“รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์ในความทรงจำของใครหลายคน โดยถ้าจะลงลึกไปกล่าวถึงฉากที่ประทับใจที่สุดในเรื่อง ก็คงจะเป็นฉากที่ตัวเอก “โต้ง” ช่วยแม่ติดตุ๊กตาประดับต้นคริสต์มาส ท่ามกลางบรรยากาศกระอักกระอ่วนจากสถานการณ์ก่อนหน้า
เด็กหนุ่มลังเลว่าจะติดอย่างไรดี ตัวไหนดี หรือจะติดมันทั้งสองตัว จนถูกแม่ดุเข้าให้ว่าจะติดตัวไหนก็ติดไปเถอะน่า จากนั้นก็ตามมาด้วยซีนที่ทำให้คนจดจำ คือโต้งตอบแม่ด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เต็มตื้นไปด้วยอารมณ์ว่า “ก็เดี๋ยวโต้งติดไปแล้วไม่ถูกใจแม่ แม่ก็จะว่าอีกอ่ะ”
ฉากนี้มีความหมาย เพราะเป็นการสรุปปมปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกคู่นี้ นอกจากนั้นก็ยังเป็นเหมือนฉากแทนสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าฯชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กับ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่ตอนนี้เหมือนไม่ว่าอาจารย์ชัชชาติและทีมงานจะตัดสินใจทำอะไร ก็จะต้องมีผู้คนในฝ่ายประชาธิปไตย “ไม่ถูกใจ” และว่าเอาได้ทุกเรื่องเหมือนกัน
เช่นเดียวกับกรณีการจัดการฉายภาพยนตร์ “รักแห่งสยาม” ในเทศกาล “กรุงเทพกลางแปลง” เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2565 ที่สยามสแควร์ ซึ่งนอกจากการฉายหนังก็ได้เชิญผู้กำกับและนักแสดงนำมาพูดคุยย้อนรำลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี นับแต่การฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย
นักแสดงนำคนสำคัญ คือ สินจัย เปล่งพานิช ที่เล่นเป็น “สุนีย์” แม่ของโต้ง ผู้อยู่ในฉากน่าจดจำที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นเอง สำหรับสินจัยนั้นใครที่ติดตามการเมืองคงไม่ต้องสงสัยเรื่องบทบาทและความคิดทางการเมืองของเธอในฐานะอดีตสมาชิกกลุ่ม กปปส. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันสถานการณ์วิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ.2556-2557 นำไปสู่การรัฐประหาร และส่งผลกระทบทางการเมืองมาจนถึงทุกวันนี้
การเชิญสินจัยมาร่วมในงานเทศกาลที่จัดโดยกรุงเทพมหานครโดยผู้ว่าฯชัชชาติ ซึ่งเป็น “นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย” ก็จึงเลี่ยงท่าทีไม่พอใจจาก “ฝ่ายประชาธิปไตย” อีกส่วนหนึ่งไม่ได้
รวมถึงในภาพใหญ่ เรื่องที่ กทม.จัดงานเทศกาลรื่นเริงเวียนเปลี่ยนธีมกันตลอดสิบสองเดือน ก็มี “ฝ่ายประชาธิปไตย” บางคนบางกลุ่มออกมาตั้งคำถามว่า มีคนกรุงเทพฯสักกี่คนที่ได้ประโยชน์จากงานดนตรีในสวนและฉายหนังกลางแปลง เพราะตัวเขาเห็นว่าตัวเองไม่ได้ประโยชน์จากงานนี้
ซึ่งอันนี้ก็อยากจะขอช่วยตอบให้ว่า มันมีวิธีหาคำตอบง่ายๆ ว่าถ้าอยากรู้ว่าคน กทม.สักกี่คนที่ได้ประโยชน์ในเชิง “ปริมาณ” ก็ลองไปนับหัวคนที่ไปร่วมงานเอา และต้องรวมถึงพ่อค้าแม่ขายที่ได้อาศัยพื้นที่ในงานในการทำมาหากิน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย หรือเอาจริงอยากรู้ตัวเลขจำนวนผู้เข้าร่วมในทุกงานรวมกันนี้ทาง กทม.อาจจะมีเก็บสถิติไว้ ให้ไปขอได้ หรือถ้าอยากรู้ประโยชน์ในเชิงคุณภาพ เพราะคุณไม่เห็นประโยชน์ ก็ลองไปสอบถามพูดคุยกับผู้คนที่ไปร่วมงานดูก็น่าจะเปิดมุมมองได้บ้าง
การตั้งคำถามในภาพเล็กเรื่องการเชิญ “อดีต กปปส.” เข้าร่วมงานฉายหนัง และภาพใหญ่ของการจัดงานของ กทม.จากฝ่าย “ประชาธิปไตย” นี้ก็ด้วยว่า ผู้ว่าฯชัชชาตินั้นมีสถานะเป็น “นักการเมืองฝั่งประชาธิปไตย” และได้รับการเลือกตั้งมาอย่างถล่มทลาย แต่นั่นกลับนำมาซึ่งความกดดันต่อเขาด้วยเช่นกัน ที่ก็มีผู้เรียกร้องให้เขาต้องดำเนินบทบาทตามที่ฝ่าย “ประชาธิปไตย” คาดหวัง
ข้อติติงของ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ในงานฉายหนังนี้มีประเด็นน่าพิจารณาทั้งภาพเล็กและภาพใหญ่สองเรื่อง เรื่องแรกคือ เราสามารถแยกแยะตัวตนความเป็นอดีต กปปส.ออกจากความเป็น “นักแสดง” ภาพยนตร์รักแห่งสยามในบทบาท “สุนีย์” ของสินจัยได้หรือไม่
แน่นอนว่าในมุมของปัจเจกชนต่อปัจเจกชน ย่อมเป็นเสรีภาพของใครของมันที่จะมีความชอบธรรม
เต็มที่ถ้าจะไม่แยกแยะ ดังเช่นหลายคนไม่อาจทนอ่านหนังสือ หรือดูภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ ที่เขียนหรือกำกับโดยศิลปินผู้แสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยได้อีกต่อไป
แต่ปัญหาที่ต้องพิจารณาคือสำหรับกิจกรรมสาธารณะที่จัดขึ้นโดย “รัฐ” นั้นจะสามารถยกเอาเรื่องของจุดยืน ความเชื่อทางการเมืองมาปะปนเป็นหนึ่งเดียวกับทุกบทบาทในสังคมของเขา และนำสิ่งนั้นมาตัดสินให้มีส่วนร่วมหรือไม่มีส่วนร่วมในกิจการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่มีอำนาจรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องได้หรือไม่
ถ้าคำตอบของคุณคือบุคคลจะต้องรับผิดชอบต่อทุกการกระทำของตนที่ได้ก่อขึ้นไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด เช่นนี้ ก็มีคำถามต่อไปว่า คุณเห็นว่ายุติธรรมแล้วหรือไม่ที่ปรากฏว่ามีการดำเนินการทางวินัย หรือกีดกันการเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้แสดงท่าทีว่าเห็นด้วยหรือเข้าร่วมชุมนุมกับฝ่ายประชาธิปไตยที่เราก็ได้เห็นกันแล้วว่าสำหรับข้าราชการระดับสูง การไปร่วมชุมนุมเช่นนั้นเป็นปัญหาต่อการเลื่อนขั้นหรือดำรงตำแหน่งได้จริงเช่นกัน
ถ้า “ฝ่ายเรา” เห็นว่า ความคิด ความเชื่อ และการแสดงออกทางการเมืองไม่อาจแยกจากสถานะและตัวตนด้านอื่นๆ ของบุคคลได้ ก็เช่นเดียวกับ “คนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง” เขาก็ไม่แยกความคิดเห็นหรือตัวตนของฝ่ายประชาธิปไตยหรือชาวสามนิ้ว ออกจากความเป็น “ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ด้วยวิธีคิดเดียวกันนั้น
หากคุณคิดว่าในเมื่อตอนนี้เราเป็นฝ่ายชนะอยู่ในเวทีแห่งอำนาจนี้ เช่นนี้พวกเราก็ควรจะแสดงความ “ไม่ยอมรับ” นี้ออกให้ชัดเจน เพื่อกีดกันผู้ที่เคยที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยไม่ให้ได้ประโยชน์จากระบบระบอบที่เขาต่อต้านหรือเคยทำลาย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าในขณะเดียวกันนี้ “อีกฝ่ายหนึ่ง” เขาก็คิดเช่นกันว่า ในเมื่อเขาครอบครองระบอบแห่งอำนาจนี้อยู่ ถ้าไม่เห็นด้วยกับระบบระบอบนี้ก็อย่าได้เจริญเติบโตหรือได้ประโยชน์จากระบบระบอบแห่งอำนาจรัฐของพวกเขาเช่นกัน
จะว่าไป การเอาความคิด ความเชื่อ ทางการเมืองไปผูกกับความเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญในการใช้อำนาจรัฐยังอาจจะเข้าใจได้มากกว่า เพราะในเมื่อรู้อยู่ว่าเจ้าตัวมีแนวคิดและได้แสดงออกมาว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ครองอำนาจรัฐในปัจจุบัน ผู้มีอำนาจตัดสินใจก็อาจจะมองว่าผู้นั้นไม่สมควรที่ได้รับความไว้วางใจให้อยู่ในตำแหน่งใหญ่โต ในแง่นี้มันก็อาจจะยังพอมีเหตุผลที่อาจจะถกเถียงเรื่องความเป็นธรรมได้อยู่บ้าง
แต่สำหรับการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมสาธารณะที่ไม่เกี่ยวข้องใดกับการใช้อำนาจรัฐเลยทั้งสิ้น การนำเอาความคิด ความเชื่อ ทางการเมืองมาตัดสินว่าจะให้ใครเข้าหรือไม่ได้เข้าร่วมจากประวัติการแสดงจุดยืนความคิดทางการเมืองนั้นจะมีน้ำหนัก หรือความสมเหตุสมผลอยู่หรือไม่ อย่างเช่นนั้นหน่วยงานภาครัฐกำหนดบ้างได้ไหมว่าในการขอรับความช่วยเหลือใดๆ จากรัฐ ผู้ใดที่เคยไปเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลมาแล้วจะต้องถูกจำกัดสิทธิรับความช่วยเหลือนั้น
นึกไปถึงครั้งที่รัฐเปิดให้ประชาชนทั่วไปมาฉีดวัคซีน ก็มีกองเชียร์รัฐบาลมากระแนะกระแหนเหมือนกันว่า พวกที่ด่ารัฐบาลแน่จริงทำไมถึงมาลงทะเบียนขอฉีดวัคซีนกันเล่า
ส่วนประเด็นเรื่องการดำเนินนโยบายเชิงมหกรรม หรือเทศกาลของผู้ว่าฯชัชชาติ สำหรับผู้ที่เคร่งครัดจริงจังต่อการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแล้ว การที่ “ประชาชน” ไปร่วมในกิจกรรมความบันเทิงต่างๆ ที่จัดขึ้นก็อาจจะถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ทำให้ลืมความทุกข์โศกชั่วคราว หลงเลือนละทิ้งการต่อสู้ เนื่องจาก “พลัง” ในการต่อสู้นั้นได้ถูกเบี่ยงเบนไปสู่การทำกิจกรรมอื่น ความอัดอั้นเคืองแค้นต่อการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมทั้งหลายได้ถูกขับออกมากับกิจกรรมบันเทิงหมดแล้วแต่มันคงจะเร็วไปที่จะกล่าวเหมาเอาว่าการที่ผู้คนให้ความสนใจกับความบันเทิง หรือให้ความนิยมเชิงตัวบุคคลกับผู้ว่าฯที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีนี้ จะละทิ้งอุดมการณ์เลิกต่อสู้กับเผด็จการ เพียงแต่วิธีการต่อสู้กับเผด็จการ หรืออะไรก็ตามแต่นั้นคงไม่ได้มีวิธีเดียว
เพราะการได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายของชัชชาติ แสดงให้ประชาชนได้เห็นว่า ไม่ว่าภายใต้เงื่อนไขที่ยังต้องตัดสินกันด้วยคะแนนเสียงเลือกตั้ง อย่างไรเสียเสียงของฝ่ายประชาธิปไตยก็มีมากกว่า เหนือกว่า
พวกเขาอาจจะคิดว่าควรลองต่อสู้กันด้วยระบบดูอีกสักครั้ง ระบบเดียวกับที่ชัชชาติชนะมานี่แหละ ระบบการต่อสู้ทางการเมืองที่สันติและตรงไปตรงมาที่สุด คือการต่อสู้ผ่านบัตรและหีบเลือกตั้ง ชัยชนะที่ถล่มทลายของผู้แทนฝ่ายประชาธิปไตยอาจจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงระดับกรุงเทพฯได้ เหมือนที่ชัชชาติทำให้กรุงเทพฯกลายเป็นเมืองแห่งความหวังได้
ถ้าในที่สุดเมื่อผลการตัดสินในที่สุดมาถึงกลับกลายเป็นว่า ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนโดยแท้จริงถูกปฏิเสธ หรือมีกลไกฉ้อฉลผลการเลือกตั้งไม่ให้สะท้อนความต้องการของประชาชนแล้ว ถ้าในตอนนั้นผู้คนต่างยอมรับในผลที่เกิดขึ้นนั้นอย่างเชื่องซื่อ ตอนนั้นค่อยไปสิ้นหวังก็ยังทัน
ถ้าใครอ่านข้อความสองสามย่อหน้าข้างต้นแล้วเบะปากก็ไม่แปลกใจเท่าไร เพราะที่ผ่านมาก็ได้รู้จักคนที่ไม่เชื่อในการต่อสู้ตามระบบมาเยอะแล้ว คนที่บอกว่าเลือกตั้งไปก็เป็นปาหี่ไม่มีประโยชน์ สุดท้ายก็มีการซื้อเสียงหรือโกงระบบกันเข้ามาอยู่ดี การเลือกตั้งไม่มีประโยชน์ ต้องออกมาใช้การต่อสู้บนท้องถนน หรือการ “จัดตั้ง” ขึ้นเพื่อต่อกรกับอำนาจรัฐ ไม่งั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอะไรได้
คนกลุ่มล่าสุดที่เชื่อแบบนี้ที่ได้เห็นก็คือพวกกลุ่ม กปปส.ที่สินจัยไปเป่านกหวีดจนถูกมองบนในทุก
วันนี้นั่นแหละ
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระดับคว่ำฟ้าพลิกดินของหลายประเทศในโลกที่
เป็นบทเรียนกรณีศึกษานั้น ล้วนเกิดมาจากความเกลียดชัง ที่แม้ในที่สุดจะประสบความสำเร็จได้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ได้อย่างยั่งยืน แต่ระหว่างทางก็ส่งผลให้เกิดโศกนาฏกรรมอันน่าสลดตามมามากบ้างน้อยบ้าง
กระนั้นต้องระลึกด้วยว่า การก่อร่างสร้างรูปของต้นรากแห่งอำนาจเผด็จการไทยนี้เป็นกรณีพิเศษเฉพาะที่ซับซ้อนและแตกต่างจากตำราหรือประวัติศาสตร์ อย่างที่ไม่มีกรณีไหนที่เทียบเคียงได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นละตินอเมริกา เอเชียตะวันออก หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน
ดังนั้น จึงเป็นไปได้หรือไม่ที่ด้วยความแตกต่างเป็นพิเศษของประเทศไทยนี้ ความเปลี่ยนแปลงของเราอาจจะไม่ได้มาจากความเกลียดชังเหมือนในประวัติศาสตร์หรือในตำราการต่อสู้ที่ยึดถือ แต่อาจจะเป็นชัยชนะจากฉันทามติร่วมกันของประชาชนทุกสีทุกฝ่ายซึ่งมาจากความหวังและความศรัทธา ที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปในทิศทางอันควรจะเป็นอย่างสันติและยั่งยืน
ดังบทเพลงประกอบภาพยนตร์รักแห่งสยาม “กันและกัน” ท่อนสำคัญที่ว่า “ตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง”
กล้า สมุทวณิช

