กว่าวรรณกรรมเร่งรีบประจำสัปดาห์นี้จะตีพิมพ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก 10 รายคงผ่านไปแล้ว 2 วัน ศุกร์ 22 เป็นวันสุดท้ายเพื่อที่จะลงมติวันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคมนี้
ผลการอภิปรายนัดสั่งลาสมัยประชุมสุดท้ายก่อนครบวาระสีปีต้นปีหน้า จะสร้างแรงสั่นสะเทือนถึงขั้นเกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับใดระดับหนึ่งหรือไม่ เนื้อหาสาระและบรรยากาศสองวันที่ผ่านมา คงบ่งบอกได้ระดับหนึ่ง
มุมที่น่าสนใจของการเปิดอภิปรายครั้งนี้ ฝ่ายค้านวางเกมใหม่แทนที่จะเริ่มที่ตัวนายกรัฐมนตรีก่อนแล้วตามด้วยรัฐมนตรีอื่นๆ ตามลำดับ กลับเอา พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ พล.อ.
อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไว้เป็นอันดับสุดท้าย
เอาไว้เป็นไฮไลต์ สร้างเซอร์ไพรส์ ใส่หมัดเด็ด ม้วนเดียวจบ ป้องกันไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลุกขึ้นตอบแล้วตอบอีกได้ตลอด อย่างครั้งก่อนๆ
แต่ความเป็นจริงจะเป็นไปอย่างที่ฝ่ายค้านหวังหรือไม่ ไม่แน่ใจ เพราะในการอ่านญัตติของผู้นำฝ่ายค้าน ย่อมเริ่มต้นด้วยตัวนายกรัฐมนตรีเป็นคนแรกก่อนร่ายยาวถึงรัฐมนตรีคนอื่นๆ
ฉะนั้นจึงเป็นการยากที่จะปิดปาก พล.อ.ประยุทธ์ได้ตั้งแต่ต้น ขึ้นอยู่กับว่า พล.อ.ประยุทธ์จะใช้โอกาสแรกหลังผู้นำฝ่ายค้านอ่านญัตติจบ ลุกขึ้นตอบโต้เลยหรือไม่
นอกจากกลเกมของพรรคฝ่ายค้านที่ว่าแล้ว แนวโน้มการลงมติเป็นอีกมุมหนึ่งที่ติดตามมาก จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมดที่เหลืออยู่ขณะนี้ 477 เสียง เป็นฝ่ายรัฐบาล 269 เสียง ฝ่ายค้าน 208 เสียง คะแนนที่ผ่านการไว้ว่างใจจะต้องได้เกินกึ่งหนึ่งคือ 239 เสียง
ในส่วนของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ถ้าหักพรรคเศรษฐกิจไทย นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นหัวหน้า 16 เสียง กับพรรคเล็กกลุ่ม 16 อีก 18 เสียง รวม 34 เสียง จะเหลือแค่ 235 เสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง
การที่รัฐบาลจะได้เสียงไว้วางใจมากเกินกึ่งหนึ่งก็ต่อเมื่อ 34 เสียงของพรรคเศรษฐกิจไทยกับกลุ่ม 16 ลงคะแนนแบบไร้เอกภาพ ไร้ทิศทาง กระจัดกระจายแตกออกเป็นเสี่ยง ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเล็กกลุ่ม 16 ส่วนใหญ่แสดงท่าทีอุ้มรัฐบาลต่อไป
คำนวณตัวเลขทำนองนี้แล้ว แนวโน้มที่ฝ่ายรัฐบาลจะผ่านการไว้วางใจไปได้จึงเป็นไปได้มากกว่า ยกเว้นรัฐมนตรีบางคนที่พรรคเศรษฐกิจใหม่และกลุ่ม 16 หมายหัวไว้อาจได้คะแนนไม่เกินกึ่งหนึ่ง
กระนั้นก็ตามทิศทางการลงมติของกลุ่มตัวแปรพรรคเศรษฐกิจไทยกับพรรคเล็กกลุ่ม 16 ยังคงเป็นจุดที่น่าจับตามากที่สุด จะกล้าสร้างเซอร์ไพรส์ในการลงมติอย่างไร
เพราะสถานการณ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ต่างจากครั้งที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจลงมติจะเกิดความขัดแย้งในเชิงหลักการ 2 หลัก ระหว่าง เนื้อหาสาระ ข้อมูล ความจริง ความถูกต้อง กับ มารยาททางการเมือง
แม้ฝ่ายค้านจะอภิปรายดี มีน้ำหนัก น่าเชื่อถือขนาดไหนก็ตาม เมื่อเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็ต้องอุ้มรัฐบาล
ฝ่ายค้านก็ทำนองเดียวกัน ถึงรัฐมนตรีจะตอบชี้แจงได้ดี แสดงหลักฐานข้อมูลหักล้างข้อกล่าวหาได้ชัดเจนเพียงไร ต้องลงคะแนนตรงกันข้าม ไม่ไว้วางใจอยู่ดี
มารยาททางการเมือง จึงเป็นฝ่ายชนะตลอดมา
แต่การอภิปรายครั้งนี้ มีเงื่อนไข หลักการใหม่เพิ่มเข้ามา นั่นคือ หลักความกตัญญูรู้คุณ การเมืองญาติผู้ใหญ่ ความเคารพนับถือ รักใคร่ ชอบพอ ดูแลช่วยเหลือโอบอุ้มกันมา ระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับ ร.อ.ธรรมนัสและแกนนำพรรคเล็กกลุ่ม 16
หลักการส่วนตัวกับส่วนรวม ผลประโยชน์ของตนของกลุ่มกับผลประโยชน์ของสังคมส่วนใหญ่ อะไรมาก่อน อะไรสำคัญกว่า จะพิสูจน์ให้เห็นในวันลงมติ
ถึงแม้หัวหน้าทีมพรรคเล็กกลุ่ม 16 ออกมาปฏิเสธเสียงแข็งว่า อภิปรายคราวนี้ไม่เกี่ยวกับการเคาะกะลา เพิ่มค่าตัว หรือส่งสัญญาณต่อรองเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น
การลงมติจะเป็นคำตอบชัดว่า คำประกาศต่างนานาที่ว่านั้น ก็แค่วาทกรรม
การเปลี่ยนขั้ว ย้ายข้างของพรรคตัวแปร เป็นเรื่องจริง ของจริง ของแท้ หรือของปลอม ของเทียม เพื่อฟอกขาวตัวเอง แค่นั้น
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง สมราคาคุยที่ว่า เด็ดหัว สอยนั่งร้าน ตอกตะปูปิดตาย ทลายระบอบประยุทธ์ ได้จริงจึงอยู่ที่ช่องว่างระหว่างพรรคแกนนำฝ่ายค้านกับพรรคเศรษฐกิจไทย และพรรคเล็กกลุ่ม 16
ถ้าทำการบ้านมาไม่ดีจริง ไม่มีอะไรใหม่ในกอไผ่ มีแต่แผลเก่า เท่ากับต่ออายุรัฐบาลให้ฮึกเหิม อยากอยู่ต่ออีกสมัย
การอภิปรายและลงมติ ไม่สามารถบั่นทอนเครดิตพรรคร่วมรัฐบาลได้แม้แต่น้อย จะเป็นความผิดพลาดล้มเหลวของพรรคฝ่ายค้านทั้งเก่าและใหม่ จึงเตรียมตัวรับผลในการเลือกตั้งทั่วไปหลังยุบสภาได้เลย
เมื่อสังคมฝากความหวังไว้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แต่การเมืองในสภาไม่สามารทำให้สมหวังได้ เป็นธรรมดาที่การเมืองบนท้องถนน ย่อมร้อนแรงขึ้นอีกแน่นอน

