หน้าแรก คอลัมนิสต์ กำลังใจ โดยนพ...

กำลังใจ โดยนพ.วิชัย เทียนถาวร

9.11.16 | 13:12 น.

คนในยุคนี้ ไม่ว่าวัยใด อาชีพใด ต่างใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตเพื่อไขว่คว้าหาลาภ ยศ เงิน ทอง ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลายคนอาจจะคิดว่าเงิน ทอง ลาภ ยศ จะทำให้ชีวิตดีมีสุข จึงทำลายเวลาของชีวิตให้หมดไปทุกๆ วัน อย่างไร้เป้าหมาย เพราะยิ่งตั้งไว้สูงมากมายเท่าใดหากสมหวังก็มีความสุข แต่เมื่อความผิดหวังประดังเข้ามาไม่จบสิ้น ย่อมสร้างความท้อแท้ ความเบื่อหน่ายชีวิตและงานเข้าครอบงำ กำลังใจก็จะลดลง
เมื่อวันใดที่เราเกิดความรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ คิดว่า “ปัญหา” ที่มีมันหนักหน่วงเหลือเกินกว่าจะรับไว้ ยิ่งเริ่มทำธุรกิจของตนเองใหม่ๆ จะพบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ อันเนื่องมาจากกระแสการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก และของประเทศไทยเราเอง มีผลกระทบติดต่อกันเหมือน “โรคระบาด” โดยที่เราไม่มีประสบการณ์ ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคทางเศรษฐกิจมาก่อน ยิ่งจะทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงมากกว่าเถ้าแก่ หรือคนที่ประสบความล้มเหลวมาก่อนย่อมจะรู้ลู่ทางและป้องกันแก้ไขปัญหาได้ แต่ก็เถอะ ต่อให้เก๋าอย่างไร หากประมาทหลงระเริง มอมเมาชีวิต หลงเชื่อ มั่นใจผิดๆ ตัดสินใจผิดไปอย่างสิ้นเชิง ก็เอ๋อได้เหมือนกัน เมาเหมือนกัน แม้สุขภาพแข็งแรงดี
แต่เชื่อว่าความล้มเหลวของชีวิตที่เกิดจากความไม่รู้ ประมาท อวิชชา บางรายก็สุดจะรับมือเกินที่จะรับได้ และยิ่งหากไม่รู้จะจัดการ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์กับการเปลี่ยนแปลงวิกฤตเป็นโอกาส ที่เกิดขึ้นต่อปัญหานั้นๆ ได้อย่างไร ก็ขอให้ท่านได้ลองมองไปรอบๆ ท่านจะรู้ว่ามีผู้คนอีกมากมาย แม้คนรวยๆ หรือคนตระกูลดังๆ หลากหลาย ก็มีปัญหามากมายเหมือนกันกับเรา บางทีปัญหาของเขาอาจจะหนักกว่าเราอีกร้อยเท่าพันเท่า ไม่ใช่มีแค่เราคนเดียวที่เจอปัญหา เราทุกคนที่เกิดสภาวะดังกล่าว ต้องการเพียงคำปลอบใจหรือการให้กำลังใจ เพื่อที่จะผ่านปัญหานั้นๆ ไปได้ ขอให้เรารับโอกาสโดยให้เราหันไปมองรอบๆ ตัวเรา จะมีบางสิ่งที่เรามองเผินๆ ก็จะไม่เห็นคุณค่าของมัน ถ้าถามว่า “บางสิ่ง” ที่ว่านี้หมายถึงอะไร สิ่งนั้นหมายถึง “รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ” ที่คนในโลกนี้มอบให้กันและกันอย่างไม่มีเงื่อนไข หากเราพินิจมองให้ดีๆ จะเห็นความงดงามที่ซ่อนอยู่ของรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเหล่านั้น
นั่นแหละคือ “กำลังใจชั้นเยี่ยม” โดยมิต้องเอ่ยคำพูดมากมายเพื่อให้กำลังใจเรา

เช่นกันหลายคน แม้ญาติหรือเพื่อนๆ ผู้เขียนเองที่ใช้ชีวิต เคยประสบเคราะห์กรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือเป็น “โรคร้าย” เช่น “มะเร็งระยะสุดท้าย” หรืออุบัติเหตุรุนแรงแขนขาหักสลบเลือดออกในสมอง แพทย์ต้องผ่าตัดกะโหลก ซ้ำสิ่งของมีค่าถูกขโมยอันมาจากอุบัติเหตุรถคว่ำ ถูกมือดีขโมยของมีค่าไปหมด แพทย์ฉุกเฉินต้องให้นอนพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลห้อง ICU ซ้ำมีโรคแทรกซ้อนปอดบวม กระแสเลือดติดเชื้อปางตายจากภาวะช็อก… จนหมอที่รักษาบอกกับญาติ
ผู้ป่วยว่า “ไม่มีทางรักษา” แต่เขาเหล่านั้น กลับสามารถยืนหยัด อดทน ทนทุกข์ ต่อภาวะ “กรรมเก่า” แต่อดีตที่เล่นงานจากอดีตทำไว้แต่ปางก่อน แต่ด้วยบุญปัจจุบันสะสมมากกว่าก็แล้วแต่ ที่เขาทำมาทำให้เขา “รอด” ได้อย่างปาฏิหาริย์ หายจากการป่วยไข้ ล้มลุกคลุกคลาน ดิ้นรน หลังพักฟื้นจากการเจ็บป่วยรุนแรงมาสู่คนปกติ จนประสบความสำเร็จได้ หรือมีอายุยืนยาวต่อมาได้
หรือทำไม “พระมหาชนก” ซึ่งมีความเพียรพยายามที่จะว่ายน้ำ ข้ามน้ำมหานทีวันแล้ววันเล่า แม้จะยังมองไม่เห็นฝั่ง ก็ประสบความสำเร็จ หรือนักกีฬาพิการจึงสามารถเอาชนะความไม่สมประกอบของตนจากกีฬา “เฟสปิกเกมส์” จนคว้าเหรียญทองมาได้ อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนเรามีความมุมานะ บากบั่น และมีความตั้งใจ ตั้งมั่นที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ จนไปสู่เป้าหมายแห่ง “ความสำเร็จ” ในชีวิตได้  สิ่งนั้นคือ “กำลังใจ กำลังกาย กำลังความคิด” ทั้ง 3 ส่วนนี้ ต้องมีความสมดุลกัน ส่วนจะเกิดก่อนหลังก็แล้วแต่ปัจจัย หรือบริบทสิ่งแวดล้อมที่เกิด ที่ทุกคนต้องปรับตัว ปรับใจ ปรับความคิด ให้ทันท่วงที อย่างรวดเร็ว เพราะเวลาแห่งการดึง “พลังจิต” ให้กลับฟื้นตัวเร็วเท่าใด ยิ่งเป็นคุณแก่ตนเองมากเท่านั้น
กำลังใจ : แม้จะเป็นสิ่งมองไม่เห็น มันคือ “พลังที่ยิ่งใหญ่” ซ่อนเร้นอยู่ในตัวตนแต่ละคน ซึ่งทุกคนรู้สัมผัสได้ถึงพลังอันสำคัญนี้ ว่าการที่คนเราจะเผชิญชีวิต หรือฟันฝ่าอุปสรรคสู่อนาคตที่รุ่งและดีได้โดยลุล่วงด้วยดีนั้น เราจะต้องมี 3 กำลังด้วยกันตามที่กล่าวแล้ว
กำลังกาย : หมายถึง ความเป็นผู้มีสุขภาพอนามัยดี แข็งแรง ซึ่งเสมือนหนึ่งเป็น “ต้นทุน” และมีความสำคัญเป็นเบื้องต้น ถ้าร่างกายแข็งแรงดี ต้นทุนดี จะได้เปรียบกว่าคนขี้โรคอ่อนแอ เมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ หรือโรคภัยแทรกซ้อน แล้วก็จะเกิดการเสียหลัก เสียดุลยภาพแห่งสรีระของกายและจิตใจ จิตประสาท ได้มากและง่ายกว่า กำลังความคิด : หมายถึงวิชาความรู้ หรือการมีมันสมองที่ดี ปราดเปรื่อง มีสติรอบรู้ ปัญญาดี และตัดสินใจได้ทันท่วงที เมื่อมีเหตุคับขัน ด้วยความรอบคอบ กำลังใจ : หมายถึง สมรรถภาพ (ความสามารถของดวงจิต) ที่เป็นเครื่องมือส่งเสริมและควบคุมให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยเหมาะสม
กำลังกายเป็นเรื่องของ “กาย” กำลังความคิดเป็นเรื่องของ “มันสมอง” และกำลังใจเป็นเรื่องของ “ดวงจิต” โดยตรง กำลังทั้งสามนี้มีความสำคัญเท่าๆ กัน ผู้ใดก็ตามมีทั้งสามกำลังนาวาชีวิตของผู้นั้น ย่อมแล่นไปได้ดี และบรรลุสู่เป้าหมายได้ไม่ยาก แต่หากจะขาดเหลือ บกพร่องในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว… ท่านว่า… “เสียอะไรก็เสียได้… แต่ขออย่าให้เสียกำลังใจ” เพราะถ้าขาดกำลังใจแล้ว จะเอากำลังกายหรือกำลังความคิดมาทดแทนกำลังใจไม่ได้เลย… ขอให้พวกเราจำไว้นะ
ยกตัวอย่างให้เห็น ทุกวันนี้พบได้เสมอๆ ถมไป ผู้เขียนมีเพื่อนเรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ 1 ด้วยกันโตกันมา รับมรดกพ่อแม่ ทำการค้าจนร่ำรวยขายเครื่องก่อสร้าง ขายอะไหล่รถล้มเหลว มีหนี้สินล้นพ้นตัว เมียตีจากไปมีใหม่ ชายคนนี้ “ขาดกำลังใจ” เขารู้สึกท้อหมดกำลังใจ แม้จะยังมีกำลังกายดี เพราะตอนเรียนด้วยกันเป็นนักกีฬาโรงเรียน มีกำลังความคิดที่ดี ที่จะใช้ความรู้ความสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อีกครั้งหนึ่ง แต่เขาก็จะไม่ทำ และปล่อยให้ชีวิตจมปลักอยู่กับความทุกข์ และความโศกเศร้าอยู่ตลอดเวลา
ตรงกันข้ามถึงแม้เพื่อนคนนี้เกิดเป็นโรคร้ายซ้ำ แต่เขายังไม่หมดกำลังใจ เขาก็ยังสามารถใช้สมอง สติ ปัญญา และพลังที่เหลืออยู่ ฮึดสู้กับ “โรคร้าย” และ “โชคร้าย” อย่างไม่ย่อท้อ ที่สุดเขาก็จะสามารถเอาชนะ… “ชะตากรรมอันรันทดได้”หรือถ้าหากเขาขาดกำลังความคิด คือ ไม่มีความรู้ในธุรกิจ จนต้องล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่…ถ้าเขายังมี “กำลังใจ” อยู่ เขาก็จะมีใจไปขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม และมุ่งมั่นจนเอาชนะอุปสรรคทั้งหลายได้

อีกตัวอย่างที่พบบ่อยเห็นง่าย คือ เรื่องของความรัก เราจะเห็นได้ว่า ชายหนุ่มหรือหญิงสาวอกหัก มักจะ… “ขาดกำลังใจ”  ที่จะดำรงชีวิตอยู่ แม้จะมีความรู้จบปริญญาโท ปริญญาเอก หน้าตาสวย บ้านรวย ร่างกายแข็งแรง ตระกูลดี แต่จะพบว่าหลายคนกลับคิดไม่ตก ปลงไม่ได้ หันไปทำร้ายตัวเองด้วยความคิดชั่ววูบ หรือฆ่าตัวตายในที่สุด ในทางตรงกันข้าม
ผู้ที่สมหวังในรักก็จะมีพลังจิต พลังใจ มีแรงใจที่จะสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างครอบครัวให้เป็นครอบครัวน่าอยู่ งานได้ผล ทุกคนเป็นสุขได้ จะเห็นได้ว่า… “กำลังใจ” เป็นพลังสำคัญยิ่ง และมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการดำเนินชีวิตของเราทุกผู้ทุกคนให้ไปสู่ความสำเร็จได้นานัปการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง… เรียน การทำงาน หรือเรื่องความรัก และอื่นๆ ดังกล่าวแล้ว โดยทั่วไป กำลังใจของคนเรานั้น มี 2 แบบ คือ
1.กำลังใจที่เกิดขึ้นเอง : มักเกิดในสภาพจิตใจที่รุนแรง หรือเกิดจากความสะเทือนใจอย่างหนัก และมักให้โทษมากกว่าคุณ เนื่องจากเป็น “กำลังใจ” ที่เกิดจากอารมณ์ต่างๆ เช่น ความโกรธ ความกลัว ความตกใจ ความเกลียด ความหึงหวง เป็นต้น เช่น ภรรยาฆ่าสามีหลังจากโดนสามีทำร้ายร่างกายอยู่นาน จนทำให้ภรรยาเก็บกด หรือฮึดสู้เอามีดแทงสามีตาย
2.กำลังใจแบบที่เราก่อให้เกิดขึ้นหรือสร้างขึ้น : จะเป็นกำลังใจที่ให้คุณและมีความยั่งยืนกว่า… เพราะเกิดจากดวงจิตที่ตั้งมั่น จะมีชีวิตอยู่อย่าง…“เป็นตัวของตัวเอง”… ไม่ปล่อยไปตามยถากรรม อีกทั้งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยแก้ปัญหาความยากลำบากในชีวิต และยังช่วยเพิ่มพูนร่างกาย และกำลังความคิดได้อีกด้วย
ตามธรรมดา เราพอจะรู้หรือไม่ว่าใครมี “กำลังใจ” หรือไม่? ตอบได้ว่า “รู้”… เพระย่อมต้องมีเหตุแสดงให้เห็น เช่น เมื่อเกิดปัญหาชีวิต เกิดโรคภัยไข้เจ็บ คนมีกำลังใจจะไม่กลัว และพร้อมจะต่อสู้ เพื่อให้อุปสรรคเหล่านี้หมดไป หรือสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ย่อท้อ ผิดกับ… “คนที่ขาดกำลังใจ” มักจะมีอาการตรงกันข้ามอันเนื่องมาจากความกลัว ความขี้ขลาดที่จะเผชิญปัญหา จึงเกิดวิตกจริต รู้สึกหดหู่ ซึมเศร้าอยู่เป็นนิจ มองเห็นแต่ปัญหา หาทางออกไม่เจอ อย่างไรก็ดี “กำลังใจเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้” ด้วยตัวเรา และทำได้หลายประการ…
ถามว่า…คิดอย่างไรให้ใจสู้ มีกำลังใจได้หรือไม่?… ตอบว่า “มีและได้”

ในช่วงชีวิตหรือช่วงเวลาที่ผ่านมาของชีวิต หลายๆ ท่านคงผ่านบทเรียนมรสุมแห่งชีวิตมานับไม่ถ้วน ทั้งบทเรียนแห่งความผิดหวัง บทเรียนแห่งความท้อแท้ แพ้ชีวิต บทเรียนแห่งความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนใดๆ ก็ตาม เมื่อเราเกิดความ “ผิดหวัง ท้อแท้ในชีวิต”… สิ่งสำคัญที่สุดเราต้องตั้งสติ กำหนดให้มีสมาธิที่นิ่ง พยายาม “ปรับใจ” วางใจให้ถูกด้วย “วิธีคิด” ให้เกิด “สัมมาทิฏฐิ” คิดให้ถูกต้อง ถูกทาง ที่จะปรับเปลี่ยนชีวิตของเราให้มี “กำลังใจ” สู้ต่อไป มีข้อแนะนำ 4 วิธีคิดที่จะสร้างพลังใจให้สู้ คือ
1.คิดแบบตรงกันข้ามกับความรู้สึกในขณะนั้น เช่น ถ้าทุกข์ ก็คิดสร้างสุข, ถ้ายาก ก็คิดแบบง่าย, ถ้าเกิดปัญหา ก็คิดแก้ปัญหา 2. คิดแบบสร้างกำลังใจ เช่น ปลุกปลอบใจตนเองทุกครั้งที่เกิดความท้อแท้ผิดหวัง บอกตนเองเสมอว่า เราต้องทำได้อย่างแน่นอน เราต้องทำได้แน่นอนที่สุด ไม่มีคำว่าทำไม่ได้ ท่องไว้ในใจว่า ไม่มี ไม่เป็น ไม่เหนื่อย ไม่ทุกข์ ไม่ท้อ ไม่หนี ไม่มีปัญหา 3.คิดแบบมีเป้าหมายในชีวิตที่แน่นอน มุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว พยายาม สู้ต่อไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ แม้จะเป็นวินาทีสุดท้ายของลมหายใจก็ตาม 4.คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก : “มองปัญหาออก แก้ปัญหาเป็น คิดการใหญ่ ใช้คนเป็น รู้เห็นความถูกต้อง มุ่งปรองดอง รักษาน้ำใจ สร้างมิตรภาพ อย่าลืมว่า… ‘ยิ่งสูงยิ่งหนาว’ ต้องคิดดี พูดดี ทำดี ทุกที่ทุกเวลา”
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรรู้และฝึกฝนให้ได้ เพื่อเป็นคนที่มีลักษณะของผู้ที่มีกำลังใจมี 5 ประการ คือ 1.นึกถึงกฎแห่งกรรมเสมอว่า   “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” 2.มองโลกในความเป็นจริงเสมอว่า “ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” 3.หมั่นสร้างความหวังให้แก่ตนเองเสมอ 4.ไม่อยู่ตามบุญตามกรรม และ 5.ใช้ความอดทน ความเพียรพยายามต่อสู้ให้สุดความสามารถ ยึดภาษิตที่ว่า “ลองอีกครั้ง” จนกว่าจะสำเร็จ
ทั้งมวลนี้ ขอให้ข้อคิดเบื้องต้นว่า ถ้าท้อแท้หมดหวังในชีวิต จะพยายามคิดให้ใจสู้ อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ลงมือทำ   อย่าท้อแท้ ตราบใดที่เรายังไม่ได้พยายาม อย่าสิ้นหวัง ตราบใดที่เรายังมีกำลังใจ อย่าแพ้ชีวิต ตราบใดที่ใจของเรายังมีหวัง และจงอย่าทำลายความหวัง เพียงเพราะการดูหมิ่นตนเองว่า “ทำไม่ได้”ท้ายสุดพึงจำไว้เสมอว่า “เสียอะไรเสียได้ แต่จงอย่าเสียกำลังใจ” และถ้า “คิดให้ถูกต้องแล้วจงตัดสินใจลงมือทำทันที” ด้วยพลังจิตเชื่อมั่นในตนเอง แต่ “เดี๋ยวนี้” อย่ารอ “เดี๋ยวก่อน” แล้วจะสำเร็จเอง โดยเฉพาะในห้วงเวลานี้ ขอให้คนไทยรวมจิตเป็นหนึ่งเดียว “น้อมนำพระบรมราโชวาท” เปลี่ยนความเศร้าให้เป็นพลัง “กำลังใจ” ช่วยพัฒนาตนเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ให้เจริญรุ่งเรืองถวายแด่ “พ่อหลวง” ของเรานะครับ