หน้าแรก คอลัมนิสต์ ซ้อมรบจีน ซื้...

ซ้อมรบจีน ซื้อเครื่องอเมริกัน!

13.08.22 | 22:50 น.

 

ในขณะที่สถานการณ์ความตึงในช่องแคบไต้หวันได้เริ่มคลายตัวลง และจีนได้ส่งสัญญาณถึงการยุติการซ้อมรบในบริเวณดังกล่าวแล้ว แต่การซ้อมรบของกองจีนเกิดตามมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้จะมิใช่เกิดจากปัญหาความขัดแย้งเช่นในกรณีของไต้หวัน แต่เป็นการซ้อมรบเพื่อแสดงความเป็น “พันธมิตรที่ใกล้ชิด” ระหว่างจีนและไทย

กระทรวงกลาโหมจีนได้แถลงอย่างชัดเจนถึงจุดมุ่งหมายของการซ้อมรบครั้งนี้ว่า “เพื่อเพิ่มความไว้วางใจร่วมกัน และสร้างมิตรภาพระหว่างกองทัพอากาศของทั้งสองประเทศ กระชับความร่วมมือของการปฎิบัติ และส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของหุ้นส่วนความร่วมมือทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างจีน-ไทย” (อ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมจีน, 12 สิงหาคม 2022)

กระทรวงกลาโหมจีนยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพอากาศทั้งสองฝ่ายได้มีความเห็นร่วมกันที่จะจัดการซ้อมรบครั้งใหม่ ในชื่อรหัส “Falcon Strike 2022” ที่ฐานทัพอากาศของไทยที่จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 14 สิงหาคม นี้ และเป็นการซ้อมรบครั้งที่ 5 นับตั้งแต่การซ้อมรบดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2015 (พศ. 2558)

จากข้อมูลที่ปรากฏในแหล่งเปิด จีนได้ส่งเครื่องบินรบแบบต่างๆ เข้าร่วมการซ้อมรบครั้งนี้ ได้แก่ เครื่องบินขับไล่แบบ เจ-10 ซี/เอส (J-10 C/S) เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดแบบ เจเอช-7 เอ (JH-7 A) และเครื่องบินเตือนภัยทางอากาศล่วงหน้าแบบ เคเจ-500 (KJ-500) ซึ่งทางฝ่ายจีนถือว่า การซ้อมรบที่เกิดเป็นการซ้อมทางทหารครั้งใหญ่ของทั้งสองประเทศ และจะใช้เวลานานถึง 10 วัน

Advertisement

ส่วนกองทัพอากาศไทย ได้นำเครื่องบินโจมตีแบบอัลฟาเจ็ต จำนวน 3 ลำ เครื่องบินขับไล่แบบกริพเพนจำนวน 5 ลำ และเครื่องบินเตือนภัยทางอากาศล่วงหน้าแบบซ้าป 340 (SAAB 340 AEW) จำนวน 1 ลำ แต่ในการนี้ ไม่มีการนำเอาเครื่องบินรบของสหรัฐแบบเอฟ-16 ที่ประจำการในกองทัพอากาศไทยเข้าร่วมแต่อย่างใด เพราะการกระทำเช่นนั้นอาจจะนำไปสู่การมีปัญหากับสหรัฐ ซึ่งกองทัพไทยในปัจจุบันกำลังพยายามที่ขอซื้อเครื่องบินรบแบบเอฟ-35 จากสหรัฐ (กองทัพอากาศได้ขออนุมัติงบจากรัฐสภาไทยไปแล้ว แม้จะยังไม่มีคำอนุมัติขายจากรัฐสภาอเมริกันก็ตาม)

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกองทัพอากาศไทยอาจจะ “ไม่คิดมาก” กับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศ แต่ภาพที่ปรากฏในเวทีระหว่างประเทศคือ หลังจากจีนยุติการซ้อมรบที่ช่องแคบไต้หวันแล้ว จีนได้ขยับมาซ้อมรบต่อที่ไทย แม้จะไม่ใช่การซ้อมรบขนาดใหญ่ แต่ก็ทำให้ไทยถูกจับตามองอย่างมากถึงท่าทีของ “ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด” ระหว่างรัฐบาลของผู้นำทหารไทยกับรัฐบาลจีน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากการรัฐประหาร 2014 ที่กรุงเทพ

ในสถานการณ์เช่นนี้ จึงไม่แปลกที่การซ้อมรบเช่นนี้จึงถูกตีความในเวทีสากลว่า จีนกำลังแสดงให้โลกเห็นว่า ไทยเป็น “รัฐพันธมิตรที่ใกล้ชิด” ของจีน และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงการขยายอิทธิพลทางทหารของจีนเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างชัดเจน โดยมีไทยเป็นหนึ่งของ “หัวหาดจีน” ในภูมิภาค

ดังนั้น นอกเหนือจากความสำเร็จในการขยายจุดยุทธศาสตร์ของจีนในภูมิภาคนี้ ด้วยการมีฐานทัพที่เรียม ในกัมพูชาแล้ว จีนยังแสดงให้เห็นภาพคู่ขนานจากการประชุมอาเซียนที่กัมพูชา ด้วยการที่ “สถานทูตจีน” เผยแพร่ภาพการพูดคุยอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน-ไทย ที่พนมเปญ และรัฐมนตรีต่างประเทศจีนได้แสดง “ความรู้สึกขอบคุณการมีส่วนร่วมของไทยต่อข้อริเริ่มเพื่อการพัฒนาของโลก และข้อริเริ่มเพื่อความมั่นคงของโลกซึ่งผลักดันโดยจีน” (ข้อมูลจากมติชนออนไลน์, 8 สิงหาคม 2022)

ในมิติของความมั่นคงทางทหาร การซ้อมรบครั้งนี้มีจุดที่น่าสนใจคือ จีนได้นำเอาเครื่องบินทิ้งขับไล่ทิ้งระเบิดแบบ เจเอช-7 ซึ่งเป็นเครื่องบินที่มีพิสัยทำการบินประมาณ 1,700 กิโลเมตร ใช้ในภารกิจโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดิน และเครื่องบินขับไล่แบบเจ-10 ซึ่งมีพิสัยทำการประมาณ 2,500 กิโลเมตร พร้อมทั้งเครื่องบินเตือนภัยทางอากาศแบบ เคเจ 500 ซึ่งมีพิสัยทำการประมาณ 5,700 กิโลเมตร เข้าร่วมด้วย การซ้อมรบเช่นนี้จึงถูกมองหลังจากวิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันว่า เป็นการแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของกำลังรบทางอากาศของจีนอีกครั้ง และเป็นการแสดงในพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ การซ้อมรบของจีนในไทยถูกตีความว่า จะมีส่วนช่วยให้นักบินรบจีนมีความคุ้นเคยกับอากาศ ภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อมในด้านต่างๆ ที่อยู่ในส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันเป็นพื้นที่ความขัดแย้งของปัญหาหมู่เกาะในทะเลจีนใต้อีกด้วย

ด้วยเหตุผลเช่นนี้ การซ้อมรบทางอากาศไทย-จีน จึงถูกจับตามองจากเวทีระหว่างประเทศอย่างมาก และทั้งยังเป็นความน่าสนใจที่ต้องติดตามจากการแสดงออกของกองทัพอากาศไทยคือ “ซ้อมรบจีน ซื้อเครื่องอเมริกัน” ทิศทางเช่นนี้จึงเป็นความท้าทายทั้งในทางการทูตและการทหารของไทยเป็นอย่างยิ่ง… หรือผู้นำรัฐบาลและผู้นำทหารไทยเชื่อว่า ทำอย่างนี้แล้ว มหาอำนาจทั้งสองฝ่ายจะ “รักไทย” มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าจะรักไทยมากแล้ว ก็อยากจะขอฝากโครงการเรือดำน้ำที่ยังไร้เครื่องยนต์กลับคืนไปด้วย!