หน้าแรก คอลัมนิสต์ ศึกษา กลยุทธ์...

ศึกษา กลยุทธ์ ศึกษา ผ่าน ยิ่งลักษณ์ มี ‘การเปลี่ยน’

8.11.16 | 12:45 น.

สถานการณ์อันเนื่องแต่วิกฤต “ราคาข้าว” ส่งผลสะเทือนเป็นอย่างสูง ก่อให้ “ดุลกำลัง” ทางการเมืองเกิดการแปรเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ

ยิ่งมาตรการของรัฐบาลคือ “จำนำยุ้งฉาง”

ผลสะเทือนยิ่งกว้างไกล ไพศาล ไม่เพียงแต่ทำให้ “ราคา” อันเป็นส่วนสำคัญของ “กลไกตลาด” เกิดการแปรเปลี่ยน

หากแต่ยังเป็น “ผลพวง” ให้กับ “จำนำข้าว” ไปด้วย

อาการเคลื่อนไหวที่มาจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาการเคลื่อนไหวที่มาจากพรรคเพื่อไทย คือรูปธรรมอันเด่นชัดอย่างที่สุด

Advertisement

ถามว่าก่อให้เกิด “สภาพการณ์” อัน “พลิก” กลับได้หรือไม่

ไม่ถึงระดับนั้น เพราะว่าผลจาก “การถอดถอน” ก็ยังดำรงอยู่ เพราะว่า “คดีความ” ก็ยังเดินต่อไปผ่านศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เท่ากับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังถูก “เว้นวรรค” อย่างน้อย 5 ปี

แต่หากประเมินจากในด้านของ 1 รัฐบาล และในด้านของ 1 คสช. การสะกดในลักษณะกดทับต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เหมือนกับที่เคยทำมาจะดำเนินไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น

“บารมี” ทางการเมืองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่นคือ “คำตอบ”

รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ทำให้เกิด “ผีทักษิณ” ได้อย่างไร รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ก็นำไปสู่สภาวะแห่ง “ผียิ่งลักษณ์” ได้อย่างนั้น

เพราะ “เป้าหมาย” คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ไม่เพียงแต่รัฐประหารนำไปสู่การโค่นล้มบทบาทของพรรคเพื่อไทย และบทบาทของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในสถานะของ “รัฐบาล” ลงไปอย่างสิ้นเชิง

หากแต่ยัง “ขยาย” และ “พัฒนา” ไปสู่การบดขยี้ ทำลาย

เห็นได้จากการจำกัด “บริเวณ” การเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย อันหมายรวมไปถึงการจำกัดกรอบให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เห็นได้จากการ “ถอดถอน” ผ่าน “สนช.”

บทบาทและความหมายก็คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เท่ากับถูกตัดสิทธิและถูกกันออกไปจากการเมืองอย่างน้อยก็เป็นเวลา 5 ปี

เห็นได้จากการส่งเรื่องไปยัง “ศาลฎีกา” แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เห็นได้จากการเคลื่อนไหวผ่านกระทรวงพาณิชย์ ผ่านกระทรวงการคลัง โดยมีมาตรา 44 คอยคุ้มครอง เพื่อบรรลุสู่เป้าหมายแห่งการยึดทรัพย์

ยึดทรัพย์เพื่อชดเชย “ค่าเสียหาย” จากโครงการ “จำนำข้าว”

มาตรการอันดำเนินอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่น่าจะทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีโอกาส “เผยอหน้า” ในทางการเมืองได้อย่างเด็ดขาด

แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยัง “เคลื่อนไหว” ได้

หากจะมองว่าเป็น “การจัดฉาก” หากจะมองว่าเป็น “การสร้างภาพ” โดยพรรคเพื่อไทยและโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ถูกต้อง

ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์

ไม่ว่าจะเป็นการนำเอา “ข้าวสารหอมมะลิ” ซึ่งซื้อมาจากชาวนารวมแล้วจำนวน 20 ตัน ประกาศขายบริเวณหน้าห้างแฟชั่นไอส์แลนด์

เป็นการจัดฉากแน่นอน เป็นการสร้างภาพแน่นอน

แต่คำถามอยู่ที่ว่า การจัดฉากที่อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ สามารถสกัดขัดขวางได้หรือไม่ เช่นเดียวกับ การสร้างภาพที่บริเวณหน้าแฟชั่นไอส์แลนด์ สามารถสกัดขัดขวางได้หรือไม่

ตอบได้เลยว่า ไม่ได้

ทั้งๆ ที่ห้วงหลังรัฐประหาร แม้กระทั่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเข้าห้องน้ำจะทำธุระส่วนตัวยังถูกตามและถูกถ่ายรูป

ทั้งๆ ที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ทำ “ข้าวถุงลายจุด” ออกขาย ยังถูกขวาง

ตรงนี้แหละที่สะท้อนให้เห็นอย่างเป็น “รูปธรรม” ยืนยันว่า ดุลแห่งกำลัง ดุลแห่งอำนาจอันมาจากรัฐบาล อันมาจาก คสช. ต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกิดการแปรเปลี่ยน

เปลี่ยนไปในทางที่ดี เปลี่ยนไปในทางอันเป็นคุณ

หากมองการเคลื่อนไหวเหมือนเปรียบเทียบกับกลยุทธ์ในการต่อสู้ในทางการเมืองอันมีความแหลมคมยิ่ง

การรุกที่รัฐบาลและ คสช.เคยกระทำต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มแปรเปลี่ยน การถอยที่พรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในสถานะถูกกระทำเริ่มแปรเปลี่ยน

2 ฝ่ายดำรงอยู่ในลักษณะ “ยัน” ระหว่างกันและกัน