กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านเลือกเพราะศรัทธา หรือเลือกเพราะเงิน : โดย ผดุง จิตเจือจุน

บทความนี้จุดประสงค์เขียนขึ้นมาเพื่อผดุงและรักษาสถาบันกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านให้คงอยู่อย่างยั่งยืนและมีศักดิ์ศรี ในฐานะเป็นผู้บำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ราษฎรในท้องถิ่นให้สมกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริการทดลองเลือกตั้งจัดตั้งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านขึ้นเป็นครั้งแรกที่แขวงบางปะอินเมืองกรุงเก่า หรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้ผลประสบความสำเร็จ สถาบันกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านจึงได้กำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2435

ย้อนหลังไปในราวปี 2490 เท่าที่ผู้เขียนจำได้ ทางอำเภอจะตีกลองเรียกชาวบ้านมาประชุมที่โรงเรียนหรือวัดเพื่อเลือกกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งสมัยนั้นผู้จะถูกคัดเลือกให้เป็นกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ในสายตาของชาวบ้าน จะต้องเป็นคนดีมีศีลธรรม โอบอ้อมอารี ซื่อตรง เป็นคนเสียสละจริงๆ ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือและเป็นที่ยำเกรงของบรรดาคนเกกมะเหรกเสเพลและนักเลงในท้องถิ่น

การเลือกสมัยนั้นใช้วิธียกมือโหวตเสียง ใครได้จำนวนมือชาวบ้านมาก คนนั้นก็ชนะได้ครองตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านไป บรรยากาศของการเลือกกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านสมัยโน้น จะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยดี ไม่มีการผิดพ้องบาดหมางใจกัน

เงินเดือนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านสมัยก่อนนั้นราว 100-200 บาท แต่งเครื่องแบบสีกากี มีขีดบนบ่า ถ้าใครแต่งเครื่องแบบนี้ ชาวบ้านรู้ได้ทันทีว่าคนนั้นเป็นกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน คนสมัยก่อนไม่มีใครอยากเป็นกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เพราะต้องเสียเวลาในการทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว ใช้เวลาไม่น้อยกับการต้องไปพิสูจน์คนตายในพื้นที่ร่วมกับแพทย์ประจำตำบล ต้องเสียเวลาเป็นท้าวมาลีวราชว่าความตัดสินคดีที่ชาวบ้านทะเลาะวิวาทกัน และส่วนใหญ่สามารถประนีประนอมตกลงกันได้ เพราะชาวบ้านเคารพนับถือเชื่อฟังกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านมาก

การไปรษณีย์-โทรเลขยังไม่เจริญ ต้องอาศัยฝากจดหมายหรือโทรเลขให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเดินไปให้ลูกบ้านตามบ้านอีกต่อหนึ่ง และทุกเดือนต้องเดินทางเข้าประชุมที่อำเภอพร้อมกับรับเงินเดือน สมัยนั้นรถราไม่ค่อยมี ถนนหนทางไปมายังลำบาก กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านจึงจำต้องเดินเท้าหรือขี่ม้าไปอำเภอซึ่งอยู่ห่างไกล ไป-กลับวันเดียวไม่ทัน บางคนถึงกับต้องอาศัยเพื่อนนอนค้างคืนที่อำเภอ

การทำงานของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่ผู้เขียนเล่ามานี้สะท้อนความจริงออกมาเพียงเสี้ยวหนึ่งในสิบเท่านั้น ซึ่งมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในพื้นที่หมู่บ้านมากกว่านี้ อาทิ เรื่องความเป็นอยู่ การทำมาหากิน เรื่องสุขอนามัย การเกษตรในด้านพืชไร่และน้ำท่า การสังคม ด้านความสงบและมั่นคงของบ้านเมือง และเรื่องโจรผู้ร้ายในท้องที่ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า สมัยก่อนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้าน-ตำบลต่างๆ ในทุกท้องถิ่นอำเภอของทุกจังหวัดต่างปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง จะมีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านน้อยคนที่ไม่ทำงาน เพราะเขามีคุณธรรม มีจริยธรรมสูง เกรงกลัวบาปกรรม และมีหิริ โอตตัปปะ ความละอายชาวบ้านที่กินเงินเดือนหลวงแล้วอู้งาน จึงอุทิศตนทำงานช่วยเหลือชาวบ้านอย่างจริงจังจนเป็นที่รักใคร่ของบรรดาลูกบ้าน เมื่อกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านขอแรงลูกบ้านช่วยสร้างถนนหนทาง ขุดบ่อน้ำ ขุดสระสาธารณะ หรือขอแรงให้ช่วยงานในเทศกาลทำบุญประเพณีต่างๆ ชาวบ้านจะไม่ปฏิเสธ กลับเต็มใจสามัคคีร่วมมือร่วมแรงช่วยงานพัฒนากับกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเต็มที่อย่างสุดกำลัง

การเลือกกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านจากสมัยก่อนชาวบ้านจะใช้ยกมือโหวต ต่อมาเมื่อความเจริญเริ่มเข้าสู่ชนบทท้องถิ่น การคมนาคมเริ่มสะดวกขึ้น และมีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในบางครั้งบางคราวจึงได้มีการพัฒนารูปแบบการเลือกกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เปลี่ยนเป็นกาบัตรเลือกตั้งหย่อนลงหีบตามแบบการเลือกตั้ง ส.ส.

การเลือกตั้งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านสมัยนั้นยังไม่มีการหาเสียงเลือกตั้ง เพียงแต่ทางอำเภอตีเกราะเคาะไม้เรียกชาวบ้านมาประชุม แล้วให้ผู้ประสงค์จะลงแข่งขันสมัครในวันนั้นเลย แล้วให้ชาวบ้านกาบัตรตามเบอร์ของผู้สมัครหย่อนใส่หีบเลือกตั้ง ห้วงนั้นกระแสการเลือกตั้งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านยังไม่รุนแรง คนยังไม่สนใจมากนัก

วิธีการเลือกตั้งกำนัน ผู้ที่จะลงสมัครแข่งขันเป็นกำนันนั้นจะต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้ใหญ่บ้านมาก่อน แล้วถึงจะมีสิทธิลงสมัครเป็นกำนัน ซึ่งการเลือกตั้งกำนันมีการเปลี่ยนรูปแบบไปมาอยู่เรื่อยๆ บางช่วงก็ให้ชาวบ้านเลือกกำนันโดยตรง แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม โดยให้ผู้ใหญ่บ้านของแต่ละหมู่บ้านในตำบลนั้นเลือกจากผู้ใหญ่บ้านกันเองเป็นกำนัน โดยใช้มติคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ตัดสิน

วาระการดำรงตำแหน่งของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านอยู่คราวละ 5 ปี แต่พอมาถึงยุครัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้แก้ไขระเบียบให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านมีวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงอายุ 60 ปี สถานภาพของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านก็เริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมคนไม่สนใจ กลายมีคนหันมาสนใจอยากเข้ามาเป็นกันมาก จะเป็นเพราะกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเริ่มมีบทบาทสำคัญ ได้รับการยอมรับและยกย่องจากสังคมท้องถิ่น และมีวาระอยู่จนถึงเกษียณที่อายุ 60 กอปรกับมีการปรับเงินเดือน กำนันรับเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 10,000 บาท ผู้ใหญ่บ้านเดือนละ 7,000 บาท และรัฐจะพิจารณาขึ้นเงินเดือนให้ประจำทุกปี ทั้งเครื่องแบบแต่งกาย ทางรัฐบาลก็เพิ่มขีดบนบ่าให้ใหญ่ขึ้นทัดเทียมกับขีดบนบ่าของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เพื่อให้สมกับเป็นผู้ช่วยนายอำเภอ ดูภูมิฐานโก้หรู ไม่ซอมซ่อเหมือนเก่า

แต่ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่เจตนาสมัครเข้ามาเป็นกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้หวังเงินเดือน แต่หวังผลประโยชน์ด้านอื่นมากกว่า คนที่มีเจตนาตั้งใจจะเข้ามาอาสาช่วยพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้ามุ่งช่วยเหลือชาวบ้านจริงๆ นั้นยังมีน้อย เพราะรู้ตัวว่าการสมัครเลือกตั้ง จะต้องลงทุนหาเสียงใช้เงินมากเป็นเงินหลายล้านบาทถึงจะได้เป็นกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านหรืออาจจะไม่ได้รับเลือกตั้งก็ได้ ขึ้นอยู่กับใครมีเงินทุนหนามากกว่า ชาวบ้านจะเลือกด้วยศรัทธาว่าเป็นคนที่มีอุดมการณ์ตั้งใจเสียสละเพื่อชาวบ้านจริงๆ มีน้อยมาก

กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเลยเป็นที่หมายปองของนักการเมืองท้องถิ่น พ่อค้า นักธุรกิจ และทายาทของผู้นำท้องถิ่น เมื่อได้เข้ามาเป็นแล้ว อาจไปเป็นหัวคะแนนแบบไม่เปิดเผยแก่ อปท. และพรรคการเมืองระดับชาติอิ่มเอมเปรมมันนี่กัน ในฤดูที่มีการเลือกตั้ง

ผู้ใหญ่บ้านบางคนไม่รักษาเกียรติยศศักดิ์ศรี ยอมขายตำแหน่งแลกกับเงินด้วยการลาออกเพื่อเปิดทางให้คนที่ซื้อเข้ามาเป็นแทนโดยผ่านกลไกการเลือกตั้ง ซึ่งมีความเชื่อมั่นต้องได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านแน่นอน ด้วยฐานคะแนนเสียงของผู้ใหญ่บ้านคนเดิมให้การสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งได้มีการต่อสาย วางเครือข่ายคนในพื้นที่อย่างแน่นหนาเรียบร้อยแล้ว ยากที่คู่แข่งขันรายอื่นจะแหวกเข้ามาได้โดยง่าย

ปัจจุบันการเลือกตั้งเพื่อการชิงตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในหลายหมู่บ้านในหลายตำบลจึงดุเดือดเลือดพล่าน มีการลงทุนทำป้ายขนาดใหญ่หาเสียงติดตั้งทั่วหมู่บ้าน มีรถโฆษณาวิ่งหาเสียงทุกวันตามตรอกซอกซอย ซื้อเสียงชาวบ้านถึงหัวละ 500-1,000 บาท พาหัวคะแนนไปเลี้ยงดูปูเสื่อ การจะได้เข้ามาเป็นกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพื่อมารับเงินเดือนเพียง 10,000-7,000 บาท ดูออกจะผิดปกติธรรมดาของสังคมเมืองไทยเป็นอันมาก

ที่น่าเป็นห่วงคนในพื้นที่ ชาวบ้านซึ่งแต่เดิมนั้นยังรักใคร่สามัคคีกลมเกลียวสมานฉันท์กันดีอยู่ พอมีการเลือกตั้งไม่ว่าระดับท้องถิ่น หรือระดับชาติ เริ่มจะมีรอยร้าวปริแตกแยกเป็นฝักแบ่งฝ่ายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาแต่ก่อน เพราะต่างฝ่ายต่างเชียร์ผู้สมัครของตนและพรรคที่ตนชื่นชอบกัน วิวาทะกันชนิดไม่มองหน้ากัน ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ

มีผู้ใหญ่บ้านบางหมู่บ้าน เป็นผู้ใหญ่บ้านมาเพียงไม่กี่เดือนก็ได้รับเลือกเป็นกำนันแทนกำนันคนเก่าที่เกษียณอายุ ด้วยวิธีจ้างผีโม่แป้ง ใช้เงินจ่ายผู้ใหญ่บ้านคนละ 150,000-200,000 บาท ลองคำนวณดูว่าในตำบลมีผู้ใหญ่บ้านกี่คน จะเป็นจำนวนเงินเท่าไร ถึงกับยอมจ่าย แลกกับการได้เป็นกำนันสมความปรารถนา ถามว่าคุ้มกับเงินเดือนที่ได้รับหรือไม่น่าจะมีผลประโยชน์ด้านอื่น

กระทรวงมหาดไทยลองสำรวจดูเถอะ กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านของประเทศ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ย่อย คนที่เข้ามาเป็นกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเป็นพ่อค้า นักธุรกิจเสียส่วนใหญ่ ขอถามหน่อยเถอะ ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นพ่อค้า-นักธุรกิจ จะเอาเวลาไหนลงพื้นที่ทำงานคลุกคลีกับชาวบ้าน การประชุมกับชาวบ้านก็ไม่มี นอกจากทางอำเภอสั่งการให้ผู้ใหญ่บ้านเรียกประชุมชาวบ้านในกรณีพิเศษของโครงการต่างๆ ที่รัฐส่งมาสนับสนุนส่งเสริม พัฒนาท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้านจึงจะมีการประชุมสักครั้งสองครั้งแล้วเลิกราไป

กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่ดีก็มีอยู่มาก โดยจะเห็นได้จากการข่าวกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเข้ารับรางวัลเป็นกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมประจำปีจากกระทรวงมหาดไทย แม้หลายคนจะเป็นพ่อค้า นักธุรกิจ ก็ยังทำหน้าที่ของการเป็นกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านได้ดีก็มี เพราะรู้จักบริหารเวลา และมีจิตใจเข้ามาอาสาช่วยชาวบ้านจริงๆ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

แต่ก็ยังมีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านบางส่วนมักจะไม่ค่อยทำงาน แล้วเบียดบังเวลาราชการซึ่งถือเป็นการคอร์รัปชั่นเวลาไปทำงานธุรกิจส่วนตัวเสียส่วนใหญ่ แล้วมอบหมายให้ผู้ช่วยกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านไปประชุมที่อำเภอแทน กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านดังว่านี้จึงเสมือนเป็นโคลนติดล้อถ่วงความเจริญของประเทศชาติบ้านเมือง

เป็นที่น่ายินดี ทางอำเภอเริ่มมีการดูแลเอาใจใส่ จะมีการประเมินผลงานกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทุก 4 ปี ถ้าไม่ผ่าน สั่งพ้นตำแหน่ง ขอให้ทางอำเภอทำจริงเหอะ ขอแค่ทางอำเภอตรวจสอบรายงานผลงานของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่เสนอถึงอำเภอแต่ละเดือน ว่าเป็นความจริงหรือความเท็จประการใด กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่ไม่ค่อยทำงานส่วนมากจะเขียนยกเมฆรายงาน และทางอำเภอต้องมีบทลงโทษไล่ออกทันที

ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงมหาดไทยควรพิจารณาแก้วาระการดำรงตำแหน่งของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านกลับมาดำรงวาระ 5 ปีเหมือนเดิม ไม่ควรปล่อยกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเป็นกันจนรากงอกเกษียณคาเก้าอี้ โดยไม่ได้สร้างความเจริญให้กับท้องถิ่น เพื่อที่ชาวบ้านจะได้เลือกคนใหม่ อย่าหวังให้ชาวบ้านลงชื่อเดินขบวนขับไล่เพราะจะเป็นการประจันหน้า สร้างศัตรูกันกับกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านเกรงจะได้รับอันตราย

กระทรวงมหาดไทยควรพิจารณาวางหลักเกณฑ์การเป็นกำนันเสียใหม่ โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครลงเป็นกำนันจะต้องเป็นผู้ใหญ่บ้านมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และให้ประชาชนเลือกตั้งกำนันโดยตรง โดยเลิกใช้วิธีการเลือกตั้งทางอ้อม เพื่อป้องกันการใช้เงินซื้อตำแหน่งกำนันโดยสมยอมกัน และมีบทลงโทษกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่ยอมเสียศักดิ์ศรีขายตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้ผู้อื่นเข้ามาเป็นแทนด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ยอมรับ’มิ้นท์’ตอกชาวเน็ต’อย่าเสือก’จริง เหตุเดือดหลังเจอคำหยาบ ลั่นต่อไปเลิกอ่านเมนต์กรณี’ภาพคู่’อีก
บทความถัดไปบทเรียน… คนดังขาดสติ และวิธี’จัดการ…โกรธ’