หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘อำนาจสถาปนา’กับ รูปปั้นสุนัขในสวนสำราญนคร

17.08.22 | 12:17 น.

ผู้คนในเมืองจำได้ว่ารูปปั้นสุนัขหล่อจากสำริดนั้นอยู่ตั้งแต่เมื่อตรงนี้ยังเป็นสวนหย่อมของที่ทำการ
เทศบาลนครหลังเก่า

รูปร่างตัวสุนัขมีลักษณะพ่วงพี หูตูบ หางลาด เดาว่าน่าจะเป็นสายพันธุ์รีทริฟเวอร์ ที่ฐานคอนกรีตอันเป็นที่ตั้งของรูปปั้นนั้นไม่ปรากฏป้ายรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับชื่อเสียงเรียงนามทั้งตัวสุนัขและผู้เป็นประติมากร รวมถึงสาเหตุที่มันถูกนำมาจัดตั้งไว้ จะว่าเป็นสุนัขซื่อสัตย์ที่รอเจ้านายจนตัวตายเหมือน “ฮาจิโกะ” แห่งสถานีรถไฟชิบูยะ หรือก็ไม่มีใครเคยได้ยินว่ามีเรื่องอะไรแบบนั้นเกิดขึ้นในเมืองนี้

ก่อนจะเล่าต่อไป ขอทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า “เทศบาล” ในเรื่องนี้คือเทศบาลในดินแดนสมมุติ ไม่ใช่เทศบาลแห่งประเทศไทย เพื่อมิให้เกิดข้อท้วงติงเกี่ยวกับเรื่องหน้าที่อำนาจและระเบียบวิธีทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ต่อมา เทศบาลนครนั้นได้สถานที่ทำการแห่งใหม่ที่กว้างขวางสะดวกสบายกว่าเดิม คณะเทศมนตรีก็เห็นว่าสถานที่ตั้งเดิมนั้นไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไร ตัวอาคารก็ไม่ได้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ จึงเห็นชอบให้รื้อปรับพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะและสนามเด็กเล่นเพื่อประโยชน์ของชาวเมือง

ในการประชุมเพื่อเตรียมจัดตั้งสวนสำราญนคร คณะทำงานเห็นว่าเพื่อให้สิ่งต่างๆ ในสวนนี้ดูใหม่และ
คงสภาพดี ไม่ทิ้งร้างไว้ให้ซ้ำซากจำเจ จึงให้กำหนด “กฎรีโนเวต 10 ปี” ไว้ว่า สิ่งปลูกสร้างและเครื่องประดับตกแต่งใดๆ ในสวนสาธารณะแห่งนี้ เว้นแต่พวกไม้ยืนต้น จะต้องถูกรื้อออกเปลี่ยนใหม่ทุกๆ สิบปี

Advertisement

จากนั้นก็มีการรื้ออาคาร ถมดินปรับพื้นที่ เอาเครื่องเล่นเด็กมาตั้ง อย่างไรก็ตาม สำหรับรูปปั้นสุนัขในสวนหย่อมเดิมนั้นก็เป็นที่คุ้นเคยกับชาวเมืองและไม่ได้ขัดอะไรกับแนวทางการออกแบบสวนสาธารณะแห่งใหม่ จึงตกลงให้คงตั้งมันไว้อยู่ที่เดิม ในที่สุด เทศบาลจึงให้ออกประกาศจัดตั้ง “สวนสำราญนคร” ขึ้น โดยโอนที่ดินและทรัพย์สินที่เคยเป็นของสำนักงานเทศบาลให้เป็นอำนาจจัดการของ “คณะกรรมการสวนสำราญนคร” ที่มาจากประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐของเทศบาล และให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นสวนสาธารณะนับแต่วันประกาศจัดตั้ง

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ล่วงเข้าปีที่เจ็ดก็มีผู้สงสัยขึ้นมาว่า รูปปั้นสุนัขที่กลางสวนสาธารณะนั้นตั้งอยู่ที่สวนมาตั้งแต่เมื่อใด และมันจะตั้งอยู่อีกนานแค่ไหน

จากการค้นคว้าจากรูปถ่ายเก่าๆ พบว่าปีแรกที่ปรากฏหลักฐานว่ามีรูปปั้นสุนัขปรากฏตั้งอยู่ในสวนหย่อมคือราว 3 ปีสุดท้ายก่อนที่จะเลิกใช้ที่ตรงนั้นเป็นที่ทำการ โดยนายกเทศมนตรีในสมัยนั้นเป็นผู้นำมาติดตั้งไว้ ดังนั้นถ้านับจากเวลานั้นมาถึงตอนนี้ ก็เป็นเวลา 10 ปีพอดีแล้ว

ข้อสงสัยต่อมาของผู้คนคือ เช่นนี้แล้ว ตาม “กฎรีโนเวต 10 ปี” ที่ว่า “สิ่งปลูกสร้างและเครื่องประดับตกแต่งใดๆ ในสวนสำราญนคร เว้นแต่พวกไม้ยืนต้น จะต้องถูกรื้อเปลี่ยนใหม่ทุกๆ สิบปี” จะต้องนำมาใช้บังคับกับรูปปั้นสุนัขตัวนี้แล้วหรือยัง ซึ่งถ้ายังแล้วจะเป็นเมื่อไร

คำถามที่ชัดเจนขึ้น คือ “เราจะนับว่ารูปปั้นสุนัขตัวนี้ตั้งอยู่ในสวนสำราญนครมาตั้งแต่เมื่อใด”

ผู้คนขบคิด แล้วก็มีคำอธิบายออกมาเป็นสองทาง

ทางแรก เมื่อกฎเกณฑ์นั้นมุ่งบังคับต่อสิ่งปลูกสร้างและเครื่องประดับตกแต่งใดๆ ใน “สวนสำราญนคร” ดังนั้นเมื่อก่อนหน้านี้ พื้นที่ตรงนั้น “ยังไม่ได้เป็นสวนสำราญนคร” จึงถือไม่ได้ว่ารูปปั้นสุนัขเป็นสิ่งปลูกสร้างของสวนสำราญนคร

ประกาศก่อตั้งสวนสำราญนครที่ให้ถือว่าทรัพย์สินเดิมของที่ทำการเทศบาลนั้นเป็นทรัพย์สินของสวนสาธารณะนี้ คือการกำหนดสถานะแรกเริ่มของทรัพย์สินทุกสิ่งทุกประการที่ประกอบรวมเข้าเป็นสวนสาธารณะขึ้นมาพร้อมๆ กัน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเคยอยู่มาก่อนหรือไม่ก็ตาม

ความเห็นแรกนี้จึงมองว่า รูปปั้นสุนัขนั้นจะอยู่มากี่ปี แต่มันจะเป็น “รูปปั้นสุนัขของสวนสำราญนคร” ที่จะ
ถูกบังคับภายใต้กฎรีโนเวต 10 ปี ก็ต้องนับแต่วันที่มี “สวนสำราญนคร” เกิดขึ้นเมื่อนั้น

อย่างไรก็ตาม ความเห็นนี้มีข้อโต้แย้งสำคัญมากคือ ถ้าที่ดินนี้เคยเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือหน่วยงานอื่นมาก่อนแล้วจึงโอนมาเป็นสวนสาธารณะของเทศบาล หรือแม้แต่เป็นกรณีที่เทศบาลโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในที่ทำการให้นิติบุคคลอื่นแล้ว เรื่องนี้จะพิจารณาได้ง่ายขึ้น เพราะกรณีดังกล่าวจะทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินรวมถึงรูปปั้นสุนัขนั้นโอนเปลี่ยนมือ จะเป็นผลให้อายุความทั้งหลายจะต้องเริ่มต้นนับใหม่หมด ซึ่งเรื่องนี้ง่ายต่อการพิจารณา

แต่เมื่อการเปลี่ยนสภาพจาก “ที่ทำการเทศบาล” มาเป็น “สวนสาธารณะ” นั้นเป็นเพียงการเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งานของพื้นที่ ไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโอนหรือเปลี่ยนมือไป ที่ดินและสิ่งใดก็ตามที่ติดบนที่ดินนี้เคยเป็นของเทศบาลอย่างไรก็ยังถือเป็นของเทศบาลอย่างนั้น การดำรงอยู่ของรูปปั้นสุนัขจึงควรนับต่อเนื่องตลอดเวลาที่เทศบาลนั้นได้ครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นสมัยที่ตรงนั้นจะเป็นสวนหย่อมของที่ทำการ
เทศบาลเก่า หรือเมื่อมาเป็นสวนสำราญนครแล้วก็ตาม

อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากเจตนารมณ์ของการออกกฎ “รีโนเวต 10 ปี” ที่เป็นไป “เพื่อให้สิ่งต่างๆ ในสวนนี้ดูใหม่และคงสภาพเจริญหูเจริญตาอยู่เสมอไม่ทิ้งร้างไว้ให้ซ้ำซากจำเจ” ดังนั้นด้วยเจตนารมณ์นี้ จึงต้องถือว่าเมื่อสิ่งใดที่เคยตั้งอยู่ในบริเวณนี้เคยอยู่มานานจนจะพ้น 10 ปีแล้วตามความเป็นจริง ก็ถือว่าไม่เจริญหูเจริญตาต้องเปลี่ยนย้ายออกไป เพื่อให้สิ่งต่างๆ ที่ประดับในสวนนี้อยู่ในสภาพใหม่ที่ดูดีทันสมัยอยู่เสมอ

คงไม่ออกตัวว่า “…เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์สมมุติขึ้นมาเพื่อความบันเทิง หากไปพ้องกับบุคคลหรือสถานการณ์ใดที่มีอยู่จริงก็เป็นเรื่องบังเอิญ…ฯลฯ…” เพราะเรื่องนี้ใครติดตามข่าวสารการเมืองหน่อยอ่านดูก็รู้ว่าหมายจะเปรียบเทียบเปรยอธิบายเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กำลังเป็นปัญหาทางรัฐธรรมนูญอยู่ในช่วงนี้

หากที่อยากเล่าเป็นเรื่องแต่งเพราะอยากเสนอเรื่องนี้ในแง่มุมเชิงตรรกะที่มาจากแนวคิดทฤษฎีทางวิชาการ การยกเอา “โจทย์” เรื่องจริง มาใช้ ย่อมยากที่จะหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงข้อกฎหมายที่เป็นอยู่และจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงยึดติดกับตัวบทมาตราตามกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญซึ่งผิดวัตถุประสงค์ จึงคิดว่าการกล่าวในแบบเรื่องเล่าเชิงสัญลักษณ์น่าจะดีกว่า

แนวคิดที่นำมาใช้ในการพิจารณาทั้งเรื่องวาระของนายกรัฐมนตรี และรูปปั้นสุนัขแห่งสวนสำราญนคร คือทฤษฎีที่น่าจะเคยคุ้นกับผู้ที่สนใจในประเด็นเกี่ยวกับการร่างและแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้วก่อนหน้า คือ “ทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ”

“ทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” (Le pouvoir constituant) คือ ทฤษฎีที่อธิบายว่า ก่อนที่จะแบ่งแยกเป็นอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ก่อนจะมีรัฐสภา ฝ่ายบริหาร หรือศาล ก่อนจะมีระบบกฎหมายใดๆ ก็ตามนั้น อำนาจสูงสุดของรัฐนั้นอยู่ในรูปของอำนาจเบ็ดเสร็จล้นพ้นหนึ่งเดียว โดยอำนาจนั้นได้จัดตั้งองค์กรและสถาบันการเมืองต่างๆ ขึ้นมาใช้อำนาจรัฐตามรูปแบบเงื่อนไขที่อำนาจรัฐนั้นกำหนด อำนาจดังกล่าวเรียกว่า “อำนาจก่อตั้งสูงสุด” หรือ “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ”

รัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นเหมือนฉายาลักษณ์ของอำนาจนั้นที่แสดงออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรรูปธรรมให้เข้าใจและใช้ในการอ้างอิงได้

โดยอุดมคติแล้ว อำนาจนี้จะก่อตั้งสถาบันและองค์กรทางการเมืองตลอดจนระบบกฎหมายขึ้นจากความว่างเปล่า แต่ถ้ามีองค์กรหรือสถาบันทางการเมืองใดอยู่ก่อนในรัฐประเทศนั้น ในทางทฤษฎีก็อธิบายว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญนี้จะมี “ระยะแห่งการรื้อทำลาย” (Dconstituant) ที่จะรื้อทำลายองค์กรและสถาบันทางการเมืองที่มีอยู่เดิมออกไปทั้งสิ้น เพื่อจะเข้าสู่ “ระยะการสร้างใหม่” (Reconstituant) สถาบันทางการเมืองใหม่ตามที่อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญนั้นประสงค์จะกำหนดให้เป็น

เช่นนี้ สถาบันการเมืองใดแม้จะมีอยู่หลังจากการสร้างใหม่โดยอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญนั้น แม้จะมีชื่อเหมือนเดิม มีที่ตั้งอยู่สถานที่เดิม แม้กระทั่งบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งนั้นจะเป็นคนเดิม แต่ก็จะไม่ถือว่านั่นเป็น “ตำแหน่งเดิม” ในเชิงองค์กรหรือสถาบันทางการเมือง นั่นเพราะ “ตำแหน่งเดิม” นั้นได้ถูกถอนหรือทำลายลงแล้วด้วยการใช้อำนาจรื้อทำลายระบอบเก่าหรือรัฐธรรมนูญเก่าของอำนาจสถาปนานั้นเอง

ผู้ดำรงตำแหน่งใหม่ถือเป็นการดำรงตำแหน่งในตำแหน่งใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่ต่อเนื่องกับตำแหน่งเดิม เพราะถือว่าเกิดจากอำนาจ “สถาปนา” ใน “ระยะการสร้างใหม่” นี้เอง

ปัญหาเรื่อง “สถานะ” ของบุคคลในการดำรงตำแหน่งอยู่ในสถาบันทางการเมืองที่มีชื่อเรียกอย่างเดิมคาบเกี่ยวกันระหว่างระบอบเดิมและระบอบใหม่เคยปรากฏขึ้นในครั้งปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นปัญหาที่ว่า พระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสในขณะนั้นมีสถานะอย่างไร คำอธิบายของนักวิชาการในสมัยนั้นสรุปได้ว่า แม้ในทางความเป็นจริงประเทศฝรั่งเศสจะมีพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่แล้ว แต่พระมหากษัตริย์ในช่วงเวลานั้นมีสถานะที่ไม่เหมือนกันกับพระมหากษัตริย์ที่รัฐธรรมนูญก่อตั้งขึ้นในภายหลัง ในที่สุดเมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่สิบหกในฐานะตัวบุคคลลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญของสภาแห่งชาติ สถานะของพระองค์ก็ถือเป็น “พระมหากษัตริย์ฝรั่งเศส” ตามระบอบใหม่ แต่ไม่ใช่ “พระมหากษัตริย์ฝรั่งเศส” อย่างที่เคยเป็นมาก่อนมีรัฐธรรมนูญ

ผู้สนใจเรื่องนี้โดยละเอียด ควรหาหนังสือ “ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส” ของ อาจารย์ ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชนมาอ่านเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาในเรื่องนี้ (ทั้งเรื่องรูปปั้นสุนัขและวาระของนายกรัฐมนตรี) คงไม่ได้ง่ายดาย
อย่างนั้น เพราะทฤษฎีเรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญและอำนาจแห่งการรื้อทำลายและสร้างใหม่นั้นจะอธิบายได้ชัดเจนสิ้นสงสัยแน่ หากเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปโดยสิ้นเชิง ปัญหาคือขอบเขตของการเปลี่ยนระบอบคืออะไร เพียงจากระบอบเผด็จการรัฐประหารตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ไปสู่ระบอบอันคล้ายประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในระบอบเพียงพอที่ “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” จะต้องล้างสถาบันทางการเมืองเดิมออกก่อนแล้วจึงสร้างใหม่หรือไม่

เมื่อกลับไปที่สวนสำราญนครกันอีกครั้ง หากนำเรื่องการ “รื้อทำลาย” ของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญมาอธิบายเรื่องรูปปั้นสุนัขแห่งสวนสำราญนคร ก็ได้แก่ว่า “ประกาศจัดตั้งสวนสำราญนคร” นั้น ได้ทำลาย “รูปปั้นสุนัขที่สวนหย่อมของอาคารเทศบาลหลังเดิม” ไป และได้ก่อตั้ง “รูปปั้นสุนัขของสวนสำราญนคร” ขึ้นมาแทนในทางทฤษฎีนั่นเอง แม้ว่าจะไม่ได้แตะต้องตัวรูปปั้นในเชิงกายภาพแม้แต่น้อยก็ตาม

แต่การถกเถียงนั้นยังไม่มีคำตอบใด เพราะเหตุผลของทั้งสองฝ่ายนั้นจะว่าไปมันก็มีแง่มุมที่ฟังขึ้นได้ทุกทาง แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่ต้องไม่ลืมคือว่า “กฎรีโนเวต 10 ปี” นั้น เป็นเพียงเหตุหนึ่งที่กำหนดให้จะต้องรื้อย้ายรูปปั้นสุนัขออกไปจากสวนสาธารณะนั้นตามกฎเกณฑ์กติกา แต่ก็ไม่ใช่เป็นเหตุเดียวเท่านั้นที่จะทำให้รูปปั้นสุนัขนั้นจะตั้งอยู่หรือดับไปในสวนสำราญนครนี้

เพราะมันก็เป็นไปได้เช่นกันที่ผู้คนอาจจะไม่รอถึงสิบปี แต่พร้อมใจกันถอดเอารูปปั้นสุนัขนั้นไปเสียด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือแม้แต่เกิดอุปัทวเหตุฟ้าผ่าใส่รูปปั้นที่ทำจากสำริดนั้นจนพังพินาศไป จนไม่จำต้องหาข้อยุติใดอีกในเรื่องนี้อีกแล้วก็ยังได้

กล้า สมุทวณิช