
มณฑลกวางสี เป็นแหล่งผลิตกลองทอง (มโหระทึก) เก่าแก่และจำนวนมากที่สุด แล้วส่งกระจายออกไปทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ตั้งแต่ราว 2,500 ปีมาแล้ว
มโหระทึก เป็นภาษาอะไร? แปลว่าอะไร? หมายถึงอะไร? นักปราชญ์สยามหลายท่านพยายามสอบสวนศึกษา แต่หาไม่ได้ จึงยังเป็นคำถามที่ต้องทักท้วงถกเถียงต่อไปอีก
ทองสำริด
ตามความเข้าใจทั่วไปทุกวันนี้ มโหระทึก หมายถึงเครื่องตีประโคมอย่างหนึ่งทำจากโลหะผสมเรียกสำริด แต่ชาวบ้านเรียกทองสำริด
รูปร่างกลม ขนาดใหญ่ มีเอวคอดคล้ายลูกน้ำเต้า ด้านข้างมีหูระวิงเอาไว้ร้อยเชือกใช้แขวนตีประโคม (หูระวิง เหมือนกลองทัด หรือกลองเพล แขวนตามวัดกับใช้ตั้งตีในวงปี่พาทย์)
บางใบมีกบหล่อลอยตัวติดอยู่หน้ากลองเป็น 4 มุม เป็นสัญลักษณ์ของความอุดม สมบูรณ์ด้วยน้ำฟ้าน้ำฝนและข้าวปลาอาหาร จึงใช้ตีขอฝน

กลอง หรือฆ้อง?
รูปร่างเหมือนกลอง แต่ทำด้วยโลหะเหมือนฆ้อง คนแต่ละกลุ่มจึงเรียกชื่อต่างๆ กัน
กวางสี เรียก กลองทอง ลาว เรียก กลองทอง หรือฆ้องบั้ง กะเหรี่ยง เรียก กลองกบ, ฆ้องกบ ไทย เรียก มโหระทึก (เรียกตามสมมุติฐานของนักโบราณคดีสมัยหลัง ไม่พบหลักฐานตรงๆ ว่าเครื่องมือสำริดชนิดนี้เรียกอะไรแน่ แต่พบในพระนิพนธ์เจ้าฟ้ากุ้ง เรียก กลองทอง)
ตีมโหระทึก
มโหระทึก พบชื่อเก่าสุดยุคต้นอยุธยา เรียกว่า “หรทึก” อยู่ในกฎมณเฑียรบาล พ.ศ. 1900 (มากกว่า 600 ปีมาแล้ว)
พระราชพิธีเดือน 5 ออกสนามใหญ่ (ไม่เรียกสงกรานต์) มีการละเล่นเป็นชุดๆ มากมายหลายอย่าง ทยอยเล่นทีละชุด
เมื่อพระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายเสด็จ มีประโคมตีบอกสัญญาณในกฎมณเฑียรบาลระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “ลูกขุนชุมตีหรทึก” หมายถึง เจ้าพนักงานลูกขุนหลายคน ชุมนุมหรือประชุมตีมโหระทึกหลายใบพร้อมกัน
พระราชพิธีเดือน 9 ดุลาภาร (ชั่งแนนตรวจดวงชะตา?) เมื่อถึงเวลาที่กำหนดในกฎมณเฑียรบาล ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่า
“ขุนศรีสังขกรเป่าสังข พระอินทโรตีอินทเภรี พระนนทิเกษตีฆ้องไชย ขุนดนตรีตีหรทึก”
หมายถึงมีขุนนางเจ้าพนักงานบรรดาศักดิ์ต่างๆ ประโคมเป่าสังข์ ตีกลองอินทรเภรี ตีฆ้องชัย และตีมโหระทึก
กระทั่งมโหระทึก, บันลือสังข์ ในวัดบวรฯ
ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เคยมีประเพณีตีมโหระทึกและเป่าสังข์ แต่เรียกอย่างประเพณีหลวงว่า “กระทั่งมโหระทึกและบันลือสังข์” มีคำบอกเล่า ต่อไปนี้
“วัดบวรนิเวศวิหารมีประเพณีกระทั่งมโหระทึกและบันลือสังข์ ประโคมในขณะพระภิกษุสงฆ์ลงประชุมทำวัตรสวดมนต์ในพระอุโบสถทั้งเช้าเย็น
เริ่มประโคมเมื่อพระภิกษุผู้นำทำวัตรสวดมนต์จุดเทียนทอง คือ โลหะทำเป็นรูปเทียน มีไส้ด้ายดิบ ใช้ตามด้วยน้ำมันมะพร้าว มีปลอกทำด้วยทองแดงชักเงาปักอยู่บนเชิงลายถมปัดรูปเชิงเทียนจีนคู่หนึ่ง ณ ที่บูชา เมื่อจุดเทียนทองและประโคมแล้ว พระภิกษุสงฆ์จึงจะขึ้นบนอาสนะ ยืนพนมมือจนจุดเทียนธูป ณ ที่บูชาทั้ง 3 หมู่เสร็จแล้ว จึงหยุดประโคม พระภิกษุสงฆ์ลงนั่งคุกเข่าทำวัตรและสวดมนต์ต่อไป ถ้าไม่จุดเทียนทอง ไม่มีประโคม
มหรทึกมีอยู่ใบเดียว ไม่ใช่คู่อย่างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใช้เลกวัดเป็นผู้มีหน้าที่ประโคม เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคงจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเป็นเกียริยศแด่พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถ เมื่อเสด็จลาผนวชขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว
ได้ทราบว่าวัดที่มีประโคมมหรทึกขณะพระภิกษุสงฆ์ประชุมทำวัตรสวดมนต์ มีอยู่ 3 วัด คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 1 วัดบวรนิเวศวิหาร 1 ทั้ง 2 วัดนี้ เชื่อว่าจะพระราชทานพร้อมกัน ในรัชกาลที่ 4 อีกวัดหนึ่ง คือ วัดเบญจมบพิตรไม่มีปัญหาว่าคงจะพระราชทานในรัชกาลที่ 5 เลียนแบบของ 2 วัดนั้น
มโหระทึกเป็นเครื่องบรรเลงประกอบพระราชอิสริยยศขององค์พระมหากษัตริย์ ฉะนั้นจึงต้องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานจึงจะใช้ได้ ไม่ใช่ใช้ได้ตามอำเภอใจ”
[เครื่องดนตรีไทย ของ ธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2500 หน้า 55-56]


