ที่เห็นและเป็นไป : ‘สามัญสำนึก’ที่หายไป
ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป โดยมีการตีความว่า แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดไว้ให้อยู่ในตำแหน่งได้แค่ 8 ปี นั่นหมายถึงการนับจากวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่นับจากวันแรกที่รับตำแหน่งนี้
เพราะบ้านเมืองเราในยุคสมัยเช่นนี้ เรื่องที่เห็นกันว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะฝืนต่อการมองด้วย “สามัญสำนึก” ล้วนเป็นไปตามที่ฝืนๆ มาทุกครั้ง หากเป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจต้องการให้เป็น
การพิจารณาว่าอะไรควร หรือไม่ควร จะเกิดเป็นไปตามบัญชาการของ “อำนาจ” มากกว่า “สามัญสำนึก” เสมอ
วันที่ 23 สิงหาคมนี้ ตามความเป็นจริงที่เป็นไปคือ “พล.อ.ประยุทธ์” ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “นายกรัฐมนตรี” มาครบ 8 ปี ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดเป็นข้อห้ามชัดเจนว่าเป็นต่อไปไม่ได้ จะต้อง “พ้นจากตำแหน่ง” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้มีอำนาจจะตีความหาเหตุผลให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปได้
โดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องทำลายหลักการ หรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อันเป็นกติกาสูงสุดของการอยู่ร่วมกัน
มีอำนาจเสียอย่างย่อมสบายๆ อำนาจเป็นเครื่องมือป้องกันไม่ให้รู้สึกประดักประเดิดในเหตุผลที่หามาปกป้อง แม้จะเป็นเหตุผลที่เข้าใจยากสำหรับคนทั่วไป เพราะไม่ว่าจะถามใครที่ติดตามการเมืองอยู่บ้าง ว่า “พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีกี่ปี” ย่อมไม่มีทางที่จะตอบเป็นอื่น
เมื่อการอยู่ร่วมกันในบ้านนี้เมืองนี้ เป็นเช่นนี้ไปเสียแล้ว คือ มีอำนาจเสียอย่าง จะให้อะไรออกมาเป็นแบบไหนก็ได้ แล้วยังมีความห่วงใยอนาคตของชาติที่จะเป็นไปอยู่บ้าง แต่ต้องอ้อนวอนขอให้ผู้ครองอำนาจทั้งหลายช่วยเตรียมหาทางแก้ไขไว้ด้วยในปัญหาที่จะเกิดขึ้น
อย่างแรก ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนจะเป็นไปในทางที่ “หลักเกณฑ์กติกาการอยู่ร่วมกันพึ่งไม่ได้” เพราะเป็นเรื่องแล้วแต่ผู้มีอำนาจจะสั่งการให้ตีความอย่างไร
เหมือนกับเรื่องหนึ่งที่ให้ “เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ” เพื่อใช้ประโยชน์จากตำแหน่ง ขณะที่อีกเรื่องหนึ่งตีความว่า “ไม่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ” เพื่อเลี่ยงที่จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำลงไป
การตีความเพื่อแก้ปัญหาที่จะผูกพันความรับผิดชอบเป็นเรื่องๆ ไป โดยมีการอธิบายในหลักการที่ถูลู่ถูกังรับฟังกันไป โดยไม่รู้สึกว่าจะยึดถือเป็นแบบอย่างดีที่ของคนที่ควรจะเป็นตัวอย่างของคนในสังคมได้
จะทำความเข้าใจและวางท่าทีการเป็นตัวอย่างที่ย้ำในรูปแบบเช่นนี้ต่อไปอย่างไร เพื่อคืนศรัทธาในหลักการอยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องอาศัยการตะแบงไปเป็นครั้งๆ อย่างที่ผ่านมา ซึ่งมีแต่ทำลายความเชื่อมั่นให้ทรุดลงเรื่อยๆ
อย่างที่สอง จะสร้างแผน สร้างความเชื่อมั่นเพื่อฟื้นฟูศรัทธาของผู้คนต่อการบริหารจัดการประเทศ ว่าอยู่ในกรอบเกณฑ์ที่อยู่กับร่องกับรอยของ “สามัญสำนึก” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าร่วมกันได้ง่ายๆ อันจะส่งผลต่อความหวังที่จะร่วมกันผลักดันการพัฒนาประเทศไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่างไร เพราะหมายถึงจะต้องทำให้ไม่เกิดความรู้สึกว่า “หลักการอยู่ร่วมกัน” ถูกตีความไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจ มากกว่าจะเป็นเหตุผลตาม “สามัญสำนึก”
ไม่มีใครไม่ยอมรับหรอกว่าในที่สุดแล้ว “8 ปีในเก้าอี้นายกรัฐมนตรี” ซึ่งรัฐธรรมนูญห้ามอยู่ต่อ จะมาบังคับใช้กับ “พล.อ.ประยุทธ์” ได้ เพราะการตีความในยุคสมัยเช่นนี้มีให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าที่ไม่ควรจะเป็นนั้นเป็นไปได้ และมักเป็นไปเสมอ
แต่อย่างที่บอก เมื่อจะนำพาประเทศไปในทางสะสมความเชื่อเช่นนี้แล้ว จะต้องวางแผน และหาทางที่จะทำให้ประชาชนยอมรับหลักการอยู่ร่วมกันที่ผิดปกตินี้ด้วย
และหากว่าวิธีการทำให้ยอมรับนั้นเป็นการใช้กำลังบังคับ และจัดการคนที่ไม่เห็นด้วยโดยความรุนแรง จะยิ่งเป็นที่น่ากังวลมากขึ้น
เพราะนั่นคือ “ความเป็นหนึ่งเดียวกัน” อันหมายถึงศรัทธาในการอยู่ร่วมกันของประชาชนที่มั่นคงมายาวนาน และถูกแรงเสียดทานรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากเรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้
สุชาติ ศรีสุวรรณ

