ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2559 ได้เกิดเหตุก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ที่จัดว่าเป็นเหตุใหญ่ๆ ได้ 2 เหตุ เริ่มจาก 24 ตุลาคม ช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่ม ร้านก๋วยเตี๋ยว “เบิ้ม นครปฐม”
ตั้งอยู่ในตลาดโตรุ้ง เขตเทศบาลเมืองปัตตานี ถูกคนร้ายลอบเอาระเบิด ทำให้ลูกค้าของร้านเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บกว่า 20 ราย
อานุภาพของแรงระเบิดแบบระยะเผาขน ตั้งแต่คนตายจนถึงคนที่เจ็บสาหัส ล้วนเป็นผู้หญิงทั้งสิ้น โดยเฉพาะรายที่บาดเจ็บสาหัสรายหนึ่งเป็นแม่ลูกสาม
เป็นลูกจ้างของร้านเบิ้มอยู่ใกล้ระเบิดมากที่สุด ต้องสูญเสียดวงตาทั้ง 2 ข้าง และยังถูกตัดขาอีก 1 ข้าง
ส่วนอีกรายเป็นนักเรียนหญิงชั้นมัธยมปลายที่มีอนาคตกลับมาเสียขาไปข้างหนึ่งเช่นกัน
ห่างกันเพียง 10 ว้น คนร้ายวางแผนป่วนพร้อมกัน 3 จังหวัด ประกอบด้วย ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา
เมื่อนับเฉพาะเหตุที่ปัตตานี มีทั้งหมด 4 อำเภอ เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 1 นาย ประชาชนบาดเจ็บ 2 ราย รวม 11 จุด ใน 4 อำเภอ
การคาดการของเจ้าหน้าที่รัฐมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการเอาคืนหรือการ”ตอบโต้”ของคนร้ายที่ระยะหลัง
เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมและวิสามัญฯคนร้าย ขณะที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหมชี้ให้เห็นถึงช่วงคาบเกี่ยวเดือนนี้ที่มีวันสัญลักษณ์ของกลุ่มคนร้ายจ้องก่อเหตุ
มีการยิงคำถามไปยัง พล.อ.ประวิตร ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นการต้อนรับทีมคปต.ส่วนหน้า ที่มี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็นประธานใช่หรือไม่
“บิ๊กป้อม”ตอบกลับว่าไม่เกี่ยว คิดว่าไม่ใช่ เพราะเหตุเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
หากไล่ย้อนกลับไปยังเหตุบึ้มร้านก๋วยเตี๊ยว “เบิ้ม นครปฐม”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า “เมื่อใดที่ยังมีฝ่ายที่จ้องจะกระทำอยู่มัน ก็อาจจะมีเหตุเกิดขึ้น เราก็พยายามทำอย่างเต็มที่
จะเห็นได้ว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ปรากฎกายอย่างชัดเจน แต่จะอยู่ปะปนกับประชาชน ขณะนี้หลายอย่างก็ดีขึ้น แต่เรื่องตรงนี้ก็มีผลกระทบที่อาจจะมาจากเรื่องกระบวนการพูดคุย
เป็นการสร้างศักยภาพฝ่ายเขา ฉะนั้นผมก็ไม่อยากให้เราให้ความสำคัญเรื่องการข่าวมากนัก ให้เป็นเรื่องของการเสนอข้อเท็จจริงไป”
อย่างไรก็ตามการก่อเหตุป่วนพร้อมกันหลายจุด แสดงให้ถึงประสิทธิภาพด้าน”การข่าว”ของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐได้เช่นกัน
ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุบึ้มใหญ่ 2 ครั้ง ในระยะเวลาห่างกัน 10 วัน ย่อมที่ พล.อ.ประวิตร ในฐานะรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง
ต้องควันออกหูบ้าง ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวตอนหนึ่งด้วยว่า มีการพูดคุยกับ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ไปแล้วว่า “ต้องพยายามป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก”
ก่อนจะย้ำว่า “เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต้องดูแลด้านการข่าว และติดตามอย่างใกล้ชิด ในเรื่องการวางกำลังเจ้าหน้าที่ ทั้งทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ปกครอง
ที่ต้องบูรณาการร่วมกันให้ได้ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุ”
ในเหตุที่เกิดขึ้น จึงมิใช่แค่สัญญานเตือนของกลุ่มก่อเหตุที่วางแผนบอมบ์หนักๆ ต่อเนื่องเท่านั้น
หากแต่คำกล่าและน้ำเสียงของพล.อ.ประวิตร ก็หนักแน่น แตะไปถึงเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอย่างเข้มข้นเช่นกัน

