คุณชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำร้องของ ส.ส.ฝ่ายค้านที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดวันที่ 23 สิงหาคม 2565 หรือไม่ ถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
ศาลต้องใช้เวลาในการพิจารณาว่าจะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่ หากรับเรื่องต้องใช้เวลาพิจารณาก่อนมีคำตัดสินนานเท่าไหร่ เร็วหรือช้า ยังไม่มีใครให้คำตอบ
ยิ่งถ้ามีการส่งคำร้องไปให้ผู้ถูกร้อง คือ พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจง เวลาย่อมเนิ่นนานออกไป เลยกำหนดวันที่ 24 สิงหาคม 2565 ซึ่งเป็นวันที่ ส.ส.ฝ่ายค้านและกลุ่มพลังประชาชนหลายฝ่ายเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในตำแหน่งครบ 8 ปีในวันนี้อย่างแน่นอน
ขณะที่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ต่อเรื่องนี้ยังคงยืนกระต่ายขาเดียว ขอฟังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น
พิจารณาได้จากคำแถลงของศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (PMOC) โพสต์เฟชบุ๊ก
ชี้แจงสาเหตุสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบคำถามนักข่าวเพราะได้แสดงจุดยืนว่า “อำนาจทุกอย่างเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นผู้วินิจฉัย
ประกาศจุดยืนชัดนั่นเท่ากับยืนยันว่า ระหว่างนี้การยุบสภา ลาออก จะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญออกมา ส่วนหลังจากนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
จากคำแถลงข้างต้นประเด็นน่าวิวาทะอยู่ตรงวลีว่า “อำนาจทุกอย่างเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ” นั้นจริงหรือ
ถ้ าหมายถึงอำนาจเฉพาะการตีความรัฐธรรมนูญก็พอรับฟังได้
แต่หากรวมไปถึงอำนาจในการตัดสิน
ชะตากรรมของตัว พล.อ.ประยุทธ์เองคงไม่ใช่
เพราะหากจะตัดสินใจลาออกเสียก่อนวันที่ศาลตัดสินออกมาก็ย่อมได้ เป็นสิทธิของบุคคลนั้นๆ โดยเฉพาะ ศาลไม่มีอำนาจยับยั้งห้ามปรามแต่อย่างไร
ประเด็นอยู่ที่ว่าศาลจะตัดสินเมื่อไหร่ ใช้เวลาอีกนานแค่ไหน ในระหว่างนี้สถานการณ์บ้านเมืองจะดำเนินไปอย่างไร สงบเรียบร้อย ราบรื่น หรือขัดแย้ง บานปลายหนักขึ้นไปอีก
การมุ่งมองแต่มุมกฎหมาย เกาะหลักนิติศาสตร์อย่างเดียวจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
หรือยิ่งล่อแหลม นำไปสู่ความร้อนแรง
ระหว่างการปกป้อง รักษาสิทธิของตนที่จะอยู่ต่อ กับ ควรพอได้หรือยัง เรื่องแรกยกคำตัดสินของศาลขึ้นเป็นข้ออ้างได้ แต่เรื่องหลังเป็นดุลพินิจส่วนตัว ภายใต้หลักความรับผิดชอบต่อความเป็นไปของสังคมโดยแท้
เพราะดูเบากับหลักรัฐศาสตร์ ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ของสังคม เสียงสะท้อนของผู้คน ข้อเสนอแนะที่บริสุทธิ์และเจตนาดี ตั้งแต่คณะ 99 พลเมือง, 51 อาจารย์กฎหมายจาก 15 มหาวิทยาลัย, หมอชนบท,
คณะหลอมรวมประชาชน, กลุ่มราษฎรและขบวนประชาชน 4 ภาค 38 องค์กร, ผลโหวตเสียงประชาชน 8 มหาวิทยาลัยของเครือข่ายนักวิชาการฯ
สถานการณ์จะจบลงด้วยดีหรือตรงกันข้าม ล้วนเป็นผลจากการตัดสินใจของตัวเองเป็นสำคัญ คำตัดสินของศาลเป็นเพียงเครื่องมือประกอบการพิจารณาเท่านั้น
จากความเห็นที่แบ่งเป็น 3 ฝ่าย 1.เริ่มนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก 24 สิงหาคม 2557 2.เริ่มนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ คือวันที่ 6 เมษายน 2560 3.เริ่มนับตั้งแต่วันประกาศแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี หลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 คือ 9 มิถุนายน 2562
ศ าลรัฐธรรมนูญต้องประมวลความเห็นทางกฎหมายภายใต้ข้อเท็จจริง 2 ชุดคือ ประกาศแต่งตั้งให้ พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสองครั้ง ครั้งแรก 24 สิงหาคม 2557 ครั้งที่สอง 9 มิถุนายน 2562
การไม่นับย้อนไปถึงการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก จึงทำให้เกิดคำถามเชิงโต้แย้ง
ว่า ตำแหน่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ดำรงอยู่นั้นไม่เรียกว่านายกรัฐมนตรีอย่างนั้นหรือ ว่าไปแล้วกรณีที่เกิดขึ้นกลับเป็นเผือกร้อนในมือของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ตามบทบังคับของรัฐธรรมนูญ
ทั้งๆ ที่ผู้สมควรให้คำตอบต่อสังคมได้ดีที่สุดน่าจะเป็นคณะผู้ยกร่าง คือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งรับรู้ถึงที่มาและเจตนารมณ์โดยตรง ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้แปลความ จะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้ร่างจริงหรือไม่ ไม่มีใครให้คำตอบได้
นอกจากคณะผู้ยกร่าง ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ทุกคน
คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงควรให้คำตอบต่อสังคม โดยเฉพาะตอบคำถามที่ว่า ทำไมถึงไม่เขียนวิธีการนับวันเริ่มต้นของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เริ่มเมื่อไหร่ การไม่เขียนวันเริ่มต้นที่ชัดเจน คณะกรรมการร่างคิดอย่างไร ต้องการสื่ออะไร

