หอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐ (National Archives and Records Administration) หรือ NARA เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่มีหน้าที่เก็บรักษาและจัดทำก๊อบปี้เอกสารบันทึกของรัฐบาลและบันทึกทางประวัติศาสตร์ และมีหน้าที่สำคัญในการให้ความสะดวกและส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าถึงและทำการศึกษาค้นคว้าในเอกสารเหล่านั้น เพื่อให้ได้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องทางประวัติศาสตร์เพื่อนำออกไปเผยแพร่ต่อไปได้ โดยทางหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาและการเผยแพร่สำเนาที่แท้จริงและถูกต้องของกฎหมายที่ตราออกมาของรัฐสภาคองเกรส คำสั่งทางบริหารของประธานาธิบดีและกฎระเบียบของรัฐบาลสหรัฐทั้งปวง ยิ่งกว่านั้น NARA ยังมีหน้าที่รวบรวมคะแนนเสียงของคณะผู้เลือกตั้งจากมลรัฐต่างๆ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุก 4 ปีไปยังวุฒิสภาสหรัฐด้วย นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบชื่อ สกุลคณะผู้เลือกตั้ง และเอกสารการให้สัตยาบันการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อความเพียงพอทางกฎหมายเบื้องต้น และมีการลงลายมือชื่อเพื่อรับรองความถูกต้องอีกด้วย
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ หอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐ หรือ NARA ได้แจ้งแก่รัฐสภาคองเกรสว่าได้
ค้นพบจากข้อมูลว่ามีเอกสารบางส่วนที่มีข้อมูลลับของทำเนียบขาวบรรจุอยู่ในกล่อง 15 ใบ ที่ถูกนำไปเก็บที่บ้านมาร์-อะ-ลาโก ซึ่งเป็นบ้านพักหลังหนึ่งของ อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเมืองปาล์มบีช มลรัฐฟลอริดา โดยที่เอกสารของประธานาธิบดีที่เกี่ยวกับการทำงานในตำแหน่ง เช่น บันทึกการโทรศัพท์เข้า-ออก และจดหมายที่เขียนด้วยลายมือซึ่งไม่ใช่ของส่วนตัวของประธานาธิบดี แต่เป็นของรัฐบาลกลาง และอยู่ภายใต้การดูเเลของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือ NARA ตามกฎหมาย โดย นางเมแกน โรอัน กูธอน รักษาการรองหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐ อ้างกฎหมาย Presidential Records Act ค.ศ.1978 ว่าเอกสารของประธานาธิบดีไม่ว่าจะมาจากการมอบให้ บริจาค หรือยึดมาได้ ของเหล่านี้ล้วนเป็นของรัฐบาลกลางทั้งสิ้น
กฎหมายฉบับดังกล่าวของสหรัฐระบุว่า ทันทีที่ประธานาธิบดีพ้นตำแหน่ง เอกสารของประธานาธิบดีทั้งหมดจะถูกโอนให้อยู่ในการดูเเลของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และหากมีการสร้างห้องสมุดประธานาธิบดีหลังการออกจากตำแหน่งของผู้นำคนใด เอกสารของห้องสมุดเหล่านั้นก็อยู่ในการดูเเลของหน่วยงานนี้ นางเมแกน
โรอัน กูธอน เสริมว่า เนื่องจากเอกสารทั้งหมดมีความจำเป็นต่อการเรียนรู้ความจริงทางประวัติศาสตร์ และเรื่องสิทธิของคนอเมริกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งจากการเลือกตั้งต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนอยู่เสมอ แต่กว่าสหรัฐอเมริกาจะมีระบบเก็บเอกสารของประธานาธิบดีอย่างเป็นระบบและมีกฎหมายบัญญัติที่ชัดเจน ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ต้องผ่านบทเรียนที่ผิดพลาดอย่างสำคัญมามากเลยทีเดียว
ความจริงแต่เดิมนั้น เอกสารของผู้นำสหรัฐถูกกำหนดให้เป็นของส่วนตัวตั้งแต่ ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนเเรกของสหรัฐ จนถึง ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ประธานาธิบดีคนที่ 39 แต่เริ่มในยุคประธานาธิบดี ประธานาธิบดีคนที่ 32 คือ ประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ได้เริ่มประเพณีบริจาคเอกสารช่วงการดำรงตำแหน่งของท่านใน พ.ศ.2483 ให้กับทางการเพื่อเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ หลังจากนั้นประธานาธิบดีคนต่อๆ มาก็มักทำเช่นเดียวกัน จนถึงสมัยประธานาธิบดีคนที่ 37 คือ นายริชาร์ด นิกสัน กลับเป็นผู้หาทางทำลายเอกสารในช่วงที่บริหารประเทศจากกรณีคดีวอเตอร์เกต โดยการทำลายเฉพาะเอกสารเหล่านั้นรวมถึงเทปอัดเสียงของการสนทนาลับในทำเนียบขาวที่เกี่ยวเนื่องกับคดีวอเตอร์เกตนั่นเอง ซึ่งการกระทำครั้งนั้นยังผลให้นายริชาร์ด นิกสัน ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์
ดังนั้น รัฐสภาคองเกรสจึงได้ตรากฎหมายการรักษา เอกสารและวัสดุบันทึกการทำงานของประธานาธิบดี พ.ศ.2517 (Presidential Recordings and Materials Preservation Act ปี 1974) ที่ใช้เฉพาะกับการเก็บเอกสารสมัยประธานาธิบดีนิกสันให้เป็นหน้าที่ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ส่วนในปัจจุบันก็มีกฎหมายบัญญัติให้เอกสารของประธานาธิบดีเป็นของรัฐบาลสหรัฐนั้นให้ประชาชนทั่วไปสามารถยื่นคำร้องขอดูเอกสารได้ หลังจากประธานาธิบดีพ้นตำแหน่ง 5 ปี แต่ในบางกรณีหากประธานาธิบดีคนใดอ้างข้อยกเว้นพิเศษ ระยะเวลาการรอ จะเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุด 12 ปีได้
โปรดสังเกตว่าที่สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญต่อการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนความจริงเป็นอย่างสูง ดังนั้น เอกสารลับทุกชนิดจากหน่วยงานของรัฐบาลต่างๆ ต้องเปิดให้ประชาชนอ่านและศึกษาได้เมื่อครบกำหนด 10 ปีแล้ว ในกรณีถ้าหน่วยงานใดกำหนดอายุของเอกสารลับได้ 25 ปีแล้วก็ต้องเปิดเผยตามที่ถูกร้องขอได้ ดังนั้น ประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาจึงมีชีวิตชีวาและมีการตีความใหม่เป็นระยะ ดังตัวอย่างที่เปิดเผยจากเอกสารลับว่าอดีตประธานาธิบดีคนที่ 35 นายจอห์น เอฟเคนเนดี ในช่วงสงครามเย็นที่ต้องพบกับความเครียดอันมหาศาลประกอบกับอาการบาดเจ็บสาหัสที่หลังของเขาอันเรื้อรังจากการรบเมื่อครั้งที่เคนเนดีเป็นนายทหารเรือในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เขาต้องกินยาทีละเป็นกำมือ ทั้งยานอนหลับ หรือยาคลายเครียด และยาแก้ปวดนานาชนิดซึ่งปรากฏอยู่ในใบสั่งยาของประธานาธิบดีซึ่งเป็นเอกสารส่วนตัวที่อยู่ใน NARA ที่มีปริมาณมากมายจนประมาณกันว่า ถ้าเคนเนดีไม่ถูกลอบสังหารเสียก่อนก็คงจะต้องเสียชีวิตจากการใช้ยาแก้ปวดนานาชนิดเกินขนาดอย่างแน่นอน
ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐ (FBI) ได้ยึดกล่องเอกสารประมาณ 15 ใบ ที่พบระหว่างเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ที่รีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก ในเมืองปาล์มบีช รัฐฟลอริดา เมื่อวันจันทร์ที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ เป็นผลจากการรายงานของหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐที่แจ้งแก่รัฐสภาคองเกรสว่าได้ค้นพบจากข้อมูลว่ามีเอกสารบางส่วนที่มีข้อมูลลับของทำเนียบขาวบรรจุอยู่ในกล่อง 15 ใบ ที่ถูกนำไปเก็บที่บ้านมาร์-อะ-ลาโก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้นั่นเอง
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

