ครั้งหนึ่งช่วงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปี พ.ศ.2548 ผมได้ร่วมรับประทานอาหารและสนทนากับมิตรสหายในวงการหนึ่ง ที่ตามปกติมันควรจะเป็นการพบปะสังสรรค์สามัญเช่นการพบปะอีกนับพันหมื่นครั้ง ที่สุดท้ายก็ผ่านไปโดยไม่กลายมาเป็นความทรงจำระยะยาว
ถ้าไม่ใช่ว่ามิตรสหายท่านหนึ่งที่ไปร่วมพบปะกินข้าวด้วยกันนั้นเป็นหนึ่งในผู้ชุมนุมที่เหนียวแน่นของกลุ่มพันธมิตร ได้พกพาบรรยากาศแห่งการต่อสู้กู้ชาตินั้นเข้ามาในวงปิ้งย่างด้วย
เขาไล่จี้ถามทุกคนเป็นรายตัวว่าใครได้ไปชุมนุมกันมาบ้าง และเมื่อปรากฏว่าไม่มีใครนอกจากเขาไปชุมนุมนั่นเลย (แม้ว่าจะมีบางคนเห็นด้วยกับแนวทางของพันธมิตรในขณะนั้นก็ตาม) เขาสาธยายถึงความเลวร้ายของสิ่งที่พวกเขาเรียกไปเองว่า “ระบอบทักษิณ” กล่าวถึงความเสียสละและการต่อสู้ของบรรดาแกนนำทั้งหลายที่เขานับถือ ทั้งย้ำเตือนความจำเป็นของการ “กู้ชาติ” และคาดคั้นให้มิตรสหายผู้เห็นด้วยแต่ไม่เคยไปร่วมชุมนุมที่สวนลุมพินี สัญญาจะไปให้ได้ในการนัดหมายครั้งหน้า ทั้งพยายามให้พวกที่ “ยังไม่รู้สึกตัว” ได้ตื่นรู้ถึงภยันตรายของสิ่งที่เรียกว่าระบอบทักษิณ และเปลี่ยนใจเข้าร่วมการต่อสู้ของพวกเขา
ในที่สุดนั่นก็เป็นการพบปะกันที่ไม่น่าประทับใจ แต่เรื่องนี้ก็ยังอยู่ในความทรงจำ
สิ่งที่เล่าไปข้างต้นคงจะเป็นประสบการณ์ร่วมที่หลายท่านเคยพบเจอมาบ้าง แตกต่างกันที่ช่วงเวลาและกลุ่มการชุมนุม หรือบ้างอาจจะเคยพบประสบการณ์ชวนลำบากใจในลักษณะเดียวกันแต่ในรูปแบบอื่น เช่น ในกลุ่มสนทนาออนไลน์อาจจะมีใครสักคนที่พยายามทำทุกเรื่องให้เข้าไปสู่วาระแห่งการต่อสู้ทางการเมือง
ที่จะกล่าวถึงต่อไปคือการวิพากษ์ “เหตุการณ์วิวาทะ” อันเนื่องมาจากกิจกรรมฉายภาพยนตร์เรื่อง “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ฉบับปี พ.ศ.2544 ที่กำกับโดย เป็นเอก รัตนเรือง ในวันศุกร์ที่ 15 ก.ค.65 ที่ศูนย์เยาวชนคลองเตย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “กรุงเทพกลางแปลง” ตามนโยบายของผู้ว่าฯกทม.
ขออนุญาตสรุปข้อเท็จจริงว่า ก่อนการฉายภาพยนตร์ดังกล่าวมีมวลชนกลุ่มหนึ่งมาจัดซุ้มกิจกรรมเกี่ยวกับวัฒน์ วรรลยางกูร ซึ่งเป็นเจ้าของบทประพันธ์ต้นฉบับที่นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ฉายได้เตรียมนำลูกโป่งที่มีรูปใบหน้าของเขาและข้อความ “ยกเลิก 112” เข้ามาภายในงาน แต่เกิดการโต้เถียงกับ
เจ้าหน้าที่ผู้จัดงาน กับถูกประชาชนส่วนหนึ่งที่พำนักอาศัยในชุมชนคลองเตยขับไล่ออกจากพื้นที่จนเป็นเหตุชุลมุน โดยต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ และยึดลูกโป่งที่มีข้อความดังกล่าวไป
ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งที่เห็นใจฝ่ายผู้จัดงานมองว่าเรื่องนี้เป็นการ “ผิดกาลเทศะ” กับฝ่ายที่เห็นด้วยกับผู้จัดกิจกรรมมองว่าเป็นการ “ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง”
โดยความเห็นของผม เรื่องนี้ที่แท้แล้วมิใช่วิวาทะในเรื่อง “กาลเทศะ” กับ “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” แต่มันคือเรื่องของการปะทะกันระหว่าง “เสรีภาพ” กับการให้ความเคารพใน “เจตจำนง” ของผู้คนที่เกี่ยวข้อง
หลักการหัวใจสำคัญอันหนึ่งของ “ประชาธิปไตย” คือการยอมรับในเจตจำนงของปัจเจกชน แล้วเลือกเอาเจตจำนงหลักที่เป็นเสียงข้างมาก หรือที่มีผู้ยอมรับได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้มาเป็นธงนำแห่งการตัดสินใจ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อเจตจำนงของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจนเกินไป หรือไปรุกล้ำรบกวนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจนเป็นการบีบบังคับความคิดความเชื่อ
แตกต่างจากวิธีการแบบเผด็จการที่ไม่สนใจเจตจำนงเสรีของปัจเจกชนแต่ละคน จึงบังคับให้กระทำตามรูปแบบหรือพิธีการบางอย่างที่ผู้เผด็จการนั้นกำหนดด้วยเชื่อหรือคิดว่านั่นเป็นประโยชน์ส่วนรวมที่สุดแล้ว ให้ผู้ที่อยู่ใต้บังคับแห่งอำนาจไม่จำเป็นต้องใช้เจตจำนงใด หรือมีเสรีในการเลือก
และการแสดงเจตจำนงเสรีของปัจเจกชนแต่ละคนจะเรียกว่าเป็นไปโดยสมบูรณ์ได้ ข้อสำคัญคือการแสดงเจตจำนงต้องเกิดจากการที่ได้ชั่งน้ำหนักผลลัพธ์และผลกระทบจากการแสดงออกในเรื่องนั้นในทุกแง่มุมแล้วจึงตัดสินใจไปในทางใดทางหนึ่งโดยสมัครใจ หรือเตรียมใจยอมรับในผลที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะในทางใด ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต้องมาจากการรับรู้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเพียงพอในสาระสำคัญด้วย
“ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นสาระสำคัญ” คือข้อเท็จจริงที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในระดับที่ว่าหากผู้ที่ต้องใช้เจตจำนงตัดสินใจได้รู้ข้อเท็จจริงนั้นแล้ว อาจจะทำหรือไม่ทำในสิ่งนั้น
เช่นนี้ วิธีการแบบ “เผด็จการ” ที่ไม่ใส่ใจเจตจำนงของผู้คนจึงต้องยุ่มย่ามเข้ามาควบคุมการรับรู้และแลกเปลี่ยน “ข้อเท็จจริง” ของผู้ที่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจนั้นให้อยู่ในขอบเขตจำกัดเฉพาะเท่าที่ฝ่ายเผด็จการอยากให้รู้ เพื่อจะได้ยอมรับ ไม่ต่อต้าน หรือมีความเห็นเป็นอื่นอันจะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง เพราะวิถีทางของเผด็จการนั้นดีที่สุดแล้วในสถานการณ์หรือข้อเท็จจริงที่ได้รู้โดยจำกัดนั้น
บางครั้งเพื่อควบคุมการตัดสินใจ หรือโน้มน้าวผู้คนก็อาจจะใช้วิธีเลือกที่จะปิดบังไม่บอก หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญนั้น เหมือนการขายรถยนต์มือสองที่เคยมีผู้เสียชีวิตคารถ แม้ข้อเท็จจริงนี้จะไม่เกี่ยวกับเรื่องการใช้งานหรือขับขี่ แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธได้เต็มปากว่า ข้อเท็จจริงนี้เป็นปัจจัยสำคัญประกอบการตัดสินใจของผู้ซื้อถึงขนาดที่ถ้าอยากจะขายให้ได้ก็ไม่ควรบอกข้อเท็จจริงนี้
ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ควรต้องยอมรับความจริงว่า ประเด็นการแสดงออกทางการเมืองเกี่ยวกับมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไม่ว่าจะในทางใดก็ตามยังคงเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวและแหลมคมที่สามารถส่งผลกระทบต่อบุคคลแต่ละคนนั้นได้แตกต่างหลากหลายไม่เท่ากัน เช่น ข้าราชการสักคนอาจจะต้องตอบคำถามต่อต้นสังกัด หรือแม้แต่การดำเนินการที่แย่กว่านั้น หากเขาจะเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ หากไปปรากฏตัวในกิจกรรมใดที่มีส่วนร่วมกับเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว
โดยเฉพาะถ้าเขาไม่ได้รู้มาก่อนว่าจะมีวาระเกี่ยวกับเรื่องนี้ในกิจกรรมที่ได้เข้าร่วมนั้น
ไม่ต้องอะไรมาก ผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับกลุ่มสนทนาออนไลน์หรือกลุ่มในเฟซบุ๊กแทบทุกกลุ่ม ไม่เว้นแม้แต่ของพรรคหรือกลุ่มการเมืองที่ก้าวหน้าไปไกลสุดสุด ประกาศว่าการขาดเสรีภาพ ถูกสอดส่องตลอดเวลานั้นคือชีวิตของทาส ไม่ใช่เสรีอิสรชน แต่ก็ยังต้องมี “กฎ กติกา” ข้อแรกว่า “ห้ามสมาชิกโพสต์, เมนต์ด้วยคำพูดที่หมิ่นหรือโยงเกี่ยวกับมาตรา 112 ทุกกรณี…” เลย
เช่นเดียวกับกรณีลูกโป่งพิพาทนี้ ในเมื่อผู้จัดงานซึ่งเป็นฝ่ายที่จะต้องรับผิดชอบต่อผลทั้งปวงในการจัดงานนี้เห็นว่าการแจกลูกโป่งพิพาทไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการเข้าร่วมกิจกรรม ก็ควรต้องยอมรับตาม “เจตจำนง” ของผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งฝ่ายผู้รณรงค์ต่อสู้อาจจะปฏิเสธต่อสังคมว่าเรื่องนี้เป็นเพียงรายละเอียดของกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวก็ได้ แต่การเลือกใช้วิธีการขนส่งที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการประสานงานก็อาจชี้ถึงความรู้แก่ใจว่าเรื่องนี้เป็นสาระสำคัญที่ถ้าบอกกล่าวไปก่อนอาจจะไม่ได้ทำกิจกรรมนี้
อาจจะมีประเด็นว่า คุณวัฒน์ วรรลยางกูร เจ้าของบทประพันธ์ต้นฉบับภาพยนตร์ที่นำมาฉาย เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ในแง่นี้การกล่าวถึงประเด็นนี้เป็นส่วนเสริมข้างเคียงไปด้วยก็เป็นจุดเชื่อมโยงที่ชอบธรรม อีกทั้งภาพยนตร์เรื่อง “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ก็ไม่ใช่หนังรักโศกโปกฮา แต่เป็นภาพยนตร์รักตลกร้ายที่วิพากษ์วิจารณ์ความเหลื่อมล้ำและปัญหาของสังคมอีกด้วย
แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เราอาจจะยอมให้ผู้คนเลือกใช้ผลงานแยกออกจากตัวผู้ประพันธ์ได้ระดับหนึ่ง อาจจะไม่ต้องถึงขั้น “ผู้ประพันธ์ตายแล้ว” ตามทฤษฎี แต่ผลงานศิลปะก็ควรสามารถถูกนำมาเลือกใช้เพียงบางแง่มุมของมันได้
อย่าทำเสียจนผลงานของ “นักเขียนฝ่ายประชาธิปไตย” กลายเป็นหรือถูกมองว่าเป็นงานที่หยิบมาใช้ได้ยาก หรือมีข้อจำกัดว่าใช้แล้วจะต้องพ่วงพาเอาเรื่องต่อไปนี้มาร่วมด้วย ถ้าเราเชื่อว่าการที่เผยแพร่ผลงานนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางวัฒนธรรม ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าตัวผลงานหรือเรื่องราวของผู้ประพันธ์จะถูกละเลยแง่มุมอื่น เพราะการนำเสนอมิได้ตัดทอนอะไรและยังอ้างอิงถึงตัวผู้ประพันธ์อยู่ มันย่อมสื่อพากลับไปได้เสมอเช่นนั้น
เรื่องนี้จึงไม่น่าเป็นการลิดรอนหรือจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง ทั้งไม่ใช่ว่าต่อไปแล้วจะต่อสู้หรือแสดงออกในประเด็นนี้ไม่ได้เลย เสรีภาพนั้นยังมีเต็มต่อใครก็ตามโดยสมบูรณ์ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่านั่นต้องเป็นการชุมนุม หรือกิจกรรมการต่อสู้ทางการเมืองที่ฝ่ายที่จะเคลื่อนไหวนั้นจัดการด้วยตัวเองทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น และผู้ที่รับผิดชอบ ผู้ที่เข้าร่วม ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดยอมรับผลที่ตามมาและความเสี่ยงทั้งหลายที่ตรงกันแล้วภายใต้ข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายรับรู้ตรงกัน
การใช้เสรีภาพในพื้นที่สาธารณะ กับการใช้เสรีภาพในพื้นที่สาธารณะที่มีผู้ใช้อยู่ก่อนแล้วควรได้รับการพิจารณาที่แตกต่างกัน รวมถึงการไปร่วมแสดงออกถึงวาระของเราในพื้นที่ซึ่งคนอื่นรับผิดชอบอยู่
เช่นนั้นด้วย เช่นเดียวกับระดับการต่อสู้เรียกร้อง มุมมอง และการมี “เมตตาธรรม” ต่อฝ่ายเราที่เป็นกลุ่มคนปัจเจกชนธรรมดา ฝ่ายเราที่มีอำนาจรัฐอยู่บ้าง กับอำนาจรัฐที่เป็นฝ่ายตรงข้ามที่เราต่อสู้ด้วย ก็ควรจะถูกพิจารณาในระดับที่แตกต่างกัน
อาจจะมองในแง่ร้ายก็ได้ว่าการต่อสู้ที่ละเลยประเด็นสำคัญบางประเด็น หรือใช้ทรัพยากรและพลังในการต่อสู้ไปใช้ในการทำกิจกรรมอื่นที่เป็นเหมือนทางอ้อม อาจจะเป็นการลดพลังการต่อสู้ และละเลยจะกล่าวถึงปัญหาทางการเมืองที่ยังต้องต่อสู้กันต่อไป เพราะมียากล่อมใจให้ยอมรับและพอใจในสภาพที่ควรจะเป็นแม้ว่าปัญหานั้นยังมีอยู่
แต่ถึงแม้ว่ายาแก้ปวดอย่างมอร์ฟีน ยานอนหลับ หรือยากล่อมประสาทจะไม่ได้รักษาโรคเรื้อรังที่ต้นเหตุ ทั้งหากใช้มากไปก็จะส่งผลร้าย ปกปิดอาการและสาเหตุของโรคอันแท้จริงก็ตาม แต่ในการรักษาโรคที่ร้ายแรงเรื้อรังก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากไม่ใช้ “ยาบรรเทา” เสียเลย ก็อาจจะทำให้การรักษาไม่ประสบผลสำเร็จ คนไข้อาจทุกข์ทรมานจากอาการของโรคถึงขนาดอดทนต่อความเจ็บปวด หรืออาการเรื้อรังนั้นต่อไปจนจบการรักษาอันสมบูรณ์ตามหลักการไม่ไหว
เชื่อว่าทุกฝ่ายก็รู้สึกตรงกันว่าตอนนี้สภาพและบรรยากาศของสังคมได้เปลี่ยนไปจากเมื่อไม่ถึงห้าหกปีก่อนแล้ว การต่อสู้ของทุกฝ่ายทุกคนที่มีทิศทางไปในทางเดียวกันนั้นมิได้สูญเปล่า เพียงแต่การเดินทางของสังคมที่ประกอบด้วยผู้คนจำนวนมากจะเดินไปในทิศทางใด องศาใด อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่อาจกะเกณฑ์กันได้
เพียงถ้ายังไปในทิศทางเดียวกัน ก็อาจจะเป็นเรื่องที่พอจะยอมเก็บความไม่ได้ดังใจบางเรื่องไว้ และเดินตามไปด้วยกันได้ ส่งเสียงบอกทาง หรือตักเตือนกันอย่างมีเมตตาธรรมได้

