หน้าแรก คอลัมนิสต์ (วิทยา)ศาสตร์...

(วิทยา)ศาสตร์พลเมือง : ความรู้ การมีส่วนร่วม และประชาธิปไตย

16.08.22 | 13:00 น.

อยากจะนำเสนอเศษเสี้ยวเล็กๆ ของประเด็น (วิทยา) ศาสตร์พลเมือง (citizen science) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองเทศกาล “บางกอกวิทยา” ในกรุงเทพฯสักหน่อย

เพื่อชี้ให้เห็นว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่ใช่เรื่องแค่การสอนในห้องเรียน และการคิดค้นในห้องทดลอง และเกี่ยวข้องกับการปลูกฝังวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กๆ เท่านั้น เพื่อที่เขาจะโตขึ้นมาเป็น “นักวิทยาศาสตร์”

พูดให้สุดไปอีกทางหนึ่งก็คือ (วิทยา) ศาสตร์พลเมือง นั้นคือการสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยพลเมือง

ไม่ใช่ “นักวิทยาศาสตร์” ที่เป็น “ผู้เชี่ยวชาญ”

แม้ในยุคปัจจุบันอาจจะมีแนวทางการศึกษาที่ลึกซึ้งเข้าไปในการตั้งข้อสงสัยต่อองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งในระดับประวัติศาสตร์และปรัชญา รวมไปถึงเรื่องของการตั้งคำถามถึงเครือข่ายการสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ขยายจากมนุษย์ไปสู่เครือข่ายวัตถุ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะนำมาเล่าสู่กันฟังในครั้งนี้

Advertisement

แต่จะอธิบายง่ายๆ ถึงการก่อตัวของขบวนการและปฏิบัติการที่ว่าด้วยเรื่องของการทำงานร่วมกันของชุมชนวิทยาศาสตร์ และพลเมือง ที่เกี่ยวพันกับการส่งเสริมประชาธิปไตย และยังเกี่ยวพันกับเรื่องของความเป็นไปของการใช้ชีวิตและบริหารท้องถิ่นโดยเฉพาะในระดับเมืองด้วยครับ

ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า (วิทยา) ศาสตร์พลเมืองนั้นเป็นความรู้ที่แยกจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เรามักเข้าใจกันโดยทั่วไปว่าเกี่ยวข้องกับความรู้และปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่มาจากนักวิทยาศาสตร์และสถาบันทางวิทยาศาสตร์ (ทั้งห้องเรียน ห้องทดลอง หรือบริษัทเอกชน) แต่หมายถึงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยประชาชน (หรือสาธารณะ-the general public) โดยร่วมมือกับ หรืออยู่ภายใต้ทิศทางของนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพ และสถาบันต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ โดยคำนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางขึ้นจนถูกบันทึกลงไปในพจนานุกรม Oxford เมื่อ ค.ศ.2014 ซึ่งก็ไม่เกินสิบปีที่ผ่านมานี้ แม้ว่าจะมีที่มาอย่างยาวนาน และมีความเปลี่ยนแปลงในการเข้าใจและให้ความหมายมาหลายครั้งหลายหนแล้วก็ตาม

กล่าวโดยละเอียดแล้ว สิ่งที่เรียกว่า (วิทยา) ศาสตร์พลเมือง เกี่ยวพันกับความคิดหลักๆ 4 ประการ

1.(วิทยา) ศาสตร์พลเมืองเป็นปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนคนธรรมดา กับมือสมัครเล่น กับคนที่ไม่ใช่มืออาชีพหรือผู้เชี่ยวชาญ (คือมีตำแหน่งหรือมีอาชีพในการผลิตความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยตรง โดยเฉพาะระดับปริญญาชั้นสูง) และยืนตรงข้ามกับการประกอบอาชีพทางวิทยาศาสตร์ วงการวิชาการทางวิทยาศาสตร์ หรือบริษัทที่ค้นคว้าทดลองทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้เพราะความเป็นมืออาชีพ ความเชี่ยวชาญ และองค์กรเฉพาะทางเหล่านี้มองว่าปฏิบัติการในทางวิทยาศาสตร์นั้นเป็นเรื่องของความเชี่ยวชาญที่คนที่ไม่ใช่มืออาชีพจะขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ โดยผู้ที่สนับสนุน (วิทยา) ศาสตร์พลเมืองนั้นเชื่อว่าประชาชนคนทั่วไปแม้จะมีความเชี่ยวชาญชำนาญเพียงเล็กน้อยก็สามารถที่จะร่วมสร้างสรรค์ต่อการผลิตความรู้และปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่มีความหมายได้ และคนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ก็สามารถเข้าถึงความชำนาญขั้นสูงทางวิทยาศาสตร์ได้

2.(วิทยา) ศาสตร์พลเมืองนั้นเกี่ยวข้องกับการผลิตความรู้โดยผู้ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ หรือมืออาชีพ โดยเกี่ยวพันกับเรื่องของการวิจัยและค้นคว้าหาความรู้ทั้งในระดับวัตถุและระดับสติปัญญา ในด้านของการคำนวณ (อาทิ เข้ามาอาสาสมัครเอาเครื่องคำนวณ หรือสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาเชื่อมกัน เมื่อต้องการการร่วมแรงร่วมใจกันการเก็บและคำนวณฐานข้อมูลขนาดใหญ่) การสำรวจ (อาทิ บันทึกข้อมูลทางสิ่งแวดล้อม) การรายงานด้วยตัวเอง (อาทิ การให้ข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องหนึ่งๆ) การวิเคราะห์ (อาทิ วิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่) หรือการสร้างบางอย่างขึ้นมา (อาทิ การทดลอง หรือสร้างเทคโนโลยีบางอย่างด้วยตนเอง) กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ (วิทยา) ศาสตร์พลเมืองขั้นพื้นฐานนี้ ยังไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องถึงขั้นการมีส่วนร่วมของผู้คนในการถกเถียงในระดับทิศทางของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ความเสี่ยงของเทคโนโลยี หรือประเด็นจริยธรรมในการวิจัย แต่เน้นไปที่การร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในการผลิตความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากกว่า

3.(วิทยา) ศาสตร์พลเมือง ไม่ได้ตั้งคำถามกับความเป็นวิทยาศาสตร์ในระดับปรัชญา แต่สนใจร่วมสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ชุมชนวิทยาศาสตร์ที่ดำรงอยู่นั้นยอมรับ ด้วยว่าองค์ความรู้นั้นมาจากระเบียบวิธีวิจัยและผลิตความรู้พื้นฐานในวงการวิทยาศาสตร์ พูดง่ายๆ ก็คือไม่ได้ไปแตกหักกับชุมชนและสถาบัน หรือความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในทำนองว่า ความรู้ที่พลเมืองสร้างขึ้น
มานั้นท้าทายกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในลักษณะที่มีสถานะเท่ากัน อารมณ์ประมาณภูมิปัญญาพื้นบ้าน หรือความรู้ประเภทมะนาวโซดาแก้มะเร็งไม่ควรถูกมองว่ามีสถานะต่ำกว่าความรู้จากหน่วยวิจัยมะเร็ง

4.ในวงการ (วิทยา) ศาสตร์พลเมืองยอมรับกันว่า (แม้อาจทำไม่ได้ทั้งหมด) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้มาจากพลเมืองนั้นควรจะส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคมหรือทางสิ่งแวดล้อม หรือทำให้โลกนี้ดีขึ้น กล่าวอีกอย่างคือการร่วมกันแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยพลเมืองนั้นไม่ควรจะเน้นไปเรื่องของการตอบสนองความต้องการของนักวิทยาศาสตร์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ (ในทำนองประเภทที่มีการแปะป้ายรับสมัครผู้รับการทดลองนู่นนี่ หรือร่วมเก็บข้อมูลในโครงการวิจัยนู่นนี่) แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้มาจะต้องเป็นไปเพื่อช่วยเหลือคนที่เสียเปรียบทางสังคม ซึ่งแนวคิดนี้ส่วนหนึ่งพัฒนามาจากหนึ่งในผู้เผยแพร่แนวคิดด้าน (วิทยา) ศาสตร์พลเมือง Alan Irwin ที่นำเสนอความคิดว่าวิทยาศาสตร์จะต้องมีความเป็นประชาธิปไตย ในความหมายที่ว่าวิทยาศาสตร์จะต้องถูกทำให้รับใช้ “ประชาชน” ซึ่งความหมายของ (วิทยา) ศาสตร์พลเมืองนี้ยังครอบคลุมไปถึงการที่นักวิทยาศาสตร์มืออาชีพทั้งหลายที่อุทิศความพยายามของตนในการค้นคว้าและชี้ให้เห็นปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เชื่อมโยงและทำงานร่วมกับกลุ่มคนที่เสียเปรียบในสังคมด้วย

ยังมีการอภิปรายถึงความสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองกับนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพในการสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ภายใต้แนวคิด (วิทยา) ศาสตร์พลเมือง ในแง่ของระดับของการสร้างองค์ความรู้และการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วย อย่างน้อยห้าระดับ

1.ระดับโครงการที่นักวิทยาศาสตร์มีพันธะสัญญากับประชาชน โดยที่ประชาชนเรียกร้องให้นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ค้นคว้าสืบค้นและรายงานผลการค้นคว้ากับประชาชน เพื่อหาคำตอบบางอย่างที่ประชนสนใจและคิดว่าเป็นปัญหาต่อพวกเขา เช่น อาจจะเกี่ยวกับว่า ตกลงปริมาณฝุ่นละอองแค่ไหนที่ทำให้สุขภาพของเราได้รับอันตราย

2.ระดับที่ประชาชนเข้าไปร่วมให้ข้อมูล หรือเก็บข้อมูล หรือให้ทรัพยากรบางอย่างแก่นักวิทยาศาสตร์ซึ่งตั้งประเด็นหรือโครงการวิจัยบางอย่างขึ้นมา โดยเกี่ยวกับการเชิญชวนให้มาร่วมกันเก็บข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์อาจจะเอาไปประมวลผล และประเด็นเหล่านั้นนักวิทยาศาสตร์เป็นผู้ตั้งต้นในการคิดหัวข้อขึ้นมา และย่อมเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน

3.ระดับการทำงานร่วมกันของประชาชนกับนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ โดยที่แม้ว่านักวิทยาศาสตร์อาจจะออกแบบโครงการวิจัยมาก่อน แต่ประชาชนที่เข้าร่วมก็มีส่วนในการพัฒนาแนวคำถามและออกแบบการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล รวมไปถึงการเผยแพร่ผลการค้นพบ

4.ระดับของการร่วมกันสร้างโครงการวิจัย โดยทั้งนักวิทยาศาสตร์และประชาชนทำงานร่วมกันตั้งแต่แรกในการออกแบบและเก็บข้อมูลในทุกๆ ด้านและทุกขั้นตอนในกระบวนการวิจัย

5.ระดับที่คนที่ไม่ได้มีปริญญาทางวิทยาศาสตร์ออกแบบและค้นคว้าหาความรู้เองอย่างอิสระซึ่งในมิตินี้อาจจะขยายความกว้างไปถึงการที่พลเมืองหรือองค์กรประชาชนริเริ่มโครงการวิจัยค้นคว้าหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์กันเองก่อนที่จะไปแสวงหาความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพด้านวิทยาศาสตร์

สิ่งสำคัญที่ต้องการชี้ให้เห็นก็คือ การพูดถึง (วิทยา) ศาสตร์พลเมืองในแง่นี้ทำให้เราไม่มองอะไรง่ายๆ ประเภทฐานข้อมูล หรือ Big Data ในแง่ที่เรียกร้องให้มีองค์กรหรือสถาบันจัดเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ และวิเคราะห์ให้กับเรา หรือมองแค่ว่าเราเป็นเพียงผู้ร้องขอหรือร้องเรียนให้หน่วยงานรัฐทำตามข้อมูลที่เราแจ้งเข้าไป

แต่หมายถึงการทำงานร่วมกันของพลเมือง ของชุมชนวิทยาศาสตร์ และผู้มีอำนาจตัดสินใจในประเด็นสาธารณะนั้น และทำให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ถึงปัญหา มีความเข้าใจถึงที่มาที่ไป และเหตุผล รวมถึงการทำงานของปัญหานั้น ทำให้เขามีความเข้าใจว่าเขามีส่วนในการร่วมกันแก้ปัญหานั้นด้วย

โดยคำที่เขาใช้ในเรื่องนี้คือ It’s not outsourcing, it’s crowdsourcing. หมายถึงว่า ไม่ใช่เราเห็นปัญหาสาธารณะสักเรื่อง แล้วเราก็จ้างบริษัทที่ปรึกษา หรือจ้างบริษัทมารับภาระปัญหานั้นไป แต่หมายถึงเราต้องเข้ามาร่วมกันค้นหาข้อมูล ให้ความเห็นในการแก้ปัญหาด้วยกัน โดยการร่วมกันกำหนดปัญหา ค้นหาวิธีการออกแบบการวิจัย มีอาสาสมัครเก็บข้อมูลด้วยกัน มาร่วมกันวิเคราะห์และหาแนวทางในการจัดการกับปัญหานั้น รวมไปถึงการอบรมเพื่อให้สามารถร่วมกันค้นหาความรู้ หรือนำเอาองค์ความรู้ที่ได้ไปแก้ปัญหาร่วมกัน

ตัวอย่างปฏิบัติการในด้าน (วิทยา) ศาสตร์พลเมืองร่วมสมัยมีอยู่หลายด้าน อาทิ

1.การสร้างระบบนันทนาการควบคู่ไปกับการสร้างความรู้ (serious gamification) เช่น การทำให้คนที่เข้าร่วมชุมชนในการค้นหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาร่วมเล่นเกมในโลกเสมือนร่วมกัน เช่น การสร้างเครือข่าย EVE online ที่ให้คนเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนที่เสมือนเป็นโลกอวกาศ มี
การสร้างปฏิสัมพันธ์ในหลายรูปแบบ ทำให้เกิดความเข้าใจในโลกทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนและสื่อสารกันได้ระหว่างฝ่ายที่คิดค้นแนวคิดใหม่ๆ กับคนทั่วไปที่มีภูมิหลังที่หลากหลายเมื่อเข้ามาอยู่ในโลกเสมือนนั้น

2.การผลิตความรู้แบบรวมหมู่ และจัดเก็บความรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้ (crowdsourcing and smart crowds) หมายถึงการสร้างระบบชุมชนในการสร้างความรู้และแก้ปัญหาร่วมกัน และจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ให้ทุกคนเข้าถึงได้ และในบางครั้งเป็นไปไม่ได้ที่ทรัพยากรจากหน่วยงานเดียวจะเข้ามาแก้ปัญหาได้ จึงเชิญชวนคนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูล หรือให้ทรัพยากรในการหาทางออกร่วมกัน เช่น การหารูปแบบของการเคลื่อนที่ของนก ที่ต้องอาศัยคนจำนวนมากในการรายงานข้อมูล

3.องค์กรภาคประชาชน (grassroots organizations) เข้ามาร่วมกำหนดปัญหาและแสวงหาความรู้และคำตอบ ซึ่งมีตั้งแต่เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง เช่น ชมรมที่สนใจการส่องนก หรือการค้นคว้าทางชีววิทยาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง กับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมในฐานะปัญหาสาธารณะ และความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การส่งเสริมให้ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ติดตามและเฝ้าระวังปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยตัวเอง จนกระทั่งการตั้งห้องทดลองสาธารณะ (The Public Laboratory of Open Technology and Science) ที่เคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกาที่สร้างการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีกับนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมที่จะค้นหาเทคโนโลยีที่ต้นทุนต่่ำ
(ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีใดก็ตาม) เพื่อแก้ปัญหาและเฝ้าระวังเรื่องการทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น สร้างระบบที่คนร่วมกันเฝ้าระวังการรั่วไหลของน้ำมันในทะเล หรือค้นหาข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมขบวนการเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม เมื่อเกิดกรณีพิพาทและข้อเรียกร้องของประชาชนต่อการพัฒนาที่ไม่ก่อให้เกิดความยั่งยืน

กล่าวโดยสรุปบางส่วนก็คือว่า การพัฒนา (วิทยา) ศาสตร์พลเมืองนี้ไม่ใช่เรื่องของการท้าทายในแง่โค่นล้มวิทยาศาสตร์กระแสหลักที่มีอยู่ แต่เป็นเสมือนการขยายขอบเขตความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และทำให้วิทยาศาสตร์มีความหมายต่อสังคมและพลเมือง โดยเฉพาะทำให้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ทำให้วิทยาศาสตร์ปกครองประชาชนอย่างปราศจากการร่วมกันสร้างสรรค์เรื่องราวต่างๆ และส่งผลลบต่อความเป็นมนุษย์ พลเมืองในสังคมจึงมีอำนาจและมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาโดยมีความรอบรู้ในเรื่องวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่ไม่ใช่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ แต่ในฐานะผู้ที่เข้าใจหลักการพื้นฐาน (science literacy) และมีส่วนในการแสดงหาความรู้กับสถาบันและผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ โดยมองว่าวิทยาศาสตร์นั้นแก้ปัญหาชีวิตของเขา และสร้างความเป็นธรรมและสร้างโลกที่ดีขึ้นได้

ในระดับเมือง เรื่องของการสร้างพลเมืองที่มีความรู้และร่วมผลิต (วิทยา) ศาสตร์พลเมืองจะมีส่วนในการสร้างเมืองอัจฉริยะ (smart city) ในแง่ที่ว่าประชาชนในเมืองนั้นจะเป็นผู้มีส่วนในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และสร้างนวัตกรรมต่างๆ ในการใช้ชีวิตร่วมกันในเมืองในเชิงการร่วมมือเป็นเครือข่าย ไม่ใช่มองว่าจะมีระบบอัจฉริยะที่แยกขาดจากตัวพวกเขาเพื่อแก้ปัญหาทุกอย่างให้พวกเขาได้จากการซื้อ หรือว่าจ้างคนนอกเข้ามาบริหารจัดการไปทุกเรื่อง อาทิ การส่งเสริมให้คนในเมืองรวมตัวกันคิดค้นวิธีแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตในเมืองภายใต้การสนับสนุนด้านงบประมาณก้อนหนึ่งจากรัฐบาลท้องถิ่น ทั้งที่มหานครปารีส และมหานครลอนดอน หรือการส่งเสริมให้พลเมืองกับรัฐบาลท้องถิ่นในอิตาลี ร่วมกันหาทางออกในเรื่องของการแก้ปัญหาน้ำท่วมฉับพลันร่วมกัน

ที่กล่าวมานี้ ต้องการจะชี้ว่า ส่วนหนึ่งของการสิ่งเสริมวิทยาศาสตร์ในเมืองอาจไม่ได้หมายถึงเรื่องของการทำให้พลเมืองเป็นนักวิทยาศาสตร์ประเภทสร้างนวัตกรรมเชิงลึก หรือนักเรียนแข่งขันได้รางวัลทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติเท่านั้น แต่หมายถึงการส่งเสริม (วิทยา) ศาสตร์พลเมือง ที่ทำให้ประชาชนในเมืองตระหนักถึงอำนาจของพวกเขาในการเข้าใจ และเปลี่ยนแปลงเมืองร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ โดยนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาแก้ปัญหาสาธารณะในหลายระดับทั้งในระดับชาติและในระดับท้องถิ่นของพวกเขาเองด้วย ซึ่งสิ่งนี้มีส่วนสำคัญในการทำให้ประชาธิปไตยนั้นทำงานผ่านการสร้างความรู้ร่วมกันของผู้คนที่หลากหลาย เพื่อที่เขาจะอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีและเป็นธรรมได้มากขึ้นครับ

หมายเหตุพัฒนามาจากรายงานฉบับยาวของ B.J.Strasser และ M.Haklay. Citizen Science: Expertis, Democracy, and Public Participation. Swiss Science Council. 2018.

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์