หน้าแรก คอลัมนิสต์ เรื่องใดเราปร...

เรื่องใดเราประดิษฐ์ขึ้น เรื่องนั้นก็เปลี่ยนมันได้

7.08.22 | 14:30 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนบทความเรื่อง “อารยธรรมของเซเปียนส์” (หมายถึงอารยธรรมของมนุษย์นั่นแหละ) โดยเอาแนวคิดของดูวัล ฮารารีมาเล่าสู่กันฟัง สัปดาห์นี้ขอเขียนต่อ โดยยังคงอ้างอิงหนังสือฉบับการ์ตูนภาคสองของเขา ที่ชื่อว่า “เซเปียนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ: เสาหลักของอารยธรรม” แต่จะจับความจากอีกตอนหนึ่งคือ “การเชื่อมโยงกับเรื่องที่ประดิษฐ์ขึ้น” (The Fiction Connection) ในตอนนี้ นักสืบสาวเชื้อสายอเมริกันแอฟริกันที่ทำงานในกรมตำรวจแห่งสหประชาชาติชื่อ เซเลนา โลเปซ กำลังสืบสวนเรื่องของจอมประดิษฐ์เรื่อง (Doctor Fiction) ว่าเขาเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ร้อนของโลกใช่หรือไม่

แต่ก่อนอื่น ขออ้างอิงถึงบทสนทนาระหว่าง ฮารารี กับ สลาวอย ชิเชค นักปรัชญาชาวสโลวีเนียผู้มีอิทธิพลในแวดวงสังคมศาสตร์ร่วมสมัย โดยจะขอนำบทสนทนานี้มาเป็นการนำเรื่อง หัวข้อการสนทนาคือ ความสัมพันธ์ระหว่าง “ธรรมชาติ” กับ “มนุษย์” ซึ่งขยายความเป็นคำถามว่า “เรามองธรรมชาติดีเกินไปไหม เราหมดศรัทธาในมนุษย์แล้วหรือ” เกี่ยวกับเรื่องนี้ ฮารารีให้ข้อสังเกตสองข้อ ข้อแรกคือธรรมชาติไม่แคร์มนุษย์เป็นพิเศษ เขากล่าวว่า “หากมีอุกกาบาตพุ่งชนโลก จนทุกสรรพชีวิตดับสูญไปจากดาวเคราะห์ดวงนี้ ธรรมชาติก็คงไม่ใส่ใจ และยังดำเนินตามวิถีของมันต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ดวงดาวจะระเบิดเป็นจุล แต่กฎของฟิสิกส์ก็จะยังคงทำงานต่อไป” ข้อสังเกตข้อสองคือ เราไม่ควรแบ่งเป็นสอง หรือแบ่งแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นย่อมสอดคล้องกับธรรมชาติเสมอ

ชิเชคมีความเห็นว่า มนุษย์มีแนวโน้มที่จะผูกโยงความเป็นธรรมชาติกับแบบแผนที่เกิดขึ้นประจำ คำถามคือ เราใช้ชีวิตในโลกที่ไร้ระเบียบแบบแผนไม่ได้เชียวหรือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ ๆ เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว เรามักพยายามมองหาความหมายที่ซ่อนอยู่ เช่น มองว่าหมายถึงการลงโทษของพระเจ้า ฮารารีกล่าวต่อว่า ถึงอย่างไร การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นเรื่องเลวร้าย มนุษย์จำเป็นต้องหาหลักศีลธรรมของมนุษย์ จะหาหลักศีลธรรมโดยอ้างกฎธรรมชาติไม่ได้ กระนั้นก็ตาม นักเทศน์ นักปรัชญาหลายคนมักอ้างธรรมชาติในฐานะบ่อเกิดแห่ง “ความดี ความงาม ความจริง” เราควรหยุดใช้ธรรมชาติเป็นเกณฑ์ตัดสินคุณค่าได้แล้ว เช่น เราไม่ควรตัดสินว่ารักร่วมเพศเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ เขาเองเชื่อในหลักพอประมาณ (moderation) ไม่สุดขั้ว พร้อมทั้งเสนอให้พยายามมองให้พ้นไปจากตรรกะที่มีเพียงสองทางเลือก (dilemma) เช่น รัสเซียขอนาโต้ว่าอย่ารับยูเครนเป็นสมาชิกได้ไหม เมื่อนาโต้ปฏิเสธ รัสเซียไม่เห็นทางเลือกอื่นนอกจากการทำสงคราม อันที่จริง เราควรร่วมกันมองหาทางที่จะตอบสนองความต้องการด้านความมั่นคงทั้งของรัสเซียและของยูเครนได้ดีกว่าการทำสงคราม ชิเชคเห็นว่า นักนิเวศวิทยาเชิงลึก (Deep Ecologists) เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเลือกข้างฝ่าย “ธรรมชาติ” อย่างสุดขั้ว

ฮารารีขยายความเรื่องความพอประมาณว่าหมายถึงการแสวงหาสภาวะสมดุล (homeostasis) ซึ่งรวมถึงความสมดุลภายใน มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนวิถีของมนุษย์ รวมทั้งเพื่อความเป็นใหญ่ในอนาคต เทคโนโลยีที่อาจคุกคามทั้งมนุษย์และธรรมชาติคือ การพัฒนารูปแบบอนินทรีย์ของชีวิต เทคโนโลยีนี้อาจถูกใช้โดยบางคนเพื่อควบคุมร่างกายของมนุษย์และปรากฏการณ์ธรรมชาติ ขณะที่อีกหลายล้านชีวิตได้แต่ถูกควบคุม

เราเคยถกแถลงกันเสมอมาว่าในตัวตนของเรานั้น ส่วนไหนได้มาโดยธรรมชาติ (nature) ตั้งแต่เกิด ส่วนไหนได้มาโดยการบ่มเพาะของสังคม (nurture) ส่วนนักสืบโลเปซของเรากำลังพยายามสืบสวนว่า ในเมื่อธรรมชาติมิได้ให้สัญชาตญาณการร่วมมือกันระหว่างคนหมู่มาก เราจำเป็นต้องสร้างระเบียบที่จินตนาการขึ้น (imagined order) เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันดังกล่าว เราจึงประดิษฐ์เรื่องเล่าต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างระเบียบ เช่น เราประดิษฐ์ตำนานปรัมปรา ตัวอักษร ระบบราชการ ฯลฯ คำถามที่นักสืบของเราต้องการสืบสวนหาคำตอบคือ ทำไมเครือข่ายความร่วมมือกันระหว่างคนหมู่มากจึงไม่มีเครือข่ายใดสักเครือข่ายเดียวที่ยุติธรรม ทำไมเครือข่ายเหล่านั้นจึงจัดให้มีช่วงชั้นทางสังคมที่ไม่ยุติธรรมเสมอ ทำไมระเบียบที่จินตนาขึ้นจึงสนับสนุนและให้อภิสิทธิ์แก่ผู้มีอำนาจที่อยู่ในช่วงชั้นบน และเลือกปฏิบัติตลอดจนกดขี่ผู้ที่อยู่ในช่วงชั้นล่างเสมอ เป็นความผิดของจอมประดิษฐ์เรื่อง (Doctor Fiction) ใช่หรือไม่

Advertisement

ในบทความก่อน ผมอ้างฮารารีที่ยกตัวอย่างของประมวลกฎหมายของฮัมมูราบี ที่แบ่งผู้คนเป็น ผู้มียศศักดิ์, คนธรรมดา, และทาส แล้วยังแบ่งย่อยเป็นหญิงและชายซึ่งมีศักดิ์และสิทธิ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้ก็สอดคล้องกับความเชื่อของสังคมบาบีโลนในสมัยนั้น คำประกาศเอกราชของอเมริกา ใน ค.ศ. 1776 ก็เช่นกัน เป็นการจัดระเบียบที่จินตนาการขึ้นและสถาปนาความเสมอภาคสำหรับคนอเมริกาที่เป็นชายผิวขาวด้วยกัน หาได้รวมผู้หญิง และชนผิวดำซึ่งส่วนใหญ่ในขณะนั้นมีสถานะเป็นทาสไม่ ดูเหมือนว่าระเบียบดังกล่าวยังถือว่าการครอบครองทรัพย์สินที่แตกต่างกันมากระหว่างคนจนและคนรวยนั้น เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระผู้เป็นเจ้า

คนเราถ้าไม่อ้างพระเจ้าก็มักอ้างกฎแห่งธรรมชาติ นักปรัชญากรีกโบราณก็มีทาส เขาให้คำอธิบายว่า ธรรมชาติของทาสคือการรับใช้ ส่วนนายทาสมีธรรมชาติที่เสรี แม้จะเลิกทาสแล้ว คนอเมริกันผิวขาวจำนวนมากก็ยังด้อยค่าคนผิวดำ โดยอ้างธรรมชาติเช่นกัน อ้างว่าคนผิวดำฉลาดน้อยกว่า มีแต่ใช้อารมณ์ไม่ใช้เหตุผล เกียจคร้าน ฯลฯ นอกจากอ้างธรรมชาติแล้ว ยังชอบอ้างงานวิจัยด้วย เช่น อ้างว่ามีข้อมูลทาง “วิทยาศาสตร์” มายืนยันว่า ถ้าไม่มีนายทาสแล้ว ทาสทำอะไรไม่เป็น

การแบ่งช่วงชั้นทางสังคมมีอยู่ในสังคมบาบีโลน ในกรีก ในอเมริกา ในจีน ฯลฯ และมีความเชื่อหนึ่งที่ฝังลึกในจิตสำนึกของชาวอินเดียมาแต่โบราณ นั่นคือคือความเชื่อว่าจักรวาลทั้งหมดประกอบด้วย – Prakrti (สสาร) และ Purusha (วิญญาณ หรือ ปฺรฺษะ) Prakrti คือทุกสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้และขึ้นอยู่กับเหตุและผล ส่วนหลักการสากลหรือ Purusha คือสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นวิญญาณของสากลจักรวาล วิญญาณมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในทุกสิ่งและทุกคนตลอดเวลา Purusha เป็นหลักการสากลที่เป็นนิรันดร์ ทำลายไม่ได้และไม่มีรูปแบบ อย่างไรก็ดี มีบทกวีของฤคเวทบทหนึ่งชื่อ Purusha Sukta บทกวีนี้อธิบายระบบวรรณะ (Varna) ว่าเป็นผลจากการที่มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายของ Purusha ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงพระพรหม บทกวี Purusha Sukta เป็นที่ถกเถียงกันและเป็นที่เชื่อกันว่า ถูกแทรกเข้าไปในพระเวทในยุคกลาง เพราะไม่เหมือนกับแนวคิดหลักอื่น ๆ ในพระเวทยุคดั้งเดิม รวมถึงแนวคิดเดิมของ Purusha ด้วย สรุปว่าความเชื่อที่ก่อเกินวรรณะได้แก่การแบ่งผู้คนเป็นวรรณะ (และส่วนย่อยต่าง ๆ ของวรรณะเรียกว่าชา-ติ) ผู้คนในสี่วรรณะหลักได้แก่ พราหมณ์ที่เกิดจากพระโอษฐ์ กษัตริย์ที่เกิดจากพระอุระ แพศย์ที่เกิดจากพระเพลาหรือตัก และศูทรที่เกิดจากพระบาทของพระพรหมที่เป็นอวตารของ Purusha

นักสืบโลเปซถามฮารารีในหนังสือการ์ตูนว่า มีสังคมใดไหมที่ไม่เล่าตำนานปรัมปราเช่นนี้ คำตอบคือ สังคมขนาดใหญ่ (รวมทั้งสังคม ไต-ไท) ล้วนมีตำนานปรัมปราเกี่ยวกับการสร้างมนุษย์ทุกสังคม เช่น ในสังคมที่มีทาส ลำดับเหตุการณ์ที่นำไปสู่การมีทาสอาจเป็นดังนี้

1) มีตำนานปรัมปราที่เล่าว่าคนเราไม่เท่าเทียมกัน

2) มีเหตุการณ์บังเอิญทางประวัติศาสตร์ เช่น การมีเชลยศึกสงคราม

3) สังคมยอมรับการจับคนเป็นทาส

4) มีการเสริมเติมแต่งตำนานปรัมปรารวมทั้งระบบกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ ที่ให้ความชอบธรรมแก่สังคมไม่เท่าเทียม

5) คนในช่วงชั้นล่างของสังคมยากจนและขาดการศึกษา

6) อคติและการเลือกปฏิบัติที่ประดิษฐ์โดยคนในช่วงชั้นบนได้รับการเสริมแรงว่าคนในช่วงชั้นล่างเป็นคนที่ “โง่ จน และเจ็บ” จริง ๆ ด้วย

นักสืบโลเปซจึงสืบสวนต่อเพื่อหาต้นตอของความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยตรวจหาตามลำดับดังนี้

1) สาเหตุทางชีววิทยา : หากการเหลื่อมล้ำมีสาเหตุทางชีววิทยา การแบ่งช่วงชั้นทางสังคมน่าจะเหมือนกันหมดในทุก ๆ สังคม ดังตัวอย่างของสังคมผึ้ง อีกประการหนึ่ง ข้อค้นพบทางชีววิทยาระบุว่า สมองของพราหมณ์หรือของคนผิวขาวมิได้ใหญ่กว่าหรือดีเลิศไปกว่าสมองของศูทรหรือของคนผิวดำ

2) สาเหตุทางมานุษยวิทยา : แต่ละสังคมมีการแบ่งช่วงชั้นด้วยเกณฑ์ของตน เช่น แบ่งตามเชื้อชาติ (race) แบ่งตามวรรณะ (ชาติเกิด) แต่ทุกสังคมนับแต่การปฏิวัติเกษตรกรรมเมื่อหมื่นกว่าปีที่แล้ว มีการแบ่งช่วงชั้นตามเพศสภาพ คือล้วนเป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่

3) สืบค้นต่อไปว่า อะไรเป็นที่มาของสังคมชายเป็นใหญ่ พบว่า

3.1) ความเชื่อ : ชาวคาทอลิกคิดว่า อวัยวะเพศมีไว้เพื่อการมีลูกเท่านั้น ใช้เพื่อการอื่นเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติและเป็นบาป ที่ทางสำหรับผู้หญิงคือบ้าน สำหรับผู้ชายคือโลกกว้าง ทำให้ชายมีบทบาทที่สำคัญกว่า

3.2) ชีววิทยา : ชายมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงกว่า เมื่อดูสถิติที่แสดงการกระจายของความแข็งแรงทางกล้ามเนื้อ จะพบว่าค่าเฉลี่ยสำหรับผู้ชายมีค่าเหนือกว่า อย่างไรก็ดี ผู้หญิงจำนวนหนึ่งอาจเหนือกว่าผู้ชายจำนวนหนึ่งได้ หากพวกเธอมีการฝึกฝนหรือมีสรีระที่แข็งแรง เช่น นักกีฬาหญิงย่อมเหนือกว่าชายทั่วไปที่ไม่ใช่นักกีฬา

3.3) ความก้าวร้าว : พบว่าผู้ชายก้าวร้าวและชำนาญการสงครามมากกว่า แต่คิดดูอีกที พบว่าในสมัยก่อน การสู้รบใช้รถม้า ใช้ดาบ ใช้ธนู ฯลฯ ซึ่งต้องใช้กำลังและการฝึกฝน ส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของพลทหาร ขณะที่แม่ทัพซึ่งเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีนั้น มักมาจากชนชั้นสูง บางครั้ง ขุนนางฝ่ายปกครอง (ฝ่ายบุ๋น) เป็นผู้นำทัพได้ด้วยซ้ำไป การทำสงครามด้วยปัญญาเช่นนี้ ผู้หญิงน่าจะทำได้ดี อีกทั้งปัจจุบัน สงครามได้ลดการสู้รบแบบประจัญบานตัวต่อตัวลง และพึ่งระบบอัตโนมัติและระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ความจำเป็นที่จะใช้ผู้ชายทำสงครามก็ลดน้อยลงด้วย

3.4) ช่วงเวลาการตั้งครรภ์และเลี้ยงดูลูกอ่อน : ต้องใช้เวลาหลายปีสำหรับช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้หญิงต้องพี่งพาผู้ชายในการปกป้องและหาเสบียงหรือรายได้ หญิงจึงมีวิวัฒนาการเป็นผู้อ่อนโยนเพื่อผูกมัดใจชาย ทำหน้าที่ดูแลบ้านและสามี อย่างไรก็ดี สำหรับสัตว์บางชนิด เช่น ลิงโบโนโบ (ชิมแปนซีแคระ) และช้าง เพศเมียมีความสามารถเหนือกว่าในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ รวมถึงการช่วยกันดูแลลูกน้อย หากตัวผู้ตัวใดทำตัวเกะกะระราน ตัวเมียก็จะร่วมมือกันเล่นงานผู้ระรานนั้น จนกล่าวได้ว่า โดยอาศัยทักษะการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวเมีย สังคมของสัตว์เหล่านี้ถือว่าตัวเมียเป็นใหญ่

เรื่องเล่าข้างต้นชวนให้คิดว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงระเบียบที่จินตนาการขึ้น เช่น ระเบียบของสังคมที่ชายเป็นใหญ่ได้ เรื่องราวอันยิ่งใหญ่ (grand narratives) มักมีสองด้านหรือหลายด้านเสมอ เรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นใหญ่ของชายก็เช่นกัน เราจึงต้องเพิ่มเติมเรื่องเล่าเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เห็นความเป็นไปได้ของอีกด้านหนึ่งหรือด้านอื่น ๆ ด้วย คราวนี้ก็แล้วแต่ว่าผู้คนจะเลือกเชื่อด้านไหน แต่ถ้าผู้คนไม่เชื่ออะไรเลย สังคมเช่นนั้นอาจไม่มีสันติภาพ หากแต่จะมีความรุนแรง

ฮารารีมีข้อเสนอว่า ในบรรดาเรื่องเล่าทั้งหลายที่ประกอบเป็นเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ที่เป็นบ่อเกิดแห่งความเหลื่อมล้ำ เราต้องมีจินตนาการว่า จะเก็บเรื่องเล่าเรื่องไหนไว้ และจะประดิษฐ์เรื่องเล่าเรื่องใดเข้าแทนที่เรื่องเล่าแห่งความไม่เท่าเทียมกัน ที่สำคัญคือ เราต้องพยายามทั้งรักษาและปรับเปลี่ยนโดยคงความสมดุลไว้ ความสมดุลหมายถึงจุดกลาง ๆ ที่ไม่ใช่การมุ่งแต่จะเปลี่ยนแปลงระเบียบที่จินตนาการไว้เดิม อีกทั้งไม่ใช่การยึดมั่นถือมั่นที่จะคงระเบียบเดิม ๆ ไว้ ผลของการเสียสมดุลอาจหมายถึงการเพิ่มความทุกข์ของผู้คนในสังคม

แล้วเราจะค้นพบความสมดุลหรือดุลภาพได้อย่างไร ในเรื่องนี้ ฮารารีเสนอว่า เราต้องมีความอดทนและความเพียร โดยหมั่นถามคนอื่นว่าเขาทุกข์ร้อนกับเรื่องเล่าของเราหรือเปล่า พร้อมกับตั้งใจฟังเรื่องเล่าของพวกเขา ถึงอย่างไรเราไม่ควรเลี่ยงความรับผิดชอบ โดยแสร้งว่าเรื่องราวอันยิ่งใหญ่เปลี่ยนไม่ได้ เราเปลี่ยนมันได้โดยสร้างเรื่องเล่าใหม่ ๆ เพียงเพื่อช่วยคนอื่น แต่ถ้าเรื่องเล่าใหม่ ๆ ของเราทำให้พวกเขาแย่ลง เราต้องเปลี่ยนเรื่องเล่าของเรามิใช่หรือ และต้องเชื่อว่าแม้เรื่องราวจะยิ่งใหญ่ปานใด มันก็เปลี่ยนได้ เพราะเป็นเรื่องประดิษฐ์ของมนุษย์ จึงประดิษฐ์ใหม่ได้โดยไม่ต้องเข่นฆ่าผู้คนเป็นแสนเป็นล้าน เหมือนในสงครามต่าง ๆ ที่ผ่านมา

ตัวอย่างความสำเร็จ (ที่ยังห่างไกลจากความสมบูรณ์) คือการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวความเป็นใหญ่ของชายที่ครอบงำสังคมทั้งหลายมานานนับหมื่นปี แต่ภายในเวลาไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมา เรากำลังทำการปฏิวัติสตรีนิยม (feminist revolution) สังคมได้เปลี่ยนไปมากในเรื่องความเท่าเทียมระหว่างชายกับหญิง เช่น ล่าสุด เริ่มมีการเรียกร้องค่าตอบแทนนักกีฬาอาชีพที่เท่าเทียมกันระหว่างนักกีฬาชายกับนักกีฬาหญิง โดยเฉพาะในกีฬาเทนนิสและฟุตบอล ที่การแข่งขันกีฬาหญิงกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง การปฏิวัติสตรีนิยมไม่ต้องใช้กีโยติน ไม่ต้องมีค่ายกักกันดังเช่นค่าย gulag ที่มีไว้สำหรับนักคิดและนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ไม่ต้องลอบสังหารประธานาธิบดี ไม่ต้องทำสงคราม

เราต้องพยายามเปลี่ยนเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่โดยอาศัยเรื่องเล่าเล็ก ๆ ของเราเอง เมื่อเห็นธนาคาร เราอาจเล่าว่านี่คือสถาบันสถาบันหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่กฎแห่งธรรมชาติ หากเป็นเพียงประดิษฐกรรมของมนุษย์ เมื่อเห็นมหาวิหาร เราอาจเล่าว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ส่งตรงมาจากสวรรค์ เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมาอีกนั่นแหละ เมื่อเห็นทำเนียบรัฐบาล เราอาจเล่าว่านี่ไม่ใช่เรื่องทางชีววิทยา หากเป็นเรื่องของสังคมการเมือ

ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา

มนุษย์เชื่อในเรื่องที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น หากเรื่องที่ประดิษฐ์ขึ้นเรื่องหนึ่งพ้นไป เราก็จะประดิษฐ์เรื่องใหม่ขึ้นมา ขณะนี้คนไทยมีเรื่องราวอันยิ่งใหญ่คือเรื่อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งประกอบด้วยเรื่องเล่ามากมาย ที่เล่าผ่านสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันการสื่อสารและสถาบันทางการเมือง ฯลฯ แต่ก็เริ่มมีเรื่องเล่าทางเลือกที่เล่าจากมุมมองอื่น ๆ การเห็นด้านที่ต่างกันอาจเป็นอานิสงส์ที่ช่วยให้สังคมเคลื่อนตัวไปใกล้ความดี ความงาม ความจริงมากขึ้น แต่ถ้าเกิดความไม่สมดุล ก็อาจก่อความความทุกข์ รวมไปถึงการก่ออันตรายอันยิ่งใหญ่ได้

โคทม อารียา