
หมาเป็นสัตว์เลี้ยงใกล้ชิดคน แล้วได้รับยกย่องเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรม เช่น เป็นผู้ให้กำเนิดคน, เป็นผู้นำพันธุ์ข้าวให้คนปลูกกิน, เป็นพาหนะนำขวัญคนตายไปสู่สถานศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ
ขณะเดียวกันคนกินหมาด้วย แต่ไม่กินเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน หากกินในพิธีกรรม
ส่วนหมาที่ฝังรวมกับศพคนที่เมืองศรีเทพ (อ. ศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์) ไม่ได้ถูกฆ่าให้คนกินก่อนตาย แต่ฆ่าให้ผีกิน (เรียก เซ่นผี) เพื่อเป็นพาหนะนำขวัญของคนตายที่ฝังดินอยู่นั้นไปรวมกับบรรพชนบนที่สิงสถิต ซึ่งไม่รู้ว่าที่ไหน? แต่เชื่อว่าบนฟ้า
ด้วยเหตุนี้จึงพบประเพณีฆ่าหมาเซ่นผีบรรพชน แล้วฝังรวมกับศพที่เพิ่งตาย และบริเวณที่ทำพิธีกรรมกับที่ฝังศพบนเพิงผาหลายแห่ง มีภาพเขียนสีเป็นรูปหมาอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เช่น อยู่ท่ามกลางผีบรรพชน, กำลังหันหัว (เหาะเหิน) ลงจากฟ้ามาดิน ฯลฯ
เหล่านี้เป็นพิธีกรรมเนื่องในความเชื่อของคนชาติพันธุ์ต่างๆ โดยไม่ได้มีใครนั่งๆ นอนๆ มโนขึ้นเอง (ตามที่นักโบราณคดีไทยมักมองคนอื่นในแง่ร้าย เพราะคิดต่างจากตน)
แต่มีข้อมูลและมีรายละเอียดอีกมาก ถ้าอยากรู้ให้ดูในบทความวิชาการเรื่อง บทบาทของ “หมา” ในตำนาน และพิธีกรรมของชาติพันธุ์ต่างๆในอุษาคเนย์ โดย ปฐม หงษ์สุวรรณ (อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) พิมพ์ใน วารสารอักษรศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย [ปีที่ 35 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2549) หน้า 213-241]
พบโครงกระดูกสุนัข อายุ 2 พันปี-ฝังคู่คน
เชื่อถูกฆ่าอุทิศผู้ตาย ที่อุทยานเมืองศรีเทพ
พบโครงกระดูก “สุนัข” ฝังพร้อมศพมนุษย์ราว 2,000 ปีก่อนที่อุทยานฯ เมืองศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์ นักโบราณคดีเชื่อถูกฆ่าอุทิศให้ผู้ตาย
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการพบโครงกระดูกสุนัขถูกฝังร่วมกับศพ โดยมีภาชนะดินเผาและเครื่องใช้อีกจำนวนหนึ่ง
(ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 หน้า 1)

โบราณคดีสากล เป็นส่วนหนึ่งของมานุษยวิทยา
ในทางสากล เป็นที่รู้ในหมู่นักวิชาการระดับสูงของทั้งโลก ว่าวิชาโบราณคดีเป็นสาขาหนึ่งของมานุษยวิทยา
ดังนั้น หลักฐานที่นักโบราณคดีขุดพบเป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง หรือมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ล้วนมีขึ้นด้วยความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งของยุคนั้นๆ ถ้าจะทำความเข้าใจต้องใช้แนวคิดและทฤษฎีทางมานุษยวิทยาเป็นหลัก และมีอื่นๆ ประกอบ
แต่โบราณคดีในไทยจำนวนหนึ่ง (ซึ่งมีไม่น้อย) ที่ควบคุมอำนาจการอธิบายในกระทรวงวัฒนธรรม ล้วนมีวิธีคิดและวิธีทำสวนทางกับโบราณคดีทางสากล จนไปกันไม่ได้
ส่งผลให้คำอธิบายโบราณศิลปวัตถุสถานในไทย เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคของ “เทคนิเชียน” (คือผู้ขุดค้นทางโบราณคดี) โดยไม่มีวิถีชีวิตทางสังคมวัฒนธรรม และความเชื่อของคน, สัตว์, สิ่งของ
กรณีกระดูกหมาที่พบในหลุมฝังศพคน จึงไม่มีคำตอบมากไปกว่าหมาเป็นสัตว์เลี้ยง โดยอ้างว่าไม่พบหลักฐานจะอธิบายมากกว่านั้น (ทั้งๆ มีพยานแวดล้อมอยู่เต็มไปหมด ถ้ารู้และเข้าใจมานุษยวิทยา)
ซึ่งขัดกับพฤติกรรมเคยทำมานานมาก ที่ไม่พบหลักฐานโบราณคดี แต่นักโบราณคดีอธิบายน้ำท่วมทุ่งว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่เทือกเขาอัลไต, อาณาจักรน่านเจ้าเป็นของคนไทย, สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก, อยุธยามีขึ้นเมื่อสุโขทัยเสื่อมสลายแล้ว, นางนพมาศเป็นสนมพระร่วงประดิษฐ์กระทงใบตอง แล้วลอยกระทงในตระพังกลางเมือง (ทุกวันนี้ก็ยังไม่เลิก) ฯลฯ
ทางแก้ไข
แนวทางแก้ไขปรับปรุง เคยมีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากแนะนำนานแล้วว่าต้องเปิดกว้างทางวิชาการโบราณคดีในไทยเข้าสู่ระบบสากล
แต่ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และผู้นำรัฐบาลไทย ล้วนอนุรักษนิยมสุดโต่ง พากันกลัวความเปลี่ยนแปลง เลยรักษาสภาวะเดิมของตนไว้ เพราะได้เปรียบสังคมอย่างสมบูรณ์พูนสุขแล้ว
มีผู้บอกว่าโบราณคดีในไทยเลยยากจะเยียวยา หาทางไปยังไม่พบ
พรุ่งนี้ วันอาทิตย์ 6 พฤศจิกายน 2559
อ่าน เมืองศรีเทพ ทำไมมีโครงกระดูกหมา?
