเกือบทั้งหมดจะไม่ขอต่อประทานบัตร หากเปลี่ยนการใช้ที่ดินไปในทางอนุรักษ์และการทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว วิธีทำเหมืองหินอ่อนแต่เดิมใช้เครื่องมือเจาะหิน และการระเบิดหิน ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งในทางเสียงและฝุ่นละออง มาถึงรายที่ขอต่อประทานบัตรรายนี้ ผู้ขอทราบปัญหาในอดีต จึงเสนอเปลี่ยนวิธีจากการระเบิดมาเป็นการใช้เครื่องเจาะและเครื่องตัดแบบลวดเพชร โดยใช้น้ำเป็นตัวกลางในการหล่อลื่น จึงไม่มีฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย ไม่มีการระเบิดที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียง จะใช้น้ำจากบ่อตักตะกอนและจากบริเวณขุมเหมืองเก่าที่ประทานบัตรสิ้นสุดแล้ว มาใช้ฉีดพรมบริเวณเส้นทางขนส่งลำเลียงแร่ภายในวันละ 3-4 ครั้ง รวมทั้งทางสาธารณประโยชน์ หากจำเป็นจะเจาะใช้น้ำบาดาลเพิ่มเติม กรณีเส้นทางคมนาคมเกิดชำรุดจากการขนส่งแร่ ก็จะซ่อมแซมหรือปรับปรุงเส้นทางดังกล่าวโดยทันที
อย่างไรก็ดี ชาวบ้านตำบลหมูสีได้เข้าชื่อกันทำเรื่องเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ชี้แจงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำเหมืองหินอ่อน สรุปได้ดังนี้
1) จะมีการปรับสภาพพื้นที่ เช่น การทำถนนขนส่ง การขุดบ่อตักตะกอน การสร้างคันทำนบ การขุดร่องระบายน้ำ การปรับพื้นที่สำหรับเก็บกองเปลือกดิน
2) จะมีฝุ่นจากการตัดและขนย้ายหิน
3) ระดับเสียงจะเพิ่มและมีแรงสั่นสะเทือน จากการใช้เครื่องตัดหิน เครื่องเจาะกระแทก ตลอดจนรถชนิดต่าง ๆ เช่น รถขุดแบ็คโฮ รถตัก รถเจาะไฮโดรลิค รถบรรทุกเทท้าย และรถบรรทุกประเภทอื่น ๆ
4) จะมีผลกระทบด้านการคมนาคมและด้านทัศนียภาพ
[ผมขอออกความเห็นเพิ่มเติมจากการไปเยี่ยมบริเวณที่มีการเสนอโครงการทำเหมืองหินอ่อนว่า จะมีผลกระทบต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ป่า อาทิ อีเห็น กะรอกบิน นกแต๊ก (นกเงือกตัวเล็ก) นกกระจาบ]
อุตสาหกรรมแร่ประจำจังหวัดนครราชสีมา ประกาศให้ชาวหมูสี 4 หมู่บ้านที่อยู่ในรัศมี 500 เมตรจากที่ตั้งโครงการ ให้มาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อการขอประทานบัตรที่โรงเรียนบ้านท่าช้างเหนือในวันที่ 9 กรกฎาคม เวลา 18.00 น. ในการกล่าวเปิดประชุม เจ้าหน้าที่แจ้งว่าได้ประกาศให้เป็นที่ทราบโดยทั่วกัน โดยปิดประกาศไว้ที่สำนักงานอุตสาหกรรมแร่ ที่ทำการเทศบาลตำบลหมูสี ที่ทำการกำนัน และที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน 4 หมู่บ้าน อย่างไรก็ดี อาศัยการประกาศเพียงเท่านี้ ก็คงมีผู้รับทราบเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยความตื่นตัวของผู้นำที่ไม่เป็นทางการของชาวหมูสี จีงจัดแจงกันเองให้มีการประชาสัมพันธ์คัดค้านการทำเหมืองหินอ่อน โดยปิดป้ายไวนีลไว้ตามหมู่บ้าน และโดยการเดินรถกระจายเสียงเชิญชวนชาวหมูสีให้เข้าร่วมแสดงความเห็นในวันเวลาดังกล่าว
ชาวหมูสีได้มารวมตัวกันที่วัดท่าช้างตั้งแต่เวลา 17.00 น. แล้วเดินขบวนไปยังโรงเรียน มีเด็ก ๆ เข้าร่วมพร้อมป้ายไวนีลคัดค้านด้วย ผมบังเอิญรู้จักกับผู้นำที่ไม่เป็นทางการครอบครัวหนึ่ง ที่มีบทบาทขยันขันแข็งในการคัดค้านคราวนี้ จึงได้รับเชิญให้เป็นผู้สังเกตการณ์ รู้สึกตื่นเต้นและยินดีกับการตื่นตัวทวงถามสิทธิ์ของชาวหมูสี ที่ออกมาเดินขบวนและเปล่งเสียงกึกก้องร้องว่า “ไม่เอา” โดยพร้อมเพรียงกันนับพันคน
ในวันนั้น มีตัวแทนฝ่ายราชการ 4-5 คนมารับฟังโดยนั่งเรียงแถวหันหน้าหาประชาชน การรับฟังเริ่มด้วยตัวแทนผู้เสนอโครงการซึ่งอธิบายว่า จะระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้เกิดมลภาวะและผลกระทบต่อการเป็นอยู่ของประชาชน และจะเกิดประโยชน์ในระดับท้องถิ่น เช่น มีค่าภาคหลวงแร่ 160 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ในจำนวนนี้จะจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 60 % และจะมีกองทุนพัฒนาหมู่บ้านซึ่งโครงการจะจัดสรรงบประมาณให้ปีละ 500,000 บาท และกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพซึ่งจะมีงบประมาณปีละ 200,000 บาท
ชาวหมูสีรับฟังข้อเสนอโครงการโดยไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ แต่บรรยากาศเปลี่ยนมาคึกคักเมื่อให้ชาวหมูสีแสดงความเห็น การคัดค้านได้รับเสียงสนับสนุนดังลั่นห้องประชุม ด้วยการปรบมือ การเปล่งวาจาว่า “ไม่เอา” เป็นระยะ ๆ เนื่องจากกำนันไม่สบาย จึงมีสารวัตรกำนันตำบลหมูสีออกมาแสดงความคิดเห็นคนแรก เขากล่าวว่า ตำบลหมูสี เขาใหญ่ มีโอโซนระดับ 7 ของโลก เป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่คนทั่วโลกรู้จักดี คือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2548 และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของประเทศไทย การทำเหมืองแร่หินอ่อนจะเอาฝุ่นละอองและมลพิษมายัดเยียดให้ไม่ได้ ชาวบ้านทั้งหมดขอคัดค้านอย่างถึงที่สุด
นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ และนายกสมาคมเครือข่ายอนุรักษ์ผืนป่าเขาใหญ่ดงพญาเย็น กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า อำเภอปากช่องถือเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวที่มีความเป็นธรรมชาติ อากาศดี มีผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ต สนามกอล์ฟ ต่าง ๆ กระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งต่างจะได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวางและยาวนาน และจะส่งผลเสียหายต่อส่วนรวมในระยะยาว
เจ้าอาวาสวัดท่าช้างเหนือขอบิณฑบาตว่า อย่าเอาฝุ่นละอองมามอบให้แก่ชุมชนเลย ปัจจุบันมีผู้สูงอายุนอนป่วยติดเตียงในแต่ละหมู่บ้านจำนวนมาก บางคนได้นำพ่อแม่ที่สูงอายุจากต่างจังหวัดมาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่หมูสี เพราะอยากให้มาอยู่กับอากาศบริสุทธิ์จะได้มีชีวิตยืนยาวต่อไป
ชาวหมูสีคนหนึ่งให้ความเห็นว่า ถึงแม้ว่าในเบื้องต้นจะมีผลดีบ้างในการรับคนงานในพื้นที่เข้าทำงาน แต่ก็เป็นส่วนน้อยเพราะส่วนใหญ่ชาวบ้านต้องได้รับผลกระทบจากฝุ่นในการทำเหมืองแร่ ที่สำคัญเขาใหญ่เป็นแหล่งต้นน้ำลำตะคอง ถ้าปล่อยให้มีโรงงานเหมืองแร่ ระบบน้ำเสียมีแน่นอน ส่วนผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งกล่าวว่า ผู้ขอประทานบัตรทำเหมืองฯ มานำเสนอการเข้าประกอบธุรกิจอย่างสวยหรู เหมือนมาหลอกให้ชาวบ้านเห็นด้วย ซึ่งที่ผ่านมาตนอยู่ในพื้นที่การทำเหมืองมาโดยตลอด รู้ว่าผลกระทบมากขนาดไหน และไม่เฉพาะบริเวณ 500 เมตร รอบเหมือง แต่ฝุ่นละอองจะปลิวไปตามสายลมไกลกว่า 3-4 กิโลเมตร
ผมนั่งฟังด้วย ได้ความรู้ว่าอำเภอปากช่องเป็นแหล่งผลิตพืชผักไปเลี้ยงดูชาวกรุงเทพฯที่สำคัญแหล่งหนึ่ง อากาศที่เย็นกว่าพื้นที่อื่น ๆ ทำให้ปลูกพืชผักหลายชนิดได้ดี รวมทั้งมีสวนผลไม้ เช่น มะม่วง ลำไย แก้วมังกร ทุเรียน ครบครัน รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจยั่งยืน ที่มีอักษรย่อว่า BCG หมายถึง Bio-Circular-Green แปลว่าเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว รัฐบาลมีนโยบายการใช้โมเดล BCG ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากการที่สำนักงานวิจัยแห่งชาติจะจัด “มหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2565” ในวันที่ 1-5 สิงหาคม และได้เชิญรัฐมนตรีมาแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG” ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ การจะทำเหมืองหินอ่อนที่ตำบลหมูสี นอกจากจะไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบันของชาวหมูสีและชาวเขาใหญ่แล้ว ยังไม่สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย
แน่นอนว่าชาวบ้านมาร่วมประชุมกันเนืองแน่นแต่มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถพูดให้เจ้าหน้าที่จดความเห็นไปทำรายงานได้ ในตอนท้าย อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา บอกว่าตนไม่มีอำนาจการอนุญาต วันนี้มารับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน แล้วจะนำเอาความคิดเห็นของประชาชน รายงานเข้าไปยังอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ภายใน 15 วัน ผมคิดว่าในรายงาน น่าจะแนบวิดีโอการประชุมส่งให้อธิบดีรับทราบบรรยากาศด้วย สถานีวิทยุโทรทัศน์หลายช่องได้มาทำข่าว สามารถเลือก YouTube รายการข่าวส่งไปได้ ก็เป็นอย่างที่เจ้าหน้าที่บอกนั่นแหละ ว่าอธิบดีมี “อำนาจ” ตัดสินใจ ประเด็นอยู่ที่ว่าจะใช้อำนาจนั้นอย่างไร เห็นได้ชัดเจนว่าชาวหมูสีทวงสิทธิ์ที่จะอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดี ผู้มีอำนาจและหน้าที่จะใช้อำนาจโดยไม่ตอบสนองต่อการรักษาสิทธิ์ของผู้ที่อยู่ในพื้นที่ได้อย่างไร
สำหรับกรณีที่สาม จะขอเสนอเป็นรูปภาพก่อน ข้อใหญ่ใจความก็คือ หลักกฎหมายถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลถึงที่สุด ส่วนการได้รับการประกันตัวนั้น เป็นหลักการที่เคารพสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา ส่วนการไม่ให้ประกันตัวถือเป็นข้อยกเว้นที่ต้องมีเหตุผลรองรับ

เนื้อหาของข่าวมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2565 คณาจารย์นิติศาสตร์และเครือข่ายนักกฎหมายจำนวน 90 คน ร่วมกันลงชื่อในแถลงการณ์เรื่อง “ศาลต้องยึดมั่นหลักสันนิษฐานว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์” ซึ่งระบุว่า ปัจจุบันผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดี มาตรา 112 ถูกละเลยไม่ได้รับการคุ้มครองในฐานะผู้บริสุทธิ์ และประสบกับความยากลำบากในการยื่นขอประกันที่ต้องดำเนินการหลายครั้ง หรือถูกกำหนดเงื่อนไขในการให้ประกันตัวที่จำกัดสิทธิเสรีภาพเป็นอย่างมาก ศาลซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการพึงตระหนักถึงหลักการ ความเป็นกลางและเป็นอิสระในการพิจารณาคดี การขยายเหตุผลในการควบคุมตัวผู้กล่าวหาหรือจำเลยเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานของกฎหมาย ทั้งกฎหมายอาญา กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายระหว่างประเทศ และสำนึกแห่งความยุติธรรมของสาธารณชน จึงขอเรียกร้องให้ศาลยึดถือหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมตามที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ
ผมขออ้างเฉพาะประมวลกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญา มาตรา 108/1 ที่บัญญัติว่า “การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว จะกระทำได้ ต่อเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อ เหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) ผู้ต้องหา หรือ จำเลย จะหลบหนี
(2) ผู้ต้องหา หรือ จำเลย จะไปยุ่งเหยิง กับพยานหลักฐาน
(3) ผู้ต้องหา หรือ จำเลย จะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น
(4) ผู้ร้องขอประกัน หรือ หลักประกัน ไม่น่าเชื่อถือ
(5) การปล่อยชั่วคราว จะเป็นอุปสรรค หรือ ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อการสอบสวน ของเจ้าพนักงาน หรือ การดำเนินคดีในศาล
คำสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว ต้องแสดงเหตุผล และต้องแจ้งเหตุดังกล่าว ให้ผู้ต้องหา หรือ จำเลย และ ผู้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว”
ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิ์ได้รับการประกันตัว ส่วนศาลมีอำนาจและหน้าที่ในการให้หรือไม่ให้ประกันตัว แต่การใช้อำนาจนั้นควรพิจารณาถึงสิทธิ์ของผู้ได้รับผลกระทบ และคำนึงถึงหน้าที่ในการพิทักษ์สิทธิ์นั้นด้วย การไม่ให้ประกันตัวพึงมีเหตุผลชัดเจนตามที่ระบุในมาตรา 108/1 นั่นเอง
สามกรณีที่นำมาเขียนเป็นบทความนี้ น่าจะช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิของประชาชน กับการใช้อำนาจและหน้าที่ของบุคลากรของรัฐได้ดีขึ้นบ้าง โดยหวังให้เกิดความเข้าใจว่า ทำไมประชาชนจึงต้องออกมาทวงถามสิทธิ์ของตน
โคทม อารียา

