หน้าแรก คอลัมนิสต์ สมชัยเอฟเฟกต์...

สมชัยเอฟเฟกต์! โดย สุรชาติ บำรุงสุข

20.07.22 | 09:45 น.

 

สำหรับคนที่สนใจและติดตามข่าวเรื่องของทหารแล้ว การตั้งคำถามของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร (ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 เป็นสิ่งที่สังคมเองอยากรับทราบคำตอบจากกระทรวงกลาโหมเป็นอย่างยิ่ง เพราะงบประมาณของกระทรวงกลาโหมประจำปี 2566 มีจำนวนสูงถึง 197,000 ล้านบาท

คำถาม 2 ประการโดยสรุปคือ 1) กองทัพมีนายทหารในระดับนายพล ทั้งที่อยู่ในตำแหน่งหลักและผู้ทรงคุณวุฒิ มีจำนวนเท่าใด และ 2) การที่กองทัพมีนายทหารในระดับนายพลเป็นจำนวนมากนั้น ส่งผลอย่างไรต่อการจัดหารรถประจำตำแหน่ง ที่ใช้งบประมาณมากถึง 553 ล้านบาท

ต่อมา นายสมชัย ได้โพสต์คำตอบบางส่วนให้สังคมได้รับรู้ ดังนี้ 1) รถเบนซ์ เอส 500 ที่นายทหารระดับสูงใช้ไม่ใช่รถประจำตำแหน่ง แต่เป็น “รถควบคุมการสั่งการ” และ 2) อัตราค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนค่ารถประจำตำแหน่งที่มีอัตราค่อนข้างสูง ซึ่งนายทหารที่ได้รับเป็นระดับตั้งแต่พันเอกพิเศษขึ้นไป ซึ่งคำตอบดังกล่าวทำให้เกิด “เสียงอื้ออึง” ในสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะคำถามที่ว่า รถเบนซ์ เอส 500 ซึ่งเป็น “รถหรูสุด” จะเป็น “รถควบคุมการสั่งการ” เหมือนรถทหารแบบ เอ็ม 1130 (M 1130 Command Vehicle) จริงหรือไม่?

สิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้ อยากจะขอเรียกว่าเป็น “สมชัยเอฟเฟค” สำหรับผู้นำทหารทั้งปัจจุบันและอนาคต

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ในการตอบคำถามต่อคณะกรรมาธิการครั้งนี้ ผู้นำกองทัพได้ขอเปิด “เพลงปลุกใจ” ก่อนที่จะตอบคำถาม แม้ประเด็นเปิดเพลงจะไม่ใช่เรื่องหลัก แต่ก็น่าสนใจกับท่าทีในลักษณะเช่นนี้ของผู้นำทหาร หรือว่า ท่าทีเช่นนี้คือ การบ่งบอกถึงสภาวะแวดล้อมทางการเมืองของระบบรัฐสภาที่ผู้นำทหารไม่คุ้นเคย เนื่องจาก ผู้นำทหารที่ผ่านมาทั้งในระดับกระทรวงกลาโหม และในระดับเหล่าทัพ ล้วนเติบโตมากับบรรยากาศทางการเมืองของการรัฐประหาร ซึ่งในสภาวะเช่นนั้น ผู้นำทหารแทบไม่ต้องชี้แจงอะไรกับรัฐสภาที่มาจากการยึดอำนาจ

การเข้ามาชี้แจงของผู้นำทหารให้กับ “สภาตรายาง” ของคณะรัฐประหาร จึงเป็นเพียง “ละครหน้าม่าน” ที่ทำกันเล่นๆ ไม่ได้ต้องกังวลอะไร เพราะทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายทหาร และ “สภาตรายาง” นี้ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกอะไร แต่สมาชิกทั้งหมดถูกแต่งตั้งมาจากฝ่ายทหาร ความคาดหวังที่จะให้รัฐสภามีบทบาทในการทำหน้าที่ “ตรวจสอบและถ่วงดุล” จึงเป็นเพียงเรื่อง “ชวนหัว” ในยุครัฐบาลทหาร ในสภาวะเช่นนี้ ผู้นำทหารจึงได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ โดยไม่มีความจำเป็นต้องชี้แจงอะไรจริงจังกับ “สมาชิกตรายาง” แต่อย่างใด

ในขณะเดียวกัน บรรยากาศทางการเมืองภายใต้ยุค “ทหารเป็นใหญ่” นั้น ผู้นำกองทัพอยากได้อะไรก็ได้… อยากซื้ออะไรก็ซื้อ… อยากทำอะไรก็ทำ โดยสังคมไม่มีพลังที่จะเหนี่ยวรั้งและต้านทานได้เลย การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่มีมูลค่าสูงเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรือดำน้ำ หรือรถถัง เรื่องราวในอดีตของรัฐประหารครั้งก่อนที่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีคำตอบให้กับสังคม ได้แก่ เรือเหาะที่เหาะไม่ได้ ไม้ตรวจระเบิดที่ตรวจอะไรไม่ได้ และรถถังยูเครนที่ไม่มีความชัดเจน หรือจนบัดนี้ยังไม่มีคำตอบแก่สังคมในกรณีของเครื่องยนต์เรือดำน้ำจีน

ประเด็นเหล่านี้ผสมผสานเข้ากับปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของบทบาทของทหารในการแทรกแซงทางการเมือง ประเด็นเรื่องเสนาพาณิชย์นิยม (military commercialism) ประเด็นภายในกองทัพ เช่น ปัญหาการใช้ทหารเกณฑ์ผิดภารกิจ ตลอดรวมถึงการใช้งบประมาณทหารจำนวนมหาศาล ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยกับกองทัพอย่างมาก และนำไปสู่ข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อและสังคมที่มีลักษณะเป็นเรื่อง “อื้อฉาวทางทหาร” (military scandals) หรือแม้กระทั่ง ความต้องการเครื่องบินรบเอฟ-35 ของกองทัพอากาศ ก็เป็นเช่นเดียวกัน แต่กองทัพอากาศกลับไม่สามารถแสดงให้สังคมมีความเชื่อมั่นถึงคุณสมบัติในการป้องกันน่านฟ้า เมื่อมีการล่วงล้ำเขตน่านฟ้าไทยเกิดขึ้น ซึ่งการป้องกันเขตอากาศนี้ มิได้มีนัยถึงการต้องทำ “สงครามทางอากาศ” กับเมียนมาอย่างที่ผู้นำทหารบางส่วนพยายามโต้แย้ง

แน่นอนว่า เรื่องของความอื้อฉาวต่างๆ เหล่านี้ทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันกองทัพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องยอมรับว่า การแสดงออกของผู้นำทหารในหลายเรื่องนั้น ถูกนำมาสร้างความเป็น “ตัวตลก” ในสังคม แม้คนในกองทัพโดยเฉพาะในระดับสูง อาจจะไม่ยอมรับกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับสถาบันทหาร ที่ต้องใช้คำว่า “สถาบันทหาร” เพราะผลกระทบในปัจจุบันกำลังเกิดกับระดับองค์กร ไม่ใช่เป็นเรื่องของระดับผู้นำแล้ว

ว่าที่จริง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้น เป็นผลจาก “พลวัตรของสังคมการเมืองไทย” ผู้นำทหารและต้องรวมถึงบรรดาผู้นำปีกขวาจัดทั้งหลาย อาจจะต้องยอมรับว่า สังคมไทยในมิติทางการเมืองหลังรัฐประหาร 2557 เปลี่ยนไปอย่างมาก และหลังการเลือกตั้ง 2562 ก็เปลี่ยนมากขึ้นไปอีก จากการมาของการเมืองในระบบรัฐสภา ตลอดรวมถึงการขยายบทบาทของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ตอบรับความพยายามที่จะดำรง “โลกเก่า” และความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ถูกถาโถมด้วยวิกฤตชุดใหญ่ ที่เริ่มด้วยวิกฤตโรคระบาด วิกฤตสงครามยูเครน และตามมาด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตพลังงาน วิกฤตอาหาร วิกฤตความยากจนในสังคมไทย

ผลโดยรวมของปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ คือ การก่อตัวของ “ภูมิทัศน์การเมืองรัฐสภา” ที่ผู้นำทหารไม่คุ้นเคย และเมื่อต้องเผชิญกับคำถามของคณะกรรมาธิการด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่คุ้นเคยอย่างมาก เพราะในช่วงก่อนหน้านี้ บรรดานายทหารระดับสูงไม่จำเป็นต้อง “แคร์” กับคำถามและข้อเรียกร้องจากฝ่ายรัฐสภาเลย

แต่วันนี้ ระบบรัฐสภากำลังมีบทบาทมากขึ้น.. “สมชัยเอฟเฟค” จึงเป็นสัญญาณถึงผู้นำทหารให้เริ่มเรียนรู้ที่จะต้องอยู่กับระบบรัฐสภาให้ได้ และยังเป็นสัญญาณถึงการ “ปฎิรูปกองทัพ” ในอนาคตอีกด้วย!