ทไวไลท์

26.07.22 | 13:00 น.

จบไปแล้วกับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 11 คน แม้จะผ่านฉลุยทุกคน แต่ผลคะแนนที่ไม่เท่ากันก็ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลแกว่งไม่น้อย

ทั้งภายในพรรคและระหว่างพรรค ต้องรอดูว่าจะเป็นรอยปริ ที่ร้าวใหญ่หรือไม่

นั่นเป็นเรื่องการเมืองที่ต้องจับตาดูว่าจะมีการปรับรัฐนาวาใหม่ เพื่อให้แล่นจนถึงฝั่งหรือเกิดขัดแย้งภายในจนเรือแตกหรือไม่

ขณะที่การเมืองยังคุกรุ่น ด้านเศรษฐกิจประเทศยังร้อนรุ่ม แม้ปัจจัยปัญหาส่วนใหญ่จะมาจากภายนอกที่มิอาจควบคุมดูแล แต่ต้องเร่งหามาตรการช่วยผ่อนให้เย็นลง

อย่างที่เคยบอกว่าปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ เปรียบเหมือนก้อนด้ายที่ยุ่งเหยิง เป็นปมเล็กปมน้อยยากจะคลายออก หากแก้ปมนี้ก็จะไปดึงอีกปมให้ขมวดแน่นขึ้นกว่าเดิม

Advertisement

ขอยก 3 ปมด้ายเศรษฐกิจคือ เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย-ค่าเงินบาท ที่ผูกโยงดึงกันไปมาในขณะนี้

จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจตอบโต้กันไปมาระหว่างพันธมิตรชาติตะวันตกที่นำโดยสหรัฐกับรัสเซีย ส่งผลให้ราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซทะยานสูงขึ้น เป็นต้นธารปัญหาเศรษฐกิจทั่วโลก

เมื่อราคาพลังงานเพิ่ม อีกทั้งวัตถุดิบต่างๆ แพงขึ้น ก็ส่งทอดต่อมายังราคาสินค้าและบริการให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

ขณะที่หลายประเทศปลดล็อกจากโควิด ทำให้มีความต้องการบริโภคสูงขึ้น เป็นการสูงขึ้นทั้งดีมานด์และซัพพลาย ส่งผลให้เงินเฟ้อในหลายประเทศพุ่งทำสถิติใหม่กันเป็นแถว จนต้องขยับดอกเบี้ยขึ้นเพื่อเบรกเงินเฟ้อไม่ให้ปรอทแตก ที่จะย้อนกลับมาทำให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมพังลงมาได้

สำหรับไทย จากต้นทุนพลังงาน และวัตถุดิบหลายอย่างโดยเฉพาะที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้สินค้าและบริการต่างๆ ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้เงินเฟ้อเมื่อเดือนมิถุุนายนพุ่งขึ้นไปที่ 7.66%

หากกระทรวงพาณิชย์ไม่ขอร้องแกมบังคับเอกชนให้ช่วยตรึงราคา หรือไฟเขียวให้ปรับราคาสินค้าหลายรายการที่ยื่นขอมา เชื่อว่าเงินเฟ้อจะสูงกว่านี้แน่

แม้เงินเฟ้อไทยสูงขึ้น ทั้งที่บริบทของไทยต่างจากประเทศอื่นๆ เพราะเป็นการขึ้นราคามาจากต้นทุนการผลิตสูง ไม่ใช่จากความต้องการเพิ่มขึ้น แต่ทางแบงก์ชาติ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ส่งสัญญาณชัดแล้วว่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายแน่ เพื่อเบรกไม่ให้เงินเฟ้อสูงเกินไป

อีกทั้ง ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐ ที่เงินเฟ้อเดือนมิถุนายนพุ่งถึง 9.1% สูงสุดในรอบ 40 ปี ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ทยอยขึ้นดอกเบี้ยไปก่อนหน้านี้แล้ว และจะขึ้นอีกรอบแน่ หากไทยไม่ขยับดอกเบี้ยนโยบาย จะทำให้ช่องว่างระว่างดอกเบี้ยไทยกับต่างชาติห่างกันมาก ก็จะทำให้เงินทุนไหลออกมากขึ้น

หากเงินทุนไหลออกมาก ก็จะส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนลงไปอีก เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลง ก็จะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบต่างๆ ที่นำเข้าจากต่างประเทศแพงขึ้นไปอีก เมื่อต้นทุนสูงสินค้าก็ต้องปรับราคาขึ้นอีก และทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นตาม…เป็นปัญหางูกินหาง

แม้เงินบาทอ่อนค่าลงจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยแต่ต้องดูรายละเอียดว่าสินค้าที่ส่งออกไปนั้น ใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นสัดส่วนมากน้อยแค่ไหน ถ้าใช้มาก ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร

แต่ถ้าแก้เงินเฟ้อสูง ด้วยการขึ้นดอกเบี้ย ก็จะทำให้ผู้ประกอบการและประชาชนมีภาระหนี้มากขึ้นตาม ยังไม่รวมปมค่าแรงขั้นต่ำ ที่ส่อว่าจะปรับขึ้นอีก จากปมเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น

ดังนั้น ภาพการเมืองและเศรษฐกิจไทยตอนนี้เหมือนอยู่ในช่วง “ทไวไลท์” แต่จะเป็นแสง “รุ่งอรุณ” ที่ใกล้สว่างไสว หรือจะเป็นแสง “สายัณห์” ที่อาทิตย์ใกล้ลาลับดับมืด…ต้องรอดูกันไป

สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม