“ปัญหา” ของทั่วโลกทุกประเทศ ทุกสังคม ทุกชุมชน “ทุกคน” ไม่ได้เกิดจากผู้ใดหรือผู้อื่น หรือสิ่งอื่นใดเลย หากเราทุกคนได้มีการศึกษา มีศาสนา มีสติ มีปัญญา ก็จะรู้ว่าเกิดจากเหตุปัจจัย 3 ตัว คือ “โลภ โกรธ หลง” นั่นคือ “กิเลส” ซึ่งเป็นต้นเหตุ ที่สำคัญและ “ปัญหา” ต่างๆ เหล่านี้ที่เกิดจาก “ความคิด” หรือ “จิต” ย่อมส่งผลให้เกิดกับ “ตัวเอง” หรือ “ตนเอง” ทั้งสิ้น
นำไปสู่ “ใจ” ทำให้เกิดการแสดงออกมาในลักษณะต่างๆ ได้ 2 มิติ คือ “สุข” กับ “ทุกข์” หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง คละเคล้ากันไป หากว่ามี “สติ” ควบคุมได้สมาธิที่มุ่งมั่นแน่วแน่ให้เกิดด้วยสมาธิใจก็นิ่งได้นำไปสู่ความ “สงบ” นิ่งได้ถือเป็นสุดยอดของการดูแล “ใจ” ของเรา
เพื่อรักษาจิตใจมิให้ได้รับ “ทุกข์” เกิดจากอารมณ์กิเลส เป็นต้นว่าโกรธ จำเป็นจะต้องระวังการคิดปรุงหรือปรุงคิดให้ดำเนินไปอย่างถูกต้อง เพราะการคิดปรุงหรือปรุงคิดนี้เองเป็นสาเหตุที่แท้จริงของอารมณ์กิเลสทั้งหลาย เป็นต้นว่าโกรธ ไม่ใช่รูป ไม่ใช่เสียงไม่ใช่เรื่อง ที่ทำให้เกิดอารมณ์กิเลสเหล่านั้น ดังที่มีผู้เข้าใจผิดกันเป็นอันมาก ดังได้ยกตัวอย่างแล้วว่า รูปเดียวกัน เสียงเดียวกันเรื่องเดียวกัน มิได้ทำให้ผู้ได้เห็น ผู้ได้ยิน ผู้รับรู้ มีอารมณ์อย่างเดียวกัน ผู้หนึ่งอาจจะชอบ ผู้หนึ่งอาจจะไม่ชอบ
ทั้งนี้แล้วแต่การปรุงของใจซึ่งไม่เหมือนกัน ความรู้สึกเป็นสุข ความรู้สึกเป็น “ทุกข์” การทำสติเพียรพยายามอบรมใจให้คิดปรุงไปในทางที่จะให้ความสุขเกิดมิใช่ให้ความทุกข์เกิด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมีผู้ใดมองข้ามไปเสียอย่างไม่สนใจ โทสะหรือความโกรธเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ร้อน การคิดปรุงไปในทางที่จะไม่ให้โทสะเกิดจึงเป็นสิ่งควรอบรมให้เกิดมีขึ้น
ได้กล่าวมาแล้วถึง “ความโกรธ” ที่เกิดจากเสียงไม่ถูกหูและรูปไม่ถูกตา ซึ่งแยกออกไปมากมายหลายอย่าง บัดนี้มาลองแยกความโกรธที่เกิดจากเรื่องไม่ถูกใจ ซึ่งก็มีมากมายหลายอย่างเหมือนกัน เคยมีผู้เล่าเรื่องการโกงการกินที่นั่นที่นี่อย่างโกรธเคืองว่าไม่น่าจะทำกันได้
ถึงเช่นนั้น ผู้เล่าไม่ชอบใจเลย อเนจอนาถใจมาก คือ โกรธมากนั่นเอง บางผู้มาเล่าเรื่องความเลอะเทอะเหลวไหลของสังคมปัจจุบันอย่างรังเกียจชิงชัง ยังมีเรื่องที่ไม่ถูกใจอีกหลายเรื่อง ซึ่งแต่ละท่านอาจจะ
นึกเพิ่มเติมได้ด้วยตนเองเช่นเดียวกันกับเสียงไม่ถูกหูและรูปไม่ถูกตา เพราะเหตุผลเดียว คือ ทุกคนที่เป็นปุถุชนย่อมจะมีเรื่องไม่ถูกใจตนอยู่ด้วยกันทั้งนั้น และไม่ตรงกันก็มีเป็นอันมาก ดังตัวอย่างบางผู้ไม่พอใจการโกงการกินที่นั่นที่นี่
แต่ขณะเดียวกันบางผู้พอใจ นี้รู้ได้จากการที่เมื่อมีผู้ทำก็แสดงว่ามีผู้พอใจ บางผู้รังเกียจความเลอะเทอะเหลวไหลของสังคมปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันบางผู้นิยมชมชอบซึ่งก็รู้ได้จากการที่มีผู้ปฏิบัติเช่นนั้นอยู่ ก็แสดงว่ามีผู้ชอบใจ ทั้งนี้ ก็อยู่ที่การปรุงของจิตใจเช่นเดียวกัน ปรุงให้เห็นเป็นดีงาม ก็ปรุงให้ชอบ ปรุงให้เห็นเป็นไม่ดีไม่งาม ก็ปรุงให้ไม่ชอบ แต่สำหรับตัวอย่างที่ยกมากล่าวข้างต้น การปรุงให้ชอบหรือไม่ชอบ ไม่เกิดผลดีแก่จิตใจตนเองทั้งสองประการ
ก ารปรุงให้ชอบเรื่องโกงกิน ทำใจให้นิยมยินดีในการกระทำเพื่อโกงกิน ย่อมเป็นผลเสียอย่างยิ่งทั้งแก่จิตใจตนเองและทั้งแก่ส่วนรวม การปรุงใจให้ไม่ชอบใจเมื่อได้ฟังเรื่องโกงกิน ทำให้เกิดโทโส ก็เป็นการทำใจตนเองให้ร้อนเป็นทุกข์ วิธีปรุงที่ควรนำมาปฏิบัติให้เกิดผลในเรื่องดังกล่าว จึงน่าจะปรุงไปในทางที่จะสามารถทำใจให้ไม่ไปนิยมชมชอบด้วยและไม่ไปโกรธขึ้งด้วยรักษาใจไว้ให้สงบเยือกเย็นได้ไม่ว่าในเรื่องใดก็ตามเป็นสิ่งสำคัญทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะทำใจให้ไม่สนใจรับรู้ในเรื่องใดเสียเลยไม่ปฏิบัติการใดๆ เพื่อให้เหมาะให้ควรต่อเรื่องใดๆ เสียเลย
“การบริหารจิต” คือ การฝึกอบรมจิตให้มีความสงบเยือกเย็นเป็นสุข ขณะเดียวกันรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรควรแก้ไข อะไรควรส่งเสริมอย่างไร และเมื่อรู้แล้วก็ควรปฏิบัติเพื่อแก้ไขหรือส่งเสริมให้เหมาะให้ควร คือปฏิบัติเพื่อแก้ไขสิ่งที่ควรได้รับการแก้ไข และส่งเสริมสิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริม การบริหารทางจิตมิใช่เพียงเพื่อฝึกอบรมจิตใจให้สงบเยือกเย็นเป็นสุขอย่างไม่รับรู้เลยว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควรแก้ไข อะไรควรส่งเสริม อันจิตที่ได้รับการฝึกอบรมในทางที่ถูก
เป็นจิตที่มีความสงบเยือกเย็นเป็นสุข และมีทั้งปัญญายิ่งขึ้น และปัญญาที่มีความสงบเป็นพื้นฐานนี้แหละที่จะทำให้มีความรู้ในสิ่งที่ควรรู้ เห็นในสิ่งที่ควรเห็น เช่น รู้ความผิดถูกความควรไม่ควร รู้วิธีปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้อย่างถูกต้อง ผู้ปรารถนาความสงบเยือกเย็นเป็นสุข และความมีปัญญารู้เห็นอะไรๆ โดยชอบ จึงจำเป็นต้องบริหารจิตและจำเป็นต้องบริหารตามหลักของพระพุทธศาสนา จึงจะได้ผลสมดังปรารถนานั้น
การบริหารจิตใจมิใช่เพียงเพื่ออบรมจิตใจให้สงบเยือกเย็น จึงจำเป็นต้องบริหารจิตและจำเป็นต้องบริหารตามหลักของพระพุทธศาสนา จึงจะได้ผลสมคำปรารถนานั้น นั่นคือ “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ไงเล่าครับ

