หน้าแรก คอลัมนิสต์ เปิดข้อเสนอขึ...

เปิดข้อเสนอขึ้นค่าแรง ‘ลูกจ้าง-นายจ้าง’รอด

19.07.22 | 11:30 น.

เปิดข้อเสนอขึ้นค่าแรง ‘ลูกจ้าง-นายจ้าง’ รอด

หมายเหตุ ความเห็นนักวิชาการด้านแรงงาน นักวิชาการอาวุโส สถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) ทางออกการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในภาวะที่ค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

ทุกครั้งเวลาที่พูดถึงเรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำนั้นจะมีผีที่ปรากฏขึ้นที่เรียกว่า ผี เพราะบางเรื่องอาจไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง เป็นสิ่งที่หวาดกลัวกันไปโดยไม่มีจริง เช่น ตั้งแต่ปี 2554 ที่คิดว่าเวลาปรับค่าจ้างขั้นต่ำแล้วของจะมีราคาแพงขึ้น ซึ่งงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าการปรับค่าจ้างที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้ของแพง หรือคิดว่าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะทำให้ SME หรือกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถอยู่ได้ จากการอ่านงานวิจัยจำนวนมาก พบว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นจริงในภาพใหญ่ เพราะฉะนั้น ประการแรก อยากให้คลายความกังวลในลักษณะที่ว่าต้องมีคนได้และคนเสียจากเรื่องนี้ แต่อยากให้มองในสภาพความเป็นจริงว่า ณ ปัจจุบันค่าจ้างที่คนไทยได้รับอยู่ในลักษณะที่ต่ำเกินกว่าที่จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรี ถ้านึกเป็นภาพว่าเป็นค่าจ้างขั้นต่ำที่รับเป็นรายวัน ทำงาน 24 วัน มีวันหยุดประมาณ 5-6 วันต่อสัปดาห์ รายได้ก็จะอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท ซึ่งสำหรับหนึ่งชีวิตยังถือว่าต่ำกว่าเส้นที่มีการคำนวณว่าสามารถอยู่ได้ ถ้านึกถึงว่าคนที่ต้องได้รายได้ 8,000-9,000 บาทต่อเดือน และต้องดูแลมากกว่าหนึ่งชีวิตในประเทศที่ไม่มีสวัสดิการแบบนี้

คิดว่าลำบากมากๆ เพราะฉะนั้น จุดยืนที่พยายามยืนยันอยู่เสมอ คือ จำเป็นต้องมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า มันอาจจะทำให้กำไรของธุรกิจบางประเภทลดน้อยลง แต่ไม่ได้ทำให้ถึงขั้นต้องเจ๊ง หรือล้มละลาย และอย่างที่ทราบข้อเท็จจริงว่า จริงๆ แล้วในหลายกิจการนั้นค่าจ้างที่จ้างกันในตลาดจริงๆ เกินกว่าค่าจ้างขั้นต่ำกันไปมากทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังจำเป็นต้องปรับค่าจ้างขั้นต่ำ คือ ยังมีคนไทยอีกจำนวนมาก น่าจะเกือบ 10 ล้านคนที่มีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน การปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะช่วยให้กลุ่มคนที่จนที่สุด ลำบากที่สุด และมีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด สามารถที่จะลืมตาอ้าปากได้ อย่าไปคิดว่าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะให้ประโยชน์เฉพาะกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเขาก็ควรจะได้รับค่าจ้างที่เพียงพอด้วย แต่ข้อเท็จจริง คือ ยังมีคนไทยส่วนมากเป็นผู้ที่อยู่นอกเขตเทศบาล เป็นกลุ่มคนจนเมืองที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

จริงๆ แล้วปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความยากจนของไทยไม่ได้จบที่เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ เข้าใจว่าใน 5-6 ปีที่ผ่านมา คนเห็นภาพชัดเจนแล้วว่ามีหลายมิติมาก มิติของสวัสดิการที่ต่ำ มีความเหลื่อมล้ำที่กลุ่มคนที่รวยมากๆ เสียภาษีน้อยกว่ากลุ่มชนชั้นกลาง เพราะฉะนั้น ในการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะมีนั้น มากไปกว่าเรื่องของรายได้และค่าจ้าง การพูดถึงการยกระดับสวัสดิการทั้งระบบ การลดความเหลื่อมล้ำผ่านมาตรการทางภาษีสำหรับกลุ่มคนมั่งคั่งเพื่อนำมาจัดสวัสดิการถ้วนหน้า จำเป็นต้องถูกพูดถึงอย่างจริงจัง หากพรรคการเมืองไหนต้องการที่จะได้รับความนิยม หรือคิดว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ จุดยืนเรื่องภาษี สวัสดิการ และค่าจ้าง เป็นเรื่องที่จะต้องไปพร้อมกัน ทิ้งเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้

การออกมาเรียกร้องของภาคประชาชน ในสถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลไม่ได้สามารถที่จะสร้างความไว้ใจหรือเชื่อใจว่า ประชาชนสามารถพึ่งพาระบบในปัจจุบันได้ ไม่ว่าจะเป็นกลไกทางกฎหมาย หรือกลไกทางนโยบาย เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่ต้องมีพร้อมกันคือ ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นการเลือกตั้งที่ Free (เสรี) และ Fair (ยุติธรรม) มากที่สุด จะทำให้คนกลับมาเชื่อมั่นว่าระบบรัฐสภากลไกทางนโยบายของพรรคการเมืองจะสามารถเป็นทางแก้ไขได้ เรื่องเหล่านี้ต้องทำไปพร้อมกันเพราะไม่เช่นนั้นคนจะไม่เชื่อมั่นว่าระบบและ
ช่องทางรัฐสภาและกฎหมายสามารถพึ่งพาได้ คิดว่าถ้าคนไม่เชื่อมั่นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็จะเกิดความขัดแย้งในระดับที่ใหญ่มากขึ้น แต่หากมีการเลือกตั้งที่ Free และ Fair และมีนโยบายที่ก้าวหน้าจะสามารถทุเลาความขัดแย้งต่างๆ ได้มากขึ้น

Advertisement

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ที่จะเกิดขึ้นนั้น มองว่าคนจับตากระทรวงแรงงานน้อย เพราะเรื่องของการกำหนดนโยบายอะไรใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงิน หรือสวัสดิการมันไม่ได้ผ่านกระทรวงแรงงาน แต่ต้องยอมรับว่าในช่วงประมาณ 2 ปีที่ผ่านมาภายใต้การบริหารของนายสุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ทำอะไรได้น้อยมาก การถูกเลิกจ้าง การชดเชย การเยียวยาอะไรต่างๆ ดำเนินการไปอย่างช้าเหมือนกับเป็นระบบราชการ จนบางครั้งยังสงสัยเหมือนกันว่ามีกระทรวงแรงงานอยู่จริงหรือไม่ ทำไมปัญหาการเลิกจ้าง หรือปัญหาการเยียวยาต่างๆ จึงช้าแบบนี้ คิดว่านายสุชาติ ซึ่งก็ถือว่าเป็น ส.ส.คนสำคัญของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั้นต้องแบกรับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เพราะว่าหลายคนก็กระโดดออกจากพรรค พปชร. แต่นายสุชาติยังเหนียวแน่น เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องปกติที่นายสุชาติต้องเป็นหนังหน้าไฟให้กับกระบวนการที่ผิดพลาดทั้งนโยบายแรงงาน และนโยบายสวัสดิการต่างๆ ที่รัฐบาลไม่ได้มีการแก้ไขในตลอดกว่า 3 ปีที่ผ่านมา

 

ธนิต โสรัตน์
รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
(อีคอนไทย)

ธนิต โสรัตน์

การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการค่าจ้าง หรือไตรภาคี แต่ในทางปฏิบัติจริง ยังมีองค์กรลูกจ้างที่ออกมากดดันให้ขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 492 บาท แต่หน่วยงานที่เป็นผู้พิจารณาจริงคือ ไตรภาคี ซึ่งมีอนุกรรมการจังหวัด ที่ปัจจุบันมีการพิจารณาค่าจ้างรายจังหวัดแล้วเสร็จไปแล้ว โดยการพิจารณาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน บางจังหวัดปรับราคาขึ้นน้อย บางจังหวัดปรับขึ้นน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ หรือบางจังหวัดไม่ปรับขึ้นเลย ซึ่งการพิจารณารายจังหวัดเหล่านี้ จะต้องมีการยื่นต่อคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคี ที่จะมีการประชุมในเดือนกันยายน 2565

ส่วนราคาค่าจ้างขั้นต่ำควรอยู่ที่เท่าไรนั้น ปัจจุบันคณะกรรมาธิการตั้งอยู่ที่ 700 บาทต่อวัน โดยให้เหตุผลว่าแรงงานจะต้องใช้เงินในการผ่อนบ้านผ่อนรถ ใช้เงินเลี้ยงดูบุพการี แต่ในมุมมองของผม มองว่าค่าจ้างก็ควรอยู่ในระดับที่เลี้ยงดูตัวเองได้ ส่วนเรื่องค่าดูแลอื่นๆ มองว่าคนนำค่าจ้างแรกเข้า หรือค่าแรงขั้นต่ำมากเกินไป การที่นำอัตราเงินเฟ้อมาเป็นปัจจัยในการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไม่มีประเทศไหนทำกัน แต่ราคาค่าแรงขั้นต่ำจะอยู่ที่อัตราเท่าไรขึ้นอยู่กับไตรภาคีว่าจะพิจารณาอย่างไร ซึ่งทางไตรภาคีจะใช้หลักเศรษฐกิจ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ที่ปี 2565 อาจขยายตัวไม่เกิน 3% และคิดจากอัตราเงินเฟ้อปัจจุบัน อยู่ที่ 7.66% และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2565 จะอยู่ที่ 4.9-5% มองว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 6% ส่วนจะบวกลบเท่าไหร่ ต้องมาดูกันอีกครั้ง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละครั้ง ล้วนเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ พอต้นทุนหดตัว หรือกำลังซื้อหดตัว การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในช่วงนี้จึงถือเป็นผลกระทบ แต่หากเพิ่มค่าจ้างต้องปรับขึ้นในระดับที่ทุกฝ่ายต้องอยู่ร่วมกันได้ เข้าใจว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปรับขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่จำเป็นและห้ามไม่ได้ แต่ต้องปรับขึ้นในราคาที่เหมาะสม แต่ในเรื่องของผลกระทบจะได้รับมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับแต่ละอุตสาหกรรม หากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้คนมากก็จะได้รับผลกระทบมาก อาทิ อุตสาหกรรมสินค้าเกษตรแปรรูป และแรงงานก่อสร้าง ที่สุดแล้วหากผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนไม่ไหว ในที่สุดภาระก็ต้องกลับไปตกที่ผู้บริโภค หรือลูกค้า ที่ต้องซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้นอยู่ดี ดังนั้น จึงอยากให้ไตรภาคีพิจารณาราคาอย่างเหมาะสมต่อไป

ส่วนเรื่องขีดความสามารถในการลงทุนของไทยนั้น มองว่าประเทศไทยเลยจุดที่นำเรื่องค่าแรงมาเป็นจุดแข่งขันทางการค้าการลงทุนแล้ว เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำของไทยแพงกว่าในอาเซียนอยู่แล้ว หรือมีค่าแรงสูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากสิงคโปร์ ซึ่งทิ้งห่างจากเวียดนาม เมียนมา และกัมพูชา แล้ว ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนโฟกัส ไทยต้องเปลี่ยนจากการซื้อของเป็นตันมาเป็นสินค้าแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้า และหันมาใช้ระบบออโตเมชั่นมากขึ้น เพื่อลดปัญหาด้านแรงงาน

ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำจะมีแรงกระเพื่อมต่อการเมืองไทยในช่วงนี้หรือไม่นั้น ในภาพรวมเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองจะหยิบยกประเด็นนี้มาเล่นแน่นอน แต่ยังมีเวลาอีกเยอะ เนื่องจากคาดว่าจะมีการยุบสภาและเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2565 นี้ แต่มองว่าจากวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ประชาชนเข้าใจดีว่า หากค่าแรงสูงเกินไป อาจทำให้ธุรกิจที่มีแผลจากช่วงโควิด ปิดตัวอีกได้ ดังนั้น แต่ละพรรคการเมืองจะใช้ประเด็นนี้มามอมเมาประชาชนเหมือนสมัยก่อนคงไม่ได้

นณริฏ พิศลยบุตร
นักวิชาการอาวุโส สถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

นณริฏ พิศลยบุตร

การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำนั้น ในทางทฤษฎีต้องบอกว่า หากมีการทำธุรกิจ และต้องจ้างพนักงานเข้ามาทำงาน ธุรกิจก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นค่าแรงกลับไป ซึ่งค่าแรงต่างๆ ที่อยู่ในระบบรวมเป็นการพิจารณาจากอัตราค่าแรงขั้นต่ำ คือ หากเลือกที่จะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะมีผลสะท้อนในการเปรียบเทียบกัน อาทิ หากมีคนที่เคยได้ค่าแรงในอัตรา 2 เท่าของค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ก็อาจต้องการปรับเพิ่มค่าแรงให้อีก เพราะเกิดการเปรียบเทียบ และมองว่าค่าจ้างแรงงานของตัวเองดูด้อยค่าลง หากเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำในภาพรวม ทำให้การปรับอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ เมื่อมีการปรับแล้วจะเป็นการปรับขึ้นแบบเป็นแผง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาคือ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มมากขึ้น โดยในธุรกิจที่สินค้ามีความจำเป็นในการใช้เพื่อดำรงชีวิต หรือมีความต้องการ (ดีมานด์) มากเพียงพอ ผู้ประกอบการก็สามารถส่งต่อต้นทุนเหล่านี้ให้กับผู้บริโภค ผ่านการปรับขึ้นราคาขายได้ จึงไม่ได้มีปัญหามากนัก แต่ในส่วนของธุรกิจที่สินค้าไม่ได้มีความสามารถในการผลักดันต้นทุนต่อไปได้ กลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบ อาทิ กำไรน้อยลง บางส่วนอาจพลิกจากกำไรมาเป็นขาดทุน จนไม่สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อได้ ทำให้มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างแท้จริง

ในแง่ของลูกจ้าง เนื่องจากค่าแรงก็เป็นส่วนสำคัญในการใช้ชีวิต ทำให้ค่าแรงขั้นต่ำต้องสะท้อนความสามารถในการใช้จ่าย ที่อยู่ได้ท่ามกลางค่าครองชีพที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยในทางวิชาการอยากให้มีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่เป็นเกมทางการเมือง เพื่อให้เกิดความดุลยภาพทั้งในแง่ของธุรกิจ และแรงงานด้วย โดยการปรับขึ้นค่าแรงจะต้องไม่ส่งผลให้ธุรกิจถูกกระทบจนล้มหายตายจากไป ขณะเดียวกันลูกจ้างก็ต้องได้ค่าตอบแทนที่สามารถมีชีวิตได้แบบคุณภาพดี

สิ่งที่น่ากลัวคือ การนำประเด็นค่าแรงขั้นต่ำมาเป็นเกมการเมือง ผ่านการจูงใจในการปรับขึ้นค่าจ้างงานให้สูงกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งหากค่าจ้างแรงงานเติบโตขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่วนนี้ยังสามารถเข้าใจได้ แต่การที่อยู่ๆ จะกระโดดขึ้นไปแบบไม่คำนึงถึงพื้นฐาน ความสามารถในการแข่งขัน หรือธุรกิจจะสามารถจ่ายได้หรือไม่ อันนี้ถือเป็นความเสี่ยง เพราะหากท้ายที่สุดธุรกิจล้มหายตายจาก ไปต่อไม่ได้ แรงงานก็ต้องไปทำงานที่ต่ำกว่าศักยภาพแท้จริง กลับภูมิลำเนา ทำงานในภาคการเกษตร ได้ค่าแรงที่ต่ำลง และไม่มีสวัสดิการรองรับ ซึ่งส่วนนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

ความยากของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตอนนี้คือ เจอปัญหาของต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาสินค้ามีการกระโดดขึ้น แต่ไม่ได้เป็นการกระโดดในส่วนของค่าแรง แต่มาจากปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่มีความสำคัญ อาทิ ราคาพลังงาน ที่เมื่อมีการปรับขึ้นแล้ว ส่งผลให้ดุลยภาพเดิมหายไป ซึ่งในส่วนของภาคธุรกิจถูกกระทบตรงที่ว่า แม้ตอนนี้ค่าแรงยังไม่ทันได้ปรับขึ้นด้วยซ้ำ แต่ต้นทุนกลับเพิ่มขึ้นแล้ว การทำกำไรก็ทำได้ยากลง ขณะเดียวกันเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น ก็ทำให้ค่าแรงที่มีอยู่เดิมไม่สามารถอยู่ได้ต่อ เกิดความลำบากมากขึ้น เมื่อเลือกที่จะปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นจริงๆ จะต้องระมัดระวังให้ดี เพราะหากปรับขึ้นมากเกินไป ธุรกิจจะไม่สามารถอยู่ได้ แรงงานก็จะไม่สามารถอยู่ได้ บวกกับกลุ่มสินค้าที่สามารถผลักต้นทุนให้ผู้บริโภคได้ ก็จะปรับราคาให้สูงมากขึ้น เพื่อสะท้อนต้นทุนออกมา ดันให้ราคาสินค้าสูงมากขึ้นอีก

การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อแนวโน้มความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนต่างชาติต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งการจะไปลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งนั้น ก็จะต้องพิจารณาองค์ประกอบในหลายๆ เรื่องเปรียบเทียบกัน อาทิ ค่าจ้างแรงงานอยู่ในอัตราเท่าใด แม้เข้าใจว่า ไม่ได้เป็นทุกอุตสาหกรรมที่ปัจจัยในแง่ค่าจ้างแรงงานจะเป็นปัจจัยสำคัญ ส่วนตัวเชื่อว่าหากอุตสาหกรรมไทยต้องการก้าวเข้ามาเป็นผู้ผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูงมากขึ้น ใช้ทักษะแรงงานมากขึ้น เข้าใจว่าค่าแรงขั้นต่ำจะไม่กระทบใจอุตสาหกรรมเหล่านี้มาก เพราะแรงงานในธุรกิจเหล่านี้มีทักษะสูงอยู่แล้ว เพียงต้องการผู้ที่มีทักษะเท่านั้นเอง ส่วนอุตสาหกรรมแรงงานจริงๆ แบบใช้แรงในการทำงานก็อาจได้รับผลกระทบบ้าง ซึ่งส่วนนี้ก็ไม่อยากให้รัฐบาลสนับสนุนไม่ใช่ปล่อยให้ตายจากไป