เจตนารมณ์เป็นหมัน
วิวาทะว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครบ 8 ปี เริ่มนับตั้งแต่เมื่อไหร่และสิ้นสุดลงวันไหน คงเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีกจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำพิพากษาออกมา ซึ่งไม่แน่ว่าจะจบลงทันทีทันใด
เพราะเชื่อว่าจะมีการโต้แย้งแสดงเหตุผลสวนกลับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญออกมาจากฝ่ายที่เห็นต่างเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา
ประเด็นหนึ่งซึ่งถูกยกขึ้นมาเป็นแนวทางตัดสินชี้ขาดกรณีนี้ที่พูดกันมากก็คือ ให้ยึดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เป็นหลัก
แต่เนื่องจากบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกเผยแพร่ออกมาไม่ปรากฏเจตนารมณ์ชัดเจน นอกจากความเห็นของผู้ยกร่าง ได้แก่ ประธานและรองประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เห็นว่าการนับเวลาเริ่มต้นรวมไปถึงการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ด้วย
แต่ก็มีคำชี้แจงออกมาว่าความเห็นของผู้ยกร่างซึ่งแตกต่างกันไป หาใช่มติ หรือเจตนารมณ์ของกฎหมาย ผลสุดท้ายต้องรอคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญชี้ออกมาอย่างไร
กระนั้นก็ตาม แม้ว่าไม่มีบันทึกเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ในเรื่องการนับเวลาไว้อย่างชัดเจน
ข้อเท็จจริงและความคิดเห็นที่สืบเนื่องต่อกันเรื่อยมาปรากฏชัดตั้งแต่การยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2550 จนถึง พ.ศ.2560 ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์การกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีห้ามเกินแปดปี
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 บัญญัติไว้ในมาตรา 171 วรรคท้าย ว่า นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าแปดปีมิได้
เจตนารมณ์หรือเหตุผลที่เขียนเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเสพติดอำนาจนานเกินควรและป้องกันเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง
มาตรา 171 รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2550 เป็นต้นธารของการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 158 โดยใช้ข้อความว่า “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นตำแหน่ง”
ข้อความที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เขียนขึ้นใหม่ก็เพื่ออุดช่องว่างของฉบับเดิม หากเกิดข้อโต้แย้งว่าถ้ามิใช่เป็นการดำรงตำแหน่งต่อเนื่องติดต่อกัน แต่เป็นการดำรงตำแหน่งเป็นช่วงๆ จะเข้าเกณฑ์นี้หรือไม่ และนับเวลาอย่างไร
สรุปก็คือ ข้อความตามมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีรากมาจากมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จึงเป็นเจตนารมณ์เดียวกัน ไม่ต้องการให้อยู่ยาวเกินแปดปีนั่นเอง ประเด็นหัวใจอยู่ตรงนี้
การนำเอาวิธีการนับ เริ่มเมื่อไหร่ สิ้นสุดวันไหนมาเป็นข้ออ้าง จึงเป็นไปเพื่อเพื่อรักษา หรือคุ้มครองประโยชน์ของบุคคล ยิ่งกว่าประโยชน์สาธารณะ
สาเหตุที่ทำให้ประเด็นนี้เกิดปัญหาขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ล้มล้างรัฐธรรมนูญ 2550 เช่นทุกคราวที่เกิดเหตุปฏิวัติ
แต่รัฐประหารก็หาได้ทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้หายสาบสูญไป แต่กลับทำให้การบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับต่อมา พ.ศ.2560 มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ภายใต้เจตนารมณ์เดิมที่ยังดำรงอยู่
ขณะที่ฝ่ายที่ตีความการนับเวลาครบแปดปีไปจบที่ พ.ศ.2570 ด้วยการเริ่มนับเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 คือวันที่ 9 มิถุนายน 2562
ไม่เห็นด้วยกับการนับเวลาที่ดำรงตำแหน่งก่อนหน้านี้ ในสมัยรัฐบาล คสช.หลังรัฐประหาร 22 พ.ค.2557
วิธีคิดทำนองนี้จึงสะท้อนชัดถึงการไม่ยอมรับเจตนารมณ์ของการกำหนดเวลาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่เกินแปดปี
ห้ามนำเจตนารมณ์นี้มาใช้กับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการปฏิวัติ รัฐประหาร แต่กลับให้ใช้เฉพาะกับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง
ดังที่มีการยกข้อความตามมาตรา 159 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่ว่า “ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” ขึ้นมา สนับสนุนมาตรา 158 หมายถึง นายกรัฐมนตรีที่มาจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีที่มาด้วยการปฏิวัติ รัฐประหาร
เจตนารมณ์ห้ามดำรงตำแหน่งเกินแปดปีจึงใช้ไม่ได้กับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการใช้กำลังอาวุธเข้ายึดอำนาจ เป็นเหตุผลที่น่าขบขัน ตะแบง สีข้างเข้าถู เลือกปฏิบัติ โดยแท้
ปฏิวัติจะอยู่กี่ปีก็ได้ ห้ามนับ ทั้งๆ ที่เมื่อก้าวขึ้นสู่อำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เก้าอี้ตัวเดียวกันนั่นเอง

