การเมืองกับเศรษฐกิจ เหมือนเหรียญคนละด้าน เมื่อการเมืองโลกหนึ่งเดือด เศรษฐกิจโลกร้อนระอุ
แม้ในทางภูมิศาสตร์แต่ละประเทศจะแบ่งเขตพื้นที่กัน แต่เศรษฐกิจนั้นไร้พรมแดน เมื่อเกิดความขัดแย้งกันในพื้นที่ใดแม้จะไกลโพ้น แต่ผลต่อเศรษฐกิจกลับลามไปทั่วโลก
ตัวอย่างจากการทำสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน (ที่สหรัฐและชาติยุโรปหนุนหลัง) ความเสียหายทางกายภาพห่างไกลจากประเทศอื่นๆ รวมทั้งไทย แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากมายนัก
ล่าสุด โลกร้อนระอุอีก และไม่ไกลจากไทยนัก จากความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวัน (ที่สหรัฐก็หนุนหลังอีก) จากกรณีที่ “แนนซี เพโลซี” ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เดินทางไปเยือนกรุงไทเป สร้างความไม่พอใจกับจีนอย่างมาก เพราะถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ต้องประกาศซ้อมรบด้วยกระสุนจริงรอบๆ เกาะไต้หวัน
หวังว่าความขัดแย้งกรณีไต้หวันนี้ จะไม่ขยายผลไปสู่การใช้อาวุธทำสงครามห้ำหั่นกันเหมือนรัสเซียกับยูเครน ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจโลกจะทรุดหนักลงไปอีก
แม้ผลเฉพาะหน้าไทยอาจได้อานิสงส์จากการที่จีนคว่ำบาตรด้านต่างๆ โดยเฉพาะการห้ามนำสินค้าบางอย่างจากไต้หวัน ซึ่งเป็นโอกาสให้สินค้าไทยส่งออกแทนที่ไต้หวัน
แต่ในระยะยาว หากเกิดการปะทะกันจริง คงไม่ใช่เฉพาะจีนกับไต้หวัน แต่ชาติต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐคงไม่ปล่อยให้ไต้หวันรับมือกับจีนโดยลำพังแน่
หากเป็นเช่นนั้น ทั้งรัสเซียบุกยูเครน ที่ยังรบกันอย่างต่อเนื่อง เมื่อมาเกิดศึกระหว่างจีนกับไต้หวันอีก โลกคงร้อนเป็นไฟแน่
นอกจากนี้ไม่เพียงแค่ใช้อาวุธต่างๆ แต่ยังตอบโต้กันด้วยมาตรการคว่ำบาตรด้านเศรษฐกิจด้วย ที่จะทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งสินค้าและบริการต่างๆ ต้องหยุดชะงักไป กระทบต่อเศรษฐกิจประเทศต่างๆ
กลับมาดูสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ที่คาดกันว่าปีนี้จะยังเติบโตได้อยู่ โดย กกร.คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวในกรอบ 2.75-3.5% ด้วยเครื่องจักรการส่งออกยังไปได้ดี ตัวเลข 6 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวสูงถึง 12.9%
แต่หลายฝ่ายคาดกันว่า หลังจากนี้การส่งออกไทยอาจชะลอตัว เนื่องจากเศรษฐกิจโลกส่อแววชัดว่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอยโดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐและหลายชาติในยุโรปที่เงินเฟ้อทะยานสูง ต้องขึ้นดอกเบี้ยเบรกความร้อนแรง ทำให้เศรษฐกิจหดตัว และกำลังซื้อลดลง ส่งผลให้การส่งออกของไทยลำบากขึ้น
ขณะที่การท่องเที่ยวไทย หลังเริ่มสร่างจากพิษโควิด กลับมาเปิดประเทศเต็มรูปแบบ เมื่อ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้มีต่างชาติเดินทางเข้ามาไทยเพิ่มมากขึ้น เฉพาะกรกฎาคมเดือนเดียวเข้ามาไทยสูงถึงกว่า 1 ล้านคน รวม 7 เดือนแรกของปีนี้มีต่างชาติมาไทยรวม 3.15 ล้านคน
คาดหวังกันว่าช่วงไฮซีซั่น ปลายปีนี้ต่างชาติน่าจะเข้ามาไทยมากขึ้นอีก รวมทั้งปีอาจถึง 10 ล้านคนตามเป้าที่ตั้งไว้
แต่เป็นความหวังที่ยังมีปัจจัยลบอยู่ แม้เงินบาทจะอ่อนค่า ที่เป็นแรงบวกให้ต่างชาติสนใจมาไทยมากขึ้น แต่ทว่าค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นกว่าเดิมมาก จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจของชาติต่างๆ โดยเฉพาะจากสหรัฐและยุโรป หากย่ำแย่ก็คงยากที่จะมีกำลังซื้อบินมาเที่ยวเมืองไทย เพราะการท่องเที่ยว ไม่ใช่ความจำเป็นในชีวิตที่หากไม่เที่ยวแล้วจะลงแดง
ดังนั้นไทยต้องเตรียมรับมือให้ดี หากส่งออกช่วงปลายปีไม่ดีขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยวยังไม่มีกำลังพอมาหนุน อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตยากลำบากขึ้น
สรุปแล้ว เมื่อการเมืองโลกวุ่น เศรษฐกิจโลกก็วาย แน่นอนว่าไทยต้องวุ่นวายตามไปด้วย
สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม

