หน้าแรก คอลัมนิสต์ การคอร์รัปชั่...

การคอร์รัปชั่นในกิจการความมั่นคง และการป้องกันประเทศ (ไทยและนานาชาติ)

23.08.22 | 13:00 น.

เรื่องที่ผมจะนำเสนอในสัปดาห์นี้คาดว่าคงมีคนนำมาพูดอยู่บ้างแล้ว แต่คิดว่าในช่วงนี้ควรจะนำเรื่องนี้มาพิจารณาเป็นพิเศษ เนื่องจากเกี่ยวโยงกับสมรรถนะของรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม คุมตำรวจ อีกทั้งยังมีภูมิหลังมาจากกองทัพและขึ้นสู่อำนาจมาตั้งแต่ยุคที่ทำรัฐประหาร ผมกำลังพูดถึงการคอร์รัปชั่นในกิจการความมั่นคงและการป้องกันประเทศ (defence and security corruption) ซึ่งเรื่องนี้รวมตั้งแต่กองทัพไปถึงตำรวจ และเป็นเรื่องที่มีคนสนใจกันทั่วโลกและมีการจัดลำดับเรื่องนี้กันมาอย่างต่อเนื่อง

จากเอกสารปีที่แล้วซึ่งเป็นเอกสารล่าสุดขององค์การติดตามตรวดสอบและประเมินผลเรื่องการคอร์รัปชั่นในระดับโลก Transparency International ได้ออกเอกสารดรรชนีความซื่อตรงในกิจการการป้องกันประเทศของรัฐบาลทั่วโลก (Government Defence Integrity Index) ของปี 2020 ซึ่งทุกปีจะออกประมาณเดือนพฤศจิกายน พบว่าประเทศในโลกถึงสองในสามกำลังเผชิญกับความเสี่ยงขั้นรุนแรงในเรื่องของการคอร์รัปชั่นในกิจการการป้องกันประเทศและความมั่นคงของประเทศ

และมีการค้นพบอีกว่า ประเทศที่ดรรชนีความซื่อตรงในเรื่องของการป้องกันประเทศของรัฐบาลต่ำมีแนวโน้มที่จะป้องกันการคอร์รัปชั่นในส่วนของกิจการความมั่นคงและการป้องกันประเทศได้น้อย และมักจะประสบกับความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง และการละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดยภาพรวมของรายงานชิ้นนี้พบว่าการใช้จ่ายด้านการทหารทั่วโลกนั้นมีประมาณ สองล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหมายถึงการที่ทำให้ขนาดและโอกาสในการคอร์รัปชั่นในส่วนนี้นั้นมีมากและเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้แล้วร้อยละ 62 ของประเทศทั่วโลกมีคะแนนไม่ถึงครึ่งหนึ่งในการวัดดรรชนี ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงขั้นรุนแรงของการที่จะมีการคอร์รัปชั่นในกิจการความมั่นคงและการป้องกันประเทศมีทั่วโลก

Advertisement

โดยภาพรวมแล้วนิวซีแลนด์ได้คะแนนสูงสุดแต่ก็ได้เพียง 85 จาก 100 ส่วนประเทศที่ได้คะแนนต่ำที่สุดคือ ซูดานคือ 5 เพราะในช่วงนั้นมีการทำรัฐประหารโดยกองทัพและเต็มไปด้วยความรุนแรง

อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือเรื่องที่ว่าแม้ประเทศที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในโลก 20 อันดับแรก G20 ก็ได้คะแนนเฉลี่ยเพียงแค่ 49

ในส่วนของรายละเอียดในคะแนนตัวชี้วัดต่างๆ โดยภาพรวมแล้ว ส่วนที่ทำคะแนนได้แย่ที่สุดของทุกประเทศโดยเฉลี่ยออกมาคือส่วนของการป้องกันการคอร์รัปชั่นในปฏิการทางการทหาร โดยมีคะแนนเฉลี่ยคือ 16/100 เพราะส่วนใหญ่แล้วประเทศต่างๆ จะไม่ได้ระบุถึงการต่อต้านการคอร์รัปชั่นในกิจการความมั่นคงและการป้องกันประเทศเป็นภารกิจหลัก แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาเองก็ยังได้คะแนนแค่ 18/100 ด้วยซ้ำ

อีกข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือประเทศส่วนมากในโลกคือ 81 ประเทศเผชิญกับความเสี่ยงขั้นรุนแรงในเรื่องปฏิบัติการทางการทหาร ซึ่งสัมพันธ์ไปกับเรื่องของภัยคุกคามภายในประเทศ หมายถึงว่าเมื่อไม่มีการป้องกันการคอร์รัปชั่นในส่วนของความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ก็เป็นไปได้สูงที่กองทัพนั้นจะมีส่วนในการสร้างความขัดแย้งขึ้นภายในประเทศมากกว่าเข้ามาเพื่อระงับและแก้ปัญหาความขัดแย้ง ทั้งนี้ ไม่นับว่าประเทศที่มีดรรชนีในข้อนี้ต่ำอาจไปมีบทบาทในการแทรกแซงในกิจการประเทศอื่นด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรละเลยก็คือในการทำความเข้าใจเรื่องความเป็นไปได้ในเรื่องของการคอร์รัปชั่นในกิจการความมั่นคงและการป้องกันประเทศนั้น ต้องดูทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ โดยข้อค้นพบในรายงานนี้ชี้ว่า ร้อยละ 86 ของการส่งออกอาวุธในช่วง ค.ศ.2016-2000 ถูกส่งมาจากประเทศที่มีระดับของความเสี่ยงการคอร์รัปชั่นในภาคความมั่นคงและการป้องกันประเทศขั้นรุนแรงหรือสูง โดยประเทศที่ซื้ออาวุธเหล่านี้ ร้อยละ 49 เผชิญกับความเสี่ยงด้านการคอร์รัปชั่นในกิจการความมั่นคงและการป้องกันประเทศขั้นสูง และขั้นรุนแรง

ส่วนหนึ่งในการชี้วัดก็คือ ในประเทศที่มีความเสี่ยงในการคอร์รัปชั่นนี้จะไม่อนุญาตให้รัฐสภา ผู้ตรวจสอบมืออาชีพ และประชาสังคม เข้ามาตรวจสอบสัญญา และไม่ให้ข้อมูลที่จำเป็นในการอธิบายว่าทำไมจึงเลือกบริษัทเหล่านั้นที่เข้ามาขาย หรืออธิบายว่ามีคนอื่นเกี่ยวข้องอีกไหม ซึ่งความไม่โปร่งใสนี้เองเปิดโอกาสให้กับการติดสินบน การใช้จ่ายเงินสาธารณะไปในทางที่สูญเปล่า และอาวุธอาจตกไปอยู่ในมือของพวกกลุ่มอาชญากรรม และกลุ่มก่อการร้าย

อีกประเด็นต้องคิดกันก็คือ การที่ประเทศขาดความมั่นคง และกองทัพนั้นรู้สึกว่าอ่อนแอ ไม่แข็งแรง อาจจะไม่ใช่เรื่องแค่ว่าเพราะพวกเขาไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ดี แต่อาจมาจากการที่พวกเขาไม่ยอมรับและไม่ยอมแก้ไขการคอร์รัปชั่นในวงการของพวกเขาเอง และอาจทำใหัความไม่สงบเกิดมากขึ้นอีกต่างหาก

มาดูรายละเอียดดรรชนีความซื่อตรงในกิจการการป้องกันประเทศของรัฐบาล ในปี ค.ศ.2020 จะพบความหนักใจว่า มีนิวซีแลนด์ประเทศเดียวที่มีคะแนนอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการคอร์รัปชั่นในกิจการความมั่นคงและการป้องกันประเทศในเกณฑ์ต่ำมาก (very low) ส่วนระดับต่ำ (low) มี 7 ประเทศ คือ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน เยอรมนี นอร์เวย์ อังกฤษ ลัตเวีย และสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ระดับความเสี่ยงปานกลางความเสียงสูง และความเสี่ยงสูงมากมีเท่าๆ กันคือกลุ่มละ 17 ประเทศ โดยระดับปานกลาง ประเทศที่สำคัญคือ ฝรั่งเศส อิสราเอล เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เดนมาร์ก สวีเดน สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ประเทศที่มีความเสี่ยงระดับสูง คือ รัสเซีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศที่มีความเสี่ยงสูงมากคือ จีน ไทย ปาเลสไตน์ ส่วนประเทศที่มีความเสี่ยงรุนแรงมี 18 ประเทศ อาทิ อิหร่าน อิรัก ซูดาน และเมียนมา เป็นต้น

ประเทศไทยนั้น จากรายงานที่เก็บข้อมูลในช่วงกุมภาพันธ์ ค.ศ.2020-2021 พบว่ามีความเสี่ยงสูงมากในเรื่องการคอร์รัปชั่นในกิจการความมั่นคงและการป้องกันประเทศ โดยภาพรวมแล้ว ประเมินกันว่าประเทศไทยนั้นกิจการด้านการป้องกันประเทศมีสถานะที่ได้รับข้อยกเว้นในการถูกตรวจสอบสูง สถาบันด้านการป้องกันประเทศได้รับการยกเว้นจากมาตรฐานระเบียบเรื่องการคลัง การจัดทำงบประมาณ และการจัดซื้อ การตรวจสอบจากองค์กรภายนอกกองทัพและตำรวจนั้นแทบไม่มี และในกระบวนการกำหนดนโยบายและป้องกันการคอร์รัปชั่นก็เต็มไปด้วยข้อจำกัดโดยเฉพาะในด้านของการปฏิบัติการและการบริหารงานด้านทรัพยากรบุคคล

ในส่วนรายละเอียดนั้น ดรรชนีความซื่อตรงในกิจการการป้องกันประเทศของรัฐบาล ถูกแบ่งออกเป็น 5 ด้าน และคะแนนรวมของไทยคือ ความเสี่ยงต่อการคอร์รัปชั่นในกิจการความมั่นคงและการป้องกันประเทศอยู่ในระดับสูงมาก โดย

1.ด้านการเมือง ได้ 30/100 : คือความเสี่ยงสูงมากในการคอร์รัปชั่น ส่วนหนึ่งก็เพราะเมื่อย้อนหลังไปหลายปีนั้นสภาผู้แทนไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของกองทัพและตำรวจได้ อันเนื่องมาจากการทำรัฐประหารของกองทัพเอง ทำให้การตรวจสอบโดยสภาไม่มีประสิทธิภาพ จากตัวแทนที่เป็นอิสระ ขาดการตรวจสอบที่เป็นอิสระรวมทั้งไม่มีเสรีภาพในการถกเถียงในเรื่องความมั่นคง ซึ่งเรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญเมื่อกองทัพและรัฐบาลพยายามเอาทุกเรื่องไปไว้ในส่วนของความมั่นคง ซึ่งมีนัยยะของการขาดการตรวจสอบจากตัวแทนส่วนอื่นๆ ของประชาชน โดยเฉพาะจากรัฐสภาอย่างมีประสิทธิภาพ

2.ด้านการเงิน ได้ 17/100 : คือเสี่ยงสูงมาก จะเน้นไปที่ตัวงบประมาณมากกว่าเรื่องระดับการกำหนดนโยบาย และตัวชี้วัดที่เราได้คะแนนต่ำเตี้ยเรี่ยดินก็มาอยู่ตรงที่การไม่ยอมสร้างความโปร่งใสในข้อมูลด้านงบประมาณด้านความมั่นคง การมีงบลับ การเข้าถึงข้อมูลและการตรวจสอบกิจการธุรกิจของกองทัพ ทั้งส่วนที่ถูกกฎหมายและใต้ดิน

3.ด้านบุคลากร ได้ 42/100 : เป็นด้านที่ดีที่สุดคือมีความเสี่ยงแค่ระดับสูงเท่านั้น หมายถึงการที่บุคลากรในกองทัพนั้นเข้าไปมีส่วนในการแสดงออกถึงความโปร่งใสของกองทัพและตำรวจ รวมถึงมีการออกมาเปิดเผย และเปิดโปงข้อมูลภายใน ความตรงไปตรงมาในการจ่ายเงินเดือน หักเงินเดือนไปเป็นกองทุน การเลื่อนชั้นเงินเดือนและตำแหน่ง และการจัดการกับการรับสินบนในกองทัพ ซึ่งส่วนนี้ผมคิดว่าส่วนมากที่ได้คะแนนดี เพราะจำนนต่อหลักฐานเสียมากกว่า

4.ด้านปฏิบัติการ ได้ 30/100 : คือเสี่ยงสูงมาก หมายถึงการไม่มีนโยบายและความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังของกองทัพและตำรวจ การไม่มีระบบการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นในการทำงานจริงๆ

5.ด้านการจัดซื้อ ได้ 16/100 : คือขั้นรุนแรง ซึ่งถ้าดูดีๆ ที่เกือบจะตกมาขั้นนี้อีกอันก็คือเรื่องของการเงิน งบประมาณในข้อสอง ต่างกันแค่คะแนนเดียว แต่โดยสรุปแล้วด้านการจัดซื้อที่ไทยมีความเสี่ยงสูงที่สุด นี่เป็นเพราะไม่มีระบบการตรวจสอบการซื้ออาวุธที่ชัดเจนจะเห็นว่าเราต้องเน้นไปที่แรงกดดันจากประชาชน ซึ่งกองทัพมักจะไม่ฟัง และสุดท้ายก็พังเอง เราไม่มีการประมูลที่แข่งขันชัดเจน มีแต่กำหนดสเปกที่แปลกประหลาด ข้อมูลผู้ขายและนายหน้าที่ไม่โปร่งใส และคำถามากมายเรื่องอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจในการสร้างดีลการซื้ออาวุธ

ดูข้อมูลประเทศไทยแล้วก็เศร้า ไม่ได้ต้องการประณามกองทัพเพราะบุคลากรจำนวนมากไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เป็นเรื่องของคนไม่กี่คนในกองทัพกับคนที่มีอำนาจไม่กี่คนของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องเสียมากกว่า

แถมยิ่งมีข่าวฉาวๆ บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ของการจัดซื้อ การไม่สนใจคำทักท้วงของประชาชน และการทุจริตในระดับบุคลกรที่เอาเปรียบกันเองในกองทัพ ผมก็ไม่คิดว่าคะแนนดรรชนีความเสี่ยงต่อการคอร์รัปชั่นในกิจการความมั่นคงและการป้องกันประเทศมันจะดีขึ้น

ต้องย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการเป็นศัตรูกับกองทัพและยกเลิกกองทัพ แต่เป็นเรื่องของการทำให้กองทัพเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตย และพัฒนาประเทศอย่างสำคัญซึ่งหลายคนยังไม่กล้าที่จะยอมรับในเรื่องนี้ครับ

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์