ราวปี พ.ศ.2555 ผู้เขียนเดินทางไปราชการที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม หลังจากการประชุม ผู้เขียนร้องขอให้เพื่อนชาวเวียดนามพาไปร้านขายหนังสือ ภาวนาในใจขอให้เจอหนังสือสักเล่มที่โดดเด่นที่สุดเรื่องสงครามเวียดนาม และในที่สุดก็ได้หนังสือในฝันชื่อ The Girl in The Picture เขียนโดย Denise Chong ที่จะขอแปลและเรียบเรียงโดยย่อให้ท่านผู้อ่านดังต่อไปนี้ครับ
ภาพขาวดำที่ปรากฏต่อหน้าท่านผู้อ่านขณะนี้ถูกตีพิมพ์ไปทั่วโลกในปี พ.ศ.2515 ปรากฏร่างอันเปลือยเปล่าของเด็กหญิงชาวเวียดนามชื่อ คิม ฟุก (Kim Phuc) วัย 9 ขวบ กำลังวิ่งหนีเปลวไฟนรกจากระเบิดนาปาล์ม ที่ถูกทิ้งจากเครื่องบินลงไปที่หมู่บ้าน ชานกรุงไซ่ง่อน (ปัจจุบันคือนครโฮจิมินห์) เมื่อราว 14.00 น. ของวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2515 ระหว่างสงครามในเวียดนามเพื่อนบ้านของเรานี่เอง
ภาพที่แสนสะเทือนใจมนุษย์ปุถุชน สื่อให้เห็นปากของเธอ ณ นาทีนั้นส่งเสียงหวีดร้องบ่งบอกถึงความเจ็บปวดจากความร้อนของเพลิงนรกที่ฉาบลงไปบนตัวเธอ น้ำตาของเธอหลั่งรินอาบแก้ม นัยน์ตาของเด็กน้อยกำลังวิงวอนร้องขอชีวิต
ภาพเก่าเล่าตำนานตอนนี้ ขอนำท่านผู้อ่านย้อนอดีตไปแสดงความรังเกียจ ชิงชัง ขยะแขยงต่อสงครามในเวียดนามที่มหาอำนาจเข้ามาล่าอาณานิคม หาผลประโยชน์ สร้างอุดมการณ์ เสี้ยมให้เป็นปรปักษ์กัน ประเทศเวียดนามมีลักษณะยาวเหมือนถั่วงอก มหาอำนาจไปประชุมกันที่เจนีวาเมื่อ พ.ศ.2497 ตกลงขีดเส้นแบ่งตรงเส้นขนานที่ 17 แบ่งกันเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้
ผู้เขียนขอไม่กล่าวถึงมหากาพย์เบื้องหลังของสงครามเวียดนามที่ยาวนาน 30 ปี
ราวบ่าย 2 โมงของวันที่ 8 มิถุนายน 2515 เครื่องบิน Skyraider ของเวียดนามใต้บินในระยะต่ำเพื่อทิ้งระเบิดทำลายหมู่บ้านเจิ่ง บ่าง (Trang Bang) เพราะสายข่าวรายงานมาว่าทหารเวียดกง (ฝ่ายเวียดนามเหนือ) จำนวนหนึ่งเข้าไปพักพิงในหมู่บ้านแห่งนี้ ผู้สื่อข่าวสงครามที่ทำมาหากินกับภาพและข่าวการรบในสงครามเวียดนาม ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง เมื่อเห็นการโจมตีทิ้งระเบิดจากระยะไกล จึงมุ่งหน้าบึ่งรถเพื่อเข้าไปถ่ายภาพ โดยเฉพาะคนในทำเนียบขาวที่อยากเห็นภาพสงคราม
เครื่องบินรบแผดเสียงสนั่นเวียนกันเข้าไปทิ้งระเบิดนาปาล์มแบบไร้การต่อต้านจากภาคพื้นดิน
ผู้สื่อข่าวสงครามแห่กันไปกระจุกตัวเก็บภาพนิ่งและถ่ายเป็นภาพยนตร์อยู่บนถนนที่มองเห็นการโจมตีทิ้งระเบิดหมู่บ้านอย่างชัดเจน ภาพที่ปรากฏคือ ลูกไฟบรรลัยกัลป์ 8 ลูกขนาดมหึมาก่อตัวขึ้นในบริเวณหมู่บ้าน
นักข่าวต่างชาติ และนักข่าวเวียดนามจากหลายสำนักแย่งกันบันทึกภาพของไฟนรกที่ม้วนตัวขึ้นไปสูงเสียดฟ้า สาดความร้อนแผ่ซ่านออกไปผสมกับควันสีดำที่ปกคลุมพื้นที่ มันคือการเผาหมู่บ้านสดๆ ไปพร้อมกับคนและสิ่งที่มีชีวิตทั้งปวงในพื้นที่ตรงนั้น

ท่ามกลางหมอกควันแห่งความตาย ช่างภาพทั้งหลายแลเห็นมนุษย์ 5-6 คน ที่หวีดร้องแหวกเตาเผามฤตยูวิ่งออกมาบนถนนและกำลังวิ่งตรงมาที่กลุ่มนักข่าว นาทีนั้นมีภาพของแม่ที่อุ้มปกป้องลูกในอกเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง และมีเด็ก 4 คนวิ่งหนีตายออกมา
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเปลือยเปล่าวิ่งตรงเข้ามาหาช่างภาพทั้งหลาย ปากก็ร้องแสดงความเจ็บปวดจากไฟ นักข่าว ITN ชื่อ Christ Wain จับตัวเธอไว้
เธอยังร้องไม่หยุด ร่างกายเธอสั่นแบบเสียสติ ผิวหนังของเธอบริเวณแผ่นหลังกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้หลุดออกมาเป็นแผ่น เห็นเนื้อสีแดงตลอดแผ่นหลัง แขนซ้ายและผิวหนังบริเวณต้นคอของเธอไหม้เกรียม
ทหารเวียดนามที่อยู่บริเวณนั้นรีบนำน้ำจากกระติกให้เธอดื่ม และราดน้ำลงบนตัวเธอ ทุกคนที่วิ่งออกมาร่างกายไหม้เกรียม
ระเบิดนาปาล์ม (Napalm Bomb) เป็นระเบิดที่มีรูปแบบการทำปฏิกิริยาของเคมีที่ให้ความร้อนสูงมาก นำมาใช้ครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่สอง อุณหภูมิโดยรอบจะสูงประมาณ 800-1,200 องศาเซลเซียส
นาปาล์มเมื่อระเบิดจะทำปฏิกิริยาแผ่ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ออกไปโดยรอบ เป็นพิษไปถึงบรรยากาศข้างบนและดึงออกซิเจนโดยรอบ เพื่อการเผาไหม้ตรงจุดศูนย์กลางทำให้เกิดการแผ่รังสีความร้อนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดแผลไฟไหม้ที่ผิวหนังและจะทำลายเนื้อเยื่อ จนถึงกระดูก
นิก อุ๊ต (Nick Ut) นักข่าวสงครามชาวเวียดนามที่ทำงานให้สำนักข่าว AP เป็นผู้ถ่ายภาพเธอไว้ได้ในฉับพลัน และช่วยปลอบเด็กน้อยให้หายช็อก ณ ท่ามกลางความตาย ความโกลาหล ช่างภาพมืออาชีพทุกคนตรงนั้นที่เห็นโศกนาฏกรรมคนถูกไฟเผา ไม่มีใครสามารถช่วยอะไรใครได้ เพราะทุกคนต้องรีบนำฟิล์มถ่ายรูปกลับไปล้างและรีบดำเนินกรรมวิธีส่งกลับอเมริกา เพื่อแย่งชิงกันลงภาพหน้า 1 น.ส.พ.ในอเมริกาโดยเฉพาะวอชิงตัน
นิก อุ๊ต ก็ต้องกลับไปส่งฟิล์มแข่งกับคนอื่นเช่นกัน แต่เขารับอาสาที่จะพาเด็กน้อย คิม ฟุก และผู้หญิงอีก 1 คนที่กำลังจะตายเพราะไฟลวกทั้งตัวแวะไปส่งที่โรงพยาบาล Barsky ที่อยู่ระหว่างทางจะไปกรุงไซ่ง่อน ส่วนคนเจ็บที่เหลือนักข่าวก็ช่วยกันนำส่งโรงพยาบาล
แพทย์ที่ดูแลเธอตลอดเวลา 14 เดือน ชื่อ Aarne Rintala ชาวฟินแลนด์ที่อาสาเข้าไปทำงานระหว่างสงครามเวียดนาม ในช่วงแรกแพทย์คิดว่าเธอคงไม่รอด นิก อุ๊ต แวะมาเยี่ยมคิม ฟุก เป็นครั้งคราว
ภาพของเด็กน้อยนาปาล์มไปปรากฏในหน้า 1 ที่วอชิงตัน ทำเอาคะแนนนิยมประธานาธิบดีนิกสันสั่นสะท้าน สังคมอเมริกันที่ไม่เห็นด้วยกับสงครามเวียดนาม เพิ่มระดับเรียกร้อง เดินขบวนครั้งใหญ่ทั่วอเมริกาให้รัฐบาลถอนทหาร นำลูกหลานอเมริกันกลับบ้าน
สงครามเวียดนามปิดฉากลงเมื่อ 30 เมษายน พ.ศ.2518 โดยกองทหารเวียดนามเหนือบุกถึงไซ่ง่อน สหรัฐถอนทหารส่วนใหญ่ออกไปแล้วคงเหลือแต่เจ้าหน้าที่ในสถานทูต โฮจิมินห์ขึ้นเป็นผู้นำของเวียดนาม รวมเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้เข้าด้วยกัน ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ตั้งแต่นั้นมา

หลังจากคิม ฟุก ออกจากโรงพยาบาล เธอไปเรียนต่อระดับประถมและมัธยมซึ่งเป็นการเรียนในระบบสังคมนิยมที่จัดการเรียน เน้นปลูกฝังอุดมการณ์ ความรักชาติ ยกย่องโฮจิมินห์เป็นวีรบุรุษ และจะต้องทำงานรับใช้ระบบสังคมนิยม (Working for Socialism) ในขณะที่เธอเคยได้รับบาดเจ็บร่างกายไม่แข็งแรงเท่าเพื่อนคนอื่น
คิม ฟุก เรียนหนังสือด้วยความขมขื่นแต่ต้องจำทนเพราะรัฐควบคุมและส่งเจ้าหน้าที่ติดตามเธอตลอดเวลา ผลการเรียนเธออยู่ในระดับดีมาก ซึ่งทางการกำหนดให้เธอเตรียมเข้าเรียนแพทย์
และในที่สุดเธอเข้าเรียนแพทย์ได้ในเวียดนาม แต่ระหว่างเรียนมีเจ้าหน้าที่ของรัฐมาคอยสอดส่อง เธอดิ้นรนขอไปเรียนต่อในต่างประเทศ
ในปี พ.ศ.2529 รัฐบาลเวียดนามให้เธอไปเรียนต่อที่คิวบา เธอเปลี่ยนศาสนาไปนับถือคริสต์ และในมหาวิทยาลัยเธอได้พบกับ บุย ฮุย ตว่าน (Bui Huy Toan) นักศึกษาชาวเวียดนาม และแต่งงานกันในปี พ.ศ.2535 คิม ฟุก และคู่สมรสขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปฮันนีมูน ระหว่างทางที่เครื่องบินแวะลงเติมน้ำมันที่นิวฟันด์แลนด์ (Newfound Land) ทั้งคู่ฉวยโอกาสวิ่งหนีจากการควบคุมไปพบเจ้าหน้าที่เพื่อขอลี้ภัยทางการเมืองไปประเทศที่ 3 ต่อมารัฐบาลแคนาดาขอรับดูแล คิม ฟุก และสามี โดยให้พักอาศัยอย่างเสรีในเมืองโตรอนโต ทั้งสองโอนสัญชาติเป็นชาวแคนาดาแล้วใช้ชีวิตอย่างสงบเงียบ
แต่แล้ววันหนึ่งในปี พ.ศ.2539 คิม ฟุก ได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เธอกล่าวให้อภัยกับทุกสิ่ง
ในปี พ.ศ.2550 เธอตั้งมูลนิธิในสหรัฐ เพื่อช่วยเหลือการรักษาเหยื่อสงครามทั้งหลายและทำหน้าที่เป็นทูตสันติภาพของ UNESCO
ในปี พ.ศ.2558 สถาบันผิวหนังแห่งไมอามี ติดต่อเพื่อขอรักษาแผลเป็นทั่วร่างของเธอด้วยเลเซอร์ให้ฟรี คุณหมอจิลล์ ไวเบล (Jill Waibell M.D.) เปิดเผยว่า คิม ฟุก คงต้องเข้ารับการรักษาเป็นเวลา 8-9 เดือน การรักษาแผลเป็นนี้จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายในของเธอตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันได้ ปัจจุบันเธออายุ 57 ปี (เกิด พ.ศ.2502)
ภาพถ่ายของคิม ฟุก ภาพนี้ เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักข่าว AP และนิก อุ๊ต ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปี 2516


